มนุษย์ : ผู้มืดมาแล้วมืดไป

นายพิเชฐ  คำถาเครือ

  โรงพยาบาลแม่สรวย  จังหวัดเชียงราย

                    มนุสสภูมิหรือโลกมนุษย์ เป็นที่อาศัยของผู้มีใจสูง ที่เรียกว่าใจสูงก็เพราะว่ามีความกล้าหาญในการประกอบกรรมต่างๆทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรมหรือกรรมดีและกรรมชั่ว ในการทำชั่วมนุษย์ก็ทำได้ตั้งแต่ต่ำสุดถึงสูงสุดยกตัวอย่างเช่นการทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์ มนุษย์ฆ่าได้ตั้งแต่สัตว์ตัวเล็กๆเช่นมด  แมลง กุ้ง หอย ปู ปลานำมาเป็นอาหาร หรือทำลายทิ้ง  และสัตว์ใหญ่เช่นช้างม้าวัวควาย หมูหมาสัตว์อื่นที่ดุร้ายน่าเกรงขามมนุษย์ฆ่าได้หมด นอกจากนี้แม้เป็นมนุษย์ด้วยกันเองก็ฆ่ากันหาอาวุธที่ทำลายล้างประหารกันมามากต่อมาก และมนุษย์ยังฆ่าได้แม้แต่ผู้มีพระคุณ มีพ่อ แม่ ครูอาจารย์เป็นต้น เป็นการกระทำปิตุฆาต มาตุฆาตเป็นบาปกรรมอันสูงสุดเป็นอนันตริยกรรม มนุษย์ทำเช่นนี้ก็เพราะมีใจที่อาจกล้าสูงสุดในการประกอบอกุศลกรรม   ในด้านกุศลกรรมคือความดีงามเป็นบุญเป็นกุศล มนุษย์ก็สามารถทำได้เป็นอย่างดี มีการเอื้อเฟื้อให้ทานแก่มนุษย์ด้วยกันและสัตว์ในภพภูมิอื่นเช่นในเดรัจฉานภูมิมีหมา แมว นก กา เป็นต้น มนุษย์ยังสามารถรักษาศีลตามกำลังความสามารถของตนเช่นศีล 5 ศีล8 ศีล 10 ศีล227เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีการบำเพ็ญสมถภาวนาจนสำเร็จองค์ฌาน เสวยสุขในพรหมโลกแม้แต่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ก็ต้องมาบังเกิดในโลกมนุษย์ทรงมีพระมหากรุณาสั่งสอนมนนุษย์ให้บำเพ็ญเจริญวิปัสสนาจนสำเร็จมรรคผลนิพานเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาตามกำลังบารมีจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ แม้แต่โลกนี้ว่างจากพระพุทธศาสนาก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาอุบัติตรัสรู้ธรรม ก็ต้องบังเกิดในมนุสสภูมิเช่นกัน มนุษย์จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีใจสูงสุดในการกระทำความดีหรือกุศลกรรม  มนุษย์จึงมีมากมายหลายประเภทครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับในพระเชตวันมหาวิหาร อันอยู่ในพระนครสาวัตถี พระเจ้าปเสนธิโกศลได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงบุคคล 4 จำพวกไว้ว่า1.ผู้มืดมาแล้วมืดไป 2.ผู้มืดมาแล้วสว่างไป 3.ผู้สว่างมาแล้วมืดไป 4.ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป ในที่นี้จะนำเอาเรื่องของคนประเภทที่1คือผู้มือมาแล้วสว่างไปมาเล่าสู่กันได้อ่านได้ฟังทั้งนี้มนุษย์บางคนอยู่ในตระกูลต่ำขัดสนในชีวิตความเป็นอยู่แต่ก็ยังประพฤติตนด้วยกาย วจี มโนทุจริตเขาย่อมเข้าถึงอบายภูมิ กล่าวคือเกิดมาเป็นผู้มืด มีชีวิตอยู่ด้วยความมืดและเมื่อตายก็ไปสู่ที่มืด  ดังมีเรื่องของพรานใจบาป  โดยเรื่องมีอยู่ว่าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ได้ประกาศพระศาสนา มีพรานใจบาปผู้หนึ่งชื่อว่านายโกกะ มีอาชีพเข้าป่าล่าสัตว์เป็นประจำ วันหนึ่งเวลาเช้าได้นำเอาธนูและฝูงหมาล่าเนื้อเข้าป่าไป เดินไปได้ไม่นานก็พบพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังเดินทางไปบิณฑบาตในหมู่บ้านตามกิจของสงฆ์ พรานพบเจอพระเช่นในก็หงุดหงิดใจว่าวันนี้น่าโชคไม่ดีเพราะเจอใส่คนกาลกิณีหัวโล้น แล้วก็เดินเข้าป่าปรากฏว่าไม่ได้สัตว์แม้แต่ตัวเดียวตอนสาย จึงออกจากป่าเพื่อกลับบ้าน ส่วนพระเมื่อบิณฑบาตแล้วก็ฉันใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ครั้นฉันเสร็จก็เดินทางเพื่อกลับไปที่อยู่ของท่าน และบังเอิญสวนทางกับพรานโกกะพอดี พรานโกกะเห็นเช่นนั้นอารมณ์โกรธก็พรั่งพรูออกมาทันที่เพราะพบคนกาลกิฌีหัวโล้นทำให้เราล่าสัตว์ไม่ได้จึงให้สัญญาณหมาล่าเนื้อวิ่งไล่พระภิกษุ ฝ่ายพระภิกษุถูหมาไล่ก็งงๆจึงถามพรานโกกะว่าด้วยเหตุอันใดจึงเอาหมาไล่เรา พรานก็ตอบว่ายังไม่รู้ตัวอีกหรือก่อนจะถูกหมากัดตายจะบอกให้รู้ก็ได้เมื่อเช้านี้เราเข้าป่าไปล่าสัตว์ไม่ได้อะไรแม้แต่ตัวเดียวก็เพราะพบเจ้าเป็นคนกาลกิณีขัดลาภเรานี่แหละเป็นความผิดเราจักเอาชีวิตเจ้า พรานใจบาปพูดแล้วก็ไล่ฝูงหมากัดพระภิกษุรูปนั้นต่อแม้ท่านจะร้องห้ามพรานก็ไม่ฟังเสียง ท่านจึงปีนขึ้นบนต้นไม้ใหญ่พอพ้นจากการไล่ของหมา แต่พรานก็ยังไม่ละความพยายามพอมาถึงโคนต้นไม้ก็พยายามเอาลูกศรธนูทิ่มแทงเท้าพระภิกษุรูปนั้นหลายที ท่านก็บอกว่าอย่าทำเลยอาตมาไม่มีความผิดดังที่ท่านคิดอย่าลงโทษใดๆบาปเปล่าๆ ยิ่งกล่าวห้ามเหมือนยิ่งยุพรานก็เอาลูกศรทิ่มแทงหนักขึ้นท่านได้รับความทุกข์ทรมานเป็นหนักหนาท่านพยายามหนีลูกศรธนูทันใดจีวรท่านก็ล่วงหล่นลงมาคลุมร่างของนายพรานโกกะเข้าพอดี ฝ่ายหมาหลังจากไล่พระมาจนถึงต้นไม้มาถึงก็เห่าสักครู่ เมื่อเห็นนายมันทิ่มแทงพระอยู่จึงสนใจไปที่อื่น รอคอยให้คนประหลาดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดตกลงมา เมื่อเห็นผ้าย้อมฝาดตกลงมาจริงก็กระโจนเข้าใส่รุมกัดอย่างเมามันจนกระทั่งพรานโกกะขาดใจตาย หมาเหล่านั้นเมื่อกัดเหยื่อจนแน่นิ่งก็มองหาเจ้านายของตนเพื่อขอรับความดีความชอบ แต่มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ พระภิกษุมองเห็นเหตุการณ์ด้วยความตะลึงใจ จึงหักกิ่งไม้โยนลงมา ฝูงหมาต่างมองขึ้นไปบนต้นไม้ เห็นพระยังอยู่มันจึงรูว่าคนที่ตายเป็นนายของมันเองพวกมันรู้สึกเสียใจพากันอาลัยแล้วจึงเห่าหอนก็พากันเข้าป่าไป เมื่อฝูงหมาไปหมดแล้ว พระก็ลงมาจากต้นไม้นำเอาจีวรมาห่มคลุมพยุงกายเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้กราบทูลเล่าเรื่องราวทรงทราบ และกราบทูลถามถึงการตายของพรานว่าถูกจีวรของท่านตกลงไปห่มคลุมจะทำให้ศีลด่างพร้อยหรือไม่พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าศีลของเธอไม่ด่างพร้อยและสมณภาวะของเธอยังอยู่ ผู้ที่ประทุษร้ายต่อผู้ไม่มีจิตประทุษร้ายก็ย่อมถึงความพินาศเช่นนั้น  และทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้กับพระภิกษุรูปนั้นไม่ช้าท่านก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา ส่วนพรานโกกะได้รับผลกรรมทันตาเห็นเช่นนั้นเมื่อตายก็ไปเกิดในนรก เสวยทุกข์โทษเวทนาอย่างแสนสาหัสทันที จึงเป็นตัวอย่างของผู้มืดมาแล้วมืดไป เราท่านทั้งหลายเมื่อได้อ่านแล้วควรคิดพิจารณาให้ดี ทุกวันนี้เราท่านก็ต่างว่าตนเป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐ มีใจสูง ก็สูงได้จริงแต่ต่างกันว่าจะสูงด้านใดด้านกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมเท่านั้นเอง