วันก่อนมีนักศึกษาเขียนลงในกระดานข่าวคณะแพทย์ว่า

"History of Medicine" วิชานี้เรียนไปเพื่ออะไรกัน?"

"นึกว่าสอบ entrance เข้าคณะแพทย์ฯได้แล้ว จะไม่ต้องมาเรียนสังคมศาสตร์อีก ปรากฏว่าต้องมาเรียนอะไรก็ไม่รู้ ช่วยสอนวิชาที่ทำให้ผมเป็นแพทย์จริงๆเสียทีเถอะครับ" (NB: วิชาสังคมศาสตร์ที่ว่าคือ "จริยศาสตร์" !!!)"

"ผมมาเรียนแพทย์แผนปัจจุบันนะครับ ทำไมอาจารย์ต้องให้มาเรียนวิชาสมุนไพร แพทย์แผนโบราณ (ชื่อก็ไม่น่าเรียนแล้ว) หรือว่านี่ต้องไปเรียนผูกดวง โหราศาสตร์ด้วย เวลาเรียนวิชาหลักๆก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว"

แต่ละคำถามสามารถนำไปสู่คำอภิปรายได้อีกมากมาย (ซึ่งก็มีจริงๆ) แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นหรือหัวข้อหลัก ผมพึ่งมองเห็น "ความสัมพันธ์" ของทั้งสามคำถาม ของนักเรียนทั้งสามคน ของทั้งสามวิชา เป็นความสัมพันธ์ของ "ปัญหา" นั่นคือ เดี๋ยวนี้เรา "ขาด" การรับรู้ว่าเราเรียนไปเพื่ออะไรกันจริงๆจังๆ (หมายถึงขาดอย่างจริงๆจังๆ ไม่ใช่เพื่ออะไรจริงๆจังๆ)

เราแบ่งวิชาต่างๆออกเป็นวิทยาศาสตร์/สังคมศาสตร์ แบ่งสายวิทย์/สายศิลป์ แบ่งหมอยา/หมอศัลย์/หมอจิต/หมอกระดูก (มีรุ่นน้องผมเรียกผมว่า "หมอจิตวิญญาณ!!" ซึ่งผมว่าเท่ห์ไม่เบา ถ้าเขาไม่ได้เรียกลับหลังแล้วก็หัวร่อต่อกระซิกกัน)

เราเจอคนไข้ที่ ER ก็เริ่มมีการถามกันว่า "ของใคร" ทักจะหมายถึง ของเหม็ด ของสัน ของเด็ก ของออโถ

มีบทความที่น่าสนใจของ Fritjof Capra .ในหนังสือ The Hidden Connections ว่าด้วยคำ "Interconnectedness" ความต่อเนื่องเชื่อมโยง ที่น่าสนใจก็คือ กิจกรรมหลายๆอย่างที่เราทำไปทุกเมื่อเชื่อวันนี้ มีส่วนหนึ่งที่กำลังพยายามจะ "แบ่งแยก" มากกว่า "รวบรวม" เราจะแก้ปัญหาอะไร เราก็จะ "วิเคราะห์" วิ ก็คือ แยก ทำเป็นส่วนๆ พิจารณาเป็นส่วนๆ เราพยายามที่จะถกเถียงเพื่อ "เอาชนะ" แทนที่จะ "เรียนรู้" เพิ่มเติม เราจึง "อภิปราย" discuss หรือ dissect แทนที่จะ "สนทนา" หรือมี dialogue กัน

ถึงตอนนี้ผมเริ่มมีความเห็นใจนักศึกษาแพทย์ทั้งสามท่านที่ถามคำถามข้างต้น เดี๋ยวนี้เรามาเรียนอะไรก็เพราะมีคน "สั่ง" หรือ "มอบหมาย" ให้เรียน แจกคู่มือ มี learning objectives มีให้หมด อ่านดูซิจ๊ะว่าเรียนอะไรไปทำไม

ใน Contemplative education หรือจิตปัญญาศึกษา หรือ การเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ เป็นการเรียนรู้ที่เน้นการ "เชื่อมใยง" เน้นการศึกษา "ความต่อเนื่องเกี่ยวพัน"

ขณะที่เรากำลังมีวิชาจริยศาสตร์ และนั่งคิดว่าวิชานี้มันควรจะกี่หน่วยกิต เรียนวันละ อาทิตย์ละกี่ชม. มี self-directed กี่ ชม. มี workshop/seminar/small group กี่ ชม. แต่ตราบใดที่วิชาเหล่านี้ "แยกตัวออกมา" จากสิ่งที่นักเรียนกำลังจะเป็น แยกออกมาจากสิ่งที่เขาอยากจะทำ เป็นวิชาต่างหาก แล้วมันจะเกิดขึ้นได้จริงๆหรือ?

คำถามของนักศึกษาเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น เด็กของเราทราบหรือไม่ว่าประวัติศาสตร์การแพทย์จำเป็นต่อการเป็นแพทย์ หรือมันต่อเนื่องกันอย่างไร สังคมศาสตร์กับแพทย์ศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกันไหม ความรู้แพทย์โบราณมีอะไรที่เกี่ยวเนื่อวมาถึงแพทย์ปัจจุบัน?

นอกจากเด็กทราบหรือไม่แล้ว อาจารย์ทราบหรือไม่? เจ้าของหลักสูตร คนเขียนหลักสูตรล่ะ ทราบหรือไม่?

บางที "เหตุผล ที่มา ความต่อเนื่อง" อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ก็ได้