GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เมื่อมีบัตรแต่ไม่มีสิทธิ จะทำยังไง........

กรมบัญชีกลางแจ้งขอระงับสิทธิ

          บัตรในที่นี้เป็นเรื่องของระบบจ่ายตรงเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล  ที่กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการให้มีการขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลที่เข้าโครงการโดยไม่ต้องชำระเงินสด ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 เป็นต้นมา และให้ข้าราชการทุกคนที่ขึ้นทะเบียนใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2549   ซึ่งก่อนที่จะมีระบบจ่ายตรง  มีโครงการขึ้นทะเบียนสำหรับข้าราชการรักษาต่อเนื่องกับสิทธิข้าราชการบำนาญที่ได้รับบัตรก่อนหน้าที่ระบบจ่ายตรงจะให้สิทธิข้าราชการทุกคน   

      ปัญหาที่พบขณะนี้คือผู้ที่ได้รับบัตรขึ้นทะเบียนรักษาต่อเนื่องใช้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์ใช้สิทธิไม่ได้จำนวนกว่า 400 ราย โดยกรมบัญชีกลางแจ้งขอระงับสิทธิ  เนื่องจากฐานข้อมูลมิได้ทำการปรับปรุงจึงทำให้ข้อมูลไม่สมบูรณ์  จึงขอให้ท่านที่ได้รับบัตรในระบบต่อเนื่องแล้วอย่านิ่งนอนใจว่าบัตรที่ได้รับจะใช้ได้อัตโนมัตินะคะเพื่อความไม่ประมาทขอให้ท่านเข้าไปตรวจสอบที่เวบไซต์ของกรมบัญชีกลางที่  www.cgd.go.th   หากสิทธิแจ้งว่าไม่มีสิทธิก็ขอให้แจ้งกับนายทะเบียนต้นสังกัดของท่านเพื่อทำการปรับปรุงฐานข้อมูลนะคะ  ก็คงค่อยปรับค่อยแก้กันไปนะคะเพื่อจะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ถูกต้อง อันเป็น ประโยชน์ในการบริหารข้อมูลในระดับประเทศต่อไปค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 76247
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

ข้าราชการบำนาญครู 

เข้ารักษาฯ เป็นคนไข้ใน   เมื่อวันที่  25  พฤษภาคม  2550  แจ้งสิทธิจ่ายตรงแล้ว ทางโรงพยาบาลบอกว่าสิทธิถูกยกเลิก  จะต้องดำเนินการอย่างไร

ตอนนี้การตรวจข้อมูลจากกรมบัญชีกลางเป็นระบบมากขึ้น ดังนั้นบางคนที่เคยผ่านการใช้สิทธิระบบจ่ายตรงครั้งแรก  แต่ต่อมาถูกบอกว่าไม่มีสิทธิพบเยอะเลยค่ะ  สาเหตุมีหลายอย่างเช่น ระบุสิทธิว่าใช้ของสามี แต่ตนเองมีสิทธิอยู่แล้ว หรือกรณีอื่น ขอให้ติดต่อกับนายทะเบียนของหน่วยงานซึ่งจะทำหน้าที่แก้ไขฐานข้อมูลหรือประสานงานกับกรมบัญชีกลางให้เราได้นะคะ

ในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง เห็นด้วยกับระบบจ่ายตรง(หากได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพจริงๆ) แต่จากประสบการณ์การไปรับบริการโดยใช้ระบบจ่ายตรง จึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับข้าราชการที่คิดจะสมัครทำระบบจ่ายตรงที่คลินิกทันตกรรมพิเศษ ซึ่งผมต้องการที่จะอุดฟัน และถอนฟันคุด มีรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง กับระบบการดำเนินการ ขั้นตอนการบริการมีดังนี้

1.ยื่นบัตรรอเรียกเพื่อซักถามและรับแฟ้มประวัติ (ประมาณ30 นาที)2.รับแฟ้มประวัติการรักษาแล้วเดินไปที่ตึกฝั่งตรงข้ามหลังจากได้รับแฟ้มประวัติ นั่งรอเพื่อวินิจฉัยโรค (ประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง)

3.เมื่อหมอวินิจฉัยแล้วอาจส่งให้ไปเอกซเรย์ฟันต่อที่ตึกเดิม

4.นัดวันรักษาประมาณ 2อาทิตย์เป็นต้นไป

จะเห็นได้ว่านี่คือรูปแบบการรักษาของผู้ที่สมัครในระบบจ่ายตรง ครั้งที่ผ่านมาผมจึงตัดสินใจไม่ไปตามนัดเพราะเหมือนว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ เป็นอีกชนชั้นหนึ่งที่ ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันกับการรักษาที่ผู้รักษาชำระเงินทันที ซึ่งจะได้รับการรักษาก่อน ดังนั้นขอแนะนำว่า หากจะไปรักษาควรนำเงินไปจ่ายก่อนแล้วค่อยนำใบเสร็จไปเบิกเอาทีหลังดีกว่าครับ จะได้ไม่เสียความรู้สึกเปล่าๆ

ในครั้งนี้ ผมตัดสินใจมาอุดฟันอีกครั้ง คือวันที่ 21 เมษายน 2551 ปรากฏว่าต้องนัดให้มาประมาณวันที่ 2 พ.ค. 2551 เป็นต้นไปด้วยเหตุผลที่ผมคิดไว้ในใจแล้ว ผมจึงได้บ่นเล็กน้อย แต่หากรอต่อไปฟันคงหลุดจากปากหมดแน่ๆ จึงขอให้เจ้าหน้าที่นัดเวลารักษาในช่วงนอกเวลา 18.00 น. โดยต้องชำระเงินด้วยตนเองก่อน จึงขอแนะนำผู้มีสิทธิทุกท่านว่าควรใช้วิธีนี้ดีกว่าครับ คราวหน้าต่อไปผมก็คงไม่ใช้ระบบจ่ายตรงอีกต่อไปแล้วครับ และจะบอกต่อกับทุกๆคนถึงปัญหาของระบบจ่ายตรง หากไม่ดีหรือพัฒนาไม่ได้มีปัญหา อุปสรรคมากมาย ก็ยกเลิกไปซะจะดีกว่าครับสบายใจทั้งโรงพยาบาลและตัวผู้รักษาด้วย

ทิ้งท้ายไว้นะครับว่า การเป็นข้าราชการ แม้เงินเดือนจะน้อยสู้เอกชนไม่ได้ แต่มีข้อดีอย่างคือ การได้รับสวัสดิการและการรักษาพยาบาลฟรี แต่ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับ ต่อไปอาจจะไปสอนตามม.เอกชนน่าจะดีกว่า หากระบบสวัสดิการแย่เช่นนี้ เวลาเจ็บป่วยก็ไม่ต้องกังวลใจอีกเพราะสามารถซื้อบริการทางการแพทย์ได้.....

จากความคิดเห็นที่3 ขอบคุณนะคะที่ให้ความเห็นเรื่องระบบจ่ายตรง โดยระบบแล้วถือว่าเป็นการเอื้อต่อกลุ่มข้าราชการซึ่งไม่ต้องจ่ายเงินสดแล้ว  แต่ในกระบวนงานของการให้บริการด้านการรักษาจะเหมือนกันนะคะไม่ว่าเป็นการชำระเงินสด หรือผู้ที่ใช้สิทธิต่าง ๆ เพราะการได้รับเงินจากกรมบัญชีกลางก็ได้รับเร็วตลอดวิธีการส่งข้อมูลในโปรแกรมเบิกจ่ายสามารถทำได้ทันที แถมเจ้าหน้าที่การเงินที่ปฏิบัติงานไม่ต้องมีการรับ-ทอนเงิน หรือต้องเก็บรักษาเงินสดจำนวนมากซึ่งมีความเสี่ยง  และโรงพยาบาลไม่มีนโยบายที่จะเลือกปฏิบัติค่ะ  เพราะคิดว่าระบบจ่ายตรงก็เอื้อต่อการที่ได้รับเงินกลับมาครบถ้วนและผลกระทบมีบ้างคือจำนวนผู้มารับบริการมีเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากระบบจ่ายตรงที่ไม่ต้องชำระเงินสดก่อน  คงให้ข้อคิดเห็นในฐานะผู้ปฏิบัติงานคนหนึ่งค่ะ  ขอบคุณนะคะ