สมมุติว่าท่านกำลังอยู่ที่บ้านของข้าพเจ้า  และข้าพเจ้าได้เชิญท่านดื่มน้ำชา ท่านก็ยกถ้วยขึ้น จิบชาในถ้วย รู้สึกว่าท่านพอใจในรสชาติของชา ท่านวางถ้วยลงบนโต๊ะ และเราก็สนทนากันต่อไป

          ทีนี้ หากข้าพเจ้าจะถามท่านว่า ท่านรู้สึกว่าชาเป็นอย่างไร ท่านย่อมเริ่มใช้ความจำ ความนึกคิด และใช้ศัพท์แสงทางภาษาพูด เพื่อที่จะบรรยายถึงรสชาติของชาออกมา เช่น ท่านอาจจะพูดว่า "ชาดีมาก เป็นชาเตี้ย กวน หยิง ทำจากโรงงานที่กรุงไทเป เมื่อจิบแล้วก็รู้สึกชุ่มชื่น" ท่านอาจจะแสดงความรู้สึกออกมาได้หลายวิธี  แต่ความคิดและคำพูดเหล่านี้เป็นเพียง "การบรรยายประสบการณ์ที่เกิดจากการดื่มชาเท่านั้น" หาใช่ตัวประสบการณ์โดยตรงไม่"

          ตามความเป็นจริงแล้ว ในประสบการณ์โดยตรงที่เกิดจากการดื่มชา ท่านคงไม่ได้แยกว่า ตัวท่านเองเป็นผู้ลิ้มรส และชาเป็นรส ท่านคงไม่ได้คิดว่าชานั้นเป็นชายี่ห้อเตี้ย กวน หยิง ชนิดดีหรือเลว จากไทเป หรือจากไหน ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ภายในที่ไม่มีความคิดและคำพูดมาจำกัดขอบเขต ความรู้สึกล้วนๆ นี้ ย่อมเกิดมาจากประสบการณ์

          ท่านอาจจะบรรยายความรู้สึกออกมาเท่าที่ท่านต้องการ แต่มีเพียงตัวท่านเองเท่านั้นที่เป็นพยานในการรับรู้ประสบการณ์ในการดื่มชานั้น เมื่อผู้อื่นได้มาฟังท่านพูด เขาก็คงได้แต่สร้างความรู้สึกขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยพื้นฐานจากประสบการณ์เกี่ยวกับการดื่มชาที่เขามีอยู่ในอดีต

          และแม้ว่าตัวท่านเองก็เช่นกัน เมื่อท่านพยายามที่จะบรรยายประสบการณ์ของท่านออกมา คำบรรยายนั้น ก็หาใช่ "ตัวประสบการณ์แท้ๆ" ที่ท่านได้รับไม่ ด้วยประสบการณ์แท้ๆนั้น  ท่านได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับชา ไม่มีผู้ดื่ม ไม่มีชา ไม่มีการให้คุณค่า ไม่มีการแบ่งแยก ความรู้สึกอันไม่มีอื่นใดเจือปน นี้แหละ อาจยกมาเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นแทน นิรวิกัลปญาณ (การหยั่งรู้โดยไม่ต้องใช้ปัญญาแยกแยะ) ซึ่งเป็นปัญญาเครื่องนำให้เข้าไปสู่หัวใจแห่งความเป็นจริง


จากหนังสือเรื่อง กุญแจเซ็น
ติช นัท ฮันห์  เขียน
พจนา จันทรสันติ  แปล