ค่ำคืนวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. 2550 คงเป็นอีกความประทับใจหนึ่งที่เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ สำหรับการเรียนรู้การทำงานจิตอาสาพัฒนา ด้วย "ดนตรี" ที่งดงามทั้งดนตรีและเนื้อหาสาระ เสริมสร้างกำลังใจ ฟังแล้วนึกเห็นภาพการต่อสู้เพื่อชุมชนตามได้   ที่มูลนิธิปฎิปัน อ.พยุหคีรี จ.นครสวรรค์  ได้จัดงานคอนเสิร์ตประเพณี คาราวาน-พยุหะ ปีที่ 16 "สมานจิต สมานใจ สมานฉันท์"  จัดโดย กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะ มีการเชื้อเชิญนักพัฒนาหลากหลายสาขา หลายหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง 3 จังหวัด คือ นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร  แต่เอ๊ะ!!! คงแปลกใจนะครับว่าพิจิตรไปเกี่ยวอะไรด้วย ก้องานนี้เป็นงานเปิดให้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไปด้วย อีกทั้งพิจิตรก็เป็นภาคีเกี่ยวกับงานพัฒนาด้วย 

ในงานวันนั้นภาคเช้าได้มีการเสวนาประเด็นสถานการณ์สิ่งแวดล้อม สังคม การเมือง (ตรงนี้ผมไม่ได้เข้าร่วม เพราะไม่มีการบอกกล่าว)  จากนั้นในตอนเย็น (17.00 น.เป็นต้นไป) รอบๆใต้ต้นก้ามปู มีคอนเสิร์ตเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยคุณภาพ นักดนตรีเพื่อชีวิตชื่อดังพร้อมเพรียงกันมาร่วมบรรเลง ทางทีมงานมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร มาถึงช่วงที่ อี๊ด ฟุตบาธแฟมิลี่ กำลังบรรเลงพอดี เราหอบหิ้วข้าวของ อาหารเย็น ผลไม้ เสื่อ เรียกว่ามาในบรรยากาศเป็นกันเองพี่น้อง แต่ก็รู้สึกอายเล็กๆเพราะผมต้องถือหม้อหุงข้าว บรรจุข้าวผัดหอมกรุ่น ก็คนละไม้คนละมือครับ ก่อนเข้างานมีการช่วยซื้อบัตรราคาคนละ 200 บาท เรามา 5 คนก็ 1,000 บาท เสร็จสรรพก็หาพื้นที่ปูเสื่อ เดินชมนิทรรศการเล็กๆ มีเสื้อผ้าทำมือ หนังสือทำมือ เรียกว่าสิ่งของต่างๆล้วนมาจากการทำมือ มีไม่กี่ชิ้นในโลก (ก็แหมทำเฉพาะงานนี่นา) คุณอี๊ดฟุตบาธ ร่วมบรรเลงกับลูกสาวสวย 2 คน(น้องปิ๊ก น้องเปรียว) ไปทันฟังเพลงประมาณ 2-3 เพลงเท่านั้น จากนั้นนักดนตรีแต่ละท่านก็ทยอยขึ้นเวทีไล่เรียงตามมาด้วย คุณแดง อินโดจีน  เทพตะวัน ตุ๊แครี่ออน  คีตาญชลี  ดอกหญ้าไหว  ตามมาด้วย น้าหงา น้าหว่อง คาราวาน  โอ้โห!!! แต่ละท่านโชว์ฝีมือทางดนตรีกันอย่างเต็มที่ พร้อมกับการพูดคุยหยอกเย้าเป็นกันเอง เป็นกันเองเสียจนเสมือนญาติพี่น้องที่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน ก้อ "คอเดียวกัน" มันไม่จำเป็นต้องท้าวความให้เมื่อย พูดคุยกันไม่กี่ประโยคก็เข้าใจกันแล้ว    

งานนี้ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นนักดนตรีสายเลือดใหม่  หรือทายาทดนตรีเพื่อชีวิต ฝีมือไม่เบาเลย แกะพิมพ์พ่อมายังไงยังงั้น "น้องกันตรึม" ลูกชายคนเล็กของน้าหงา แค่ชื่อฟังแล้วเท่ห์ไม่เหมือนใครเลยเชียว น้องกันตรึม อยู่ชั้น ป.5 แต่ฝีไม้ลายมือเยี่ยมยุทธ โซโล่เพลงของพ่อได้อย่างน่าชื่นชม ทุกงานคอนเสิร์ตเช่นนี้ก็จะร่วมบรรเลงร่วมกันนักดนตรีรุ่นพี่รุ่นพ่อในวงคาราวานไปด้วย   (ข้อมูลตรงนี้คุณพ่อคือ น้าหงา เล่าให้ฟังขณะเล่นดนตรีบนเวที)     และอีกสายเลือดที่แลดูน่ารักชะมัดเลย ก็คือ น้องน้ำ น้องข้าว น้องเกลือ  ทายาทวงคีตาญชลี แต่ละคนตัวกลม อ้วนน่ารัก เสียงใสไพเราะเหมือนคุณแม่ยังไงยังงั้น   ตรงนี้ถึงทำให้เห็นว่าการซึมซับดนตรีทำให้เด็กๆมีอารมณ์ที่ร่าเริง แจ่มใส  ไม่เพียงแค่เสียงดนตรีเท่านั้นแต่เนื้อหาสาระของเพลงยังเต็มไปด้วยชีวิตที่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมไทย ในแต่ยุคแต่ละสมัย ทำให้เด็กๆได้เรียนรู้การใช้ชีวิตที่มีคุณค่า  สังเกตว่าน้องๆสายเลือดนักดนตรี จะมีความนิ่ง ความโต เป็นผู้ใหญ่ แม้ผมเองจะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวอะไร แต่ก็พอจะมองสีหน้า ท่าทาง แววตา ของน้องๆออกได้  และหวังว่าดนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งในการขัดเกลาจิตใจให้กับคนในสังคม โดยผ่านเส้นเสียงของน้องๆเหล่านี้ในอนาคตต่อไป

หลังจากนั่งฟังดนตรี ท่ามกลางสายลมเย็นโชยเบาๆ ใต้เงาพระจันทร์ที่สวยงาม ประมาณ 5 ทุ่มครึ่งทีมงานจากมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร ก็ร่ำลาผู้จัดงานขอเดินทางกลับบ้านที่พิจิตรกันก่อน กลับถึงพิจิตรเวลาเกือบตีสองกว่า (น้ำไม่อาบแล้ว หมกตัวใต้ผ้าห่ม ด้วยความอิ่มเอม เต็มอิ่มกับเสียงดนตรี ที่มีกลิ่นตัวตุตุนิดหน่อยคละเคล้ากันไป)