GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

พระไตรลักษณ์

พระไตรลักษณ์

เรียบเรียงโดย      นายพิเชฐ   คำถาเครือ

กลุ่มงานการพยาบาลโรงพยาบาลแม่สรวย

                                         . แม่สรวย  .เชียงราย

 

                        ตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนเมษายนของทุกปีเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของทุกชาติทุกศาสนาไม่ว่าจะเป็นคริสต์มาศ ปีใหม่สากล ตรุษจีน สงกรานต์ ล้วนเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ทั้งสิ้น   ในโอกาสเช่นนี้เราท่านจะต้อนรับการขึ้นปีใหม่ยิ่งมีวันหยุดหลายวัน ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพักผ่อนกับครอบครัว คนรัก เพื่อน ผู้ร่วมงาน ส่วนใหญ่จะฉลองกันด้วยงานเลี้ยงงานบันเทิง การท่องเที่ยว  ทำบุญตักบาตร กราบไหว้พระพุทธรูปตามวัดต่างๆ ปฏิบัติธรรมตามความเลื่อมใสศรัทธา  การทำบุญนั้นสามารถทำได้หลายประการในบุญกิริยาวัตถุกล่าวถึงการกระทำเพื่อให้เกิดบุญมีมากถึง 10 ประการ  อย่างไรก็ตามการทำบุญมีหลักใหญ่อยู่ที่ใจทำตอนไหนก็ได้ โดยใช้สติพิจารณาให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริง บุญก็จะเกิดขึ้นในใจ นอกจากนี้ปีใหม่ยังเป็นจุดหนึ่งที่สมมุติให้เราได้เห็นคุณค่าของกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลง    ผมจึงนำเอาเรื่องพระไตรลักษณ์มาเสนอ

 

                        พระไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณะเป็นกฎธรรมชาติหรือลักษณะสามัญธรรมดาธรรมชาติ 3 ประการ  1.อนิจจังคือความไม่เที่ยงแท้แน่นอนมีลักษณะที่ไม่มั่นคงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปในที่สุด 2. ทุกขังคือความเป็นทุกข์ทนอยู่อย่างเดิมไม่ได้ต้องเสื่อมสลายสูญสิ้น 3. อนัตตาคือ ความไม่มีตัวไม่มีตนบังคับบัญชาไม่ได้เป็นของว่างเปล่า สามัญลักษณะทั้งสามประการนี้เป็นความจริงตามธรรมชาติที่ครอบครองทุกสรรพสิ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ถึงแม้ว่าพระไตรลักษณ์จะเป็นกฏธรรมชาติที่ครอบครองสรรพสิ่งก็ตามแต่การเห็น พระไตรลักษณ์นี้ได้ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาให้เกิดปัญญาญาณ ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์เทศนาสั่งสอนก็ทรงยกตัวอย่างให้เห็นพระไตรลักษณ์ดังเรื่องของเจ้าหญิงรูปนันทาซึ่งเป็นพระขนิษฐาต่างพระมารดาของเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าหญิงเป็นผู้ที่มีสิริโฉมสวยงามจึงได้ชื่อว่ารูปนันทาแปลว่าผู้ยินดีในรูป เจ้าหญิงหลงใหลในความงามของตนมากพยายามตกแต่งอยู่เสมอ  เมื่อพระพุทธองค์ได้ออกประกาศเผยแผ่พระธรรมคำสอนจนถึงพระนครกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติรวมทั้งข้าราชบริพาร  ได้มีพระญาติและข้าราชบริพารจำนวนมากต่างมาสดับรับฟังพระธรรมเทศนาแต่เจ้าหญิงรูปนันทาไม่ไปเพราะคิดว่าพระพุทธองค์ทรงตำหนิความงามของรูปโฉมของตนซึ่งพระพุทธองค์ตรัสสอนว่ารูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง  รูปเป็นทุกข์   เวทนาเป็นทุกข์ สัญญาเป็นทุกข์  สังขารเป็นทุกข์ วิญญาณเป็นทุกข์ รูปมิใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน   วิญญาณไม่ใช่ตัวตน      จึงไม่อยากไปฟังธรรมเมื่อคนอื่นต่างไปฟังแล้วกลับมาพากันสรรเสริญการแสดงธรรมของพระพุทธองค์บ่อยครั้ง เจ้าหญิงรูปนันทาอยากไปฟังบ้างวันหนึ่งก็ไปฟังธรรมแต่ไปนั่งสุดท้ายโดยแอบฟังอยู่เพราะกลัวพระพุทธองค์เห็นแล้วจะกล่าวโทษรูปของตนเอง พระพุทธองค์ทรงทราบว่าเจ้าหญิงมาฟังธรรมจึงเทศนาโดยวิธีที่ให้เจ้าหญิงได้เห็นความจริงของชีวิตทรงเนรมิตรูปหญิงสาวที่สวยงามกว่าเจ้าหญิงโดยยืนถวายงานพัดแด่พระพุทธองค์เมื่อเจ้าหญิงรูปนันทาได้ทรงเห็นเช่นนั้นก็มองด้วยความตะลึงในรูปของหญิงสาวและนึกในใจว่างามจริงหนอรูปร่างงามกว่าเราเสียอีก  ขณะที่เจ้าหญิงเพลิดเพลินความงามในรูปแล้วพระพุทธองค์ก็ทำให้รูปเปลี่ยนจากหญิงสาวแรกรุ่นเป็นสาวรุ่นใหญ่  สาวใหญ่ เป็นคนมีครอบครัว กลายเป็นคนแก่มากเข้าทุกทีฟันหลุดหนังเหี่ยวย่นผมหงอกเต็มหัวแก่หง่อมลงเป็นไข้นอนทรุดลงและถึงแก่ความตายในที่สุดเป็นศพเน่าพองอืดมีหนอนคืบคลานออกมาทางตาจมูกปากเป็นสภาพที่ไม่น่าดูอย่างยิ่ง เจ้าหญิงเห็นเช่นนั้นจึงเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่าชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืนเกิดมาแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดาเมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบแล้วว่าเจ้าหญิงรู้แจ้งในชีวิตจึงตรัสคาถาว่า  "นันทา!เธอจงดูร่างกายนี้อันอาดูรไม่สะอาดเปื่อยเน่าไหลเข้าออกอยู่เป็นนิจพาลชนทั้งหลายต้องการนัก สรีระของเธอเองเป็นฉันใดสรีระของหญิงนั้นก็เป็นฉันนั้น สรีระของหญิงนั้นเป็นฉันใดสรีระของเธอเองก็เป็นฉันนั้นเช่นกันเธอจงเห็นธาตุทั้งหลายเป็นของสูญอย่ากลับไปยินดีกับโลกอีกเลย เธอจงพอใจในการเกิดเสียแล้วจักเป็นผู้มีความสงบ  

                    จากเรื่องดังกล่าวจะเห็นได้ว่าชีวิตของเราท่านทั้งหลายก็ตกอยู่ภายใต้พระไตรลักษณ์มันผันแปรเปลี่ยนแปลงโดยเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลางและ ดับไปในที่สุด ถ้าหากพิจารณาให้ดีด้วยสติปัญญาจะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทุกขณะลมหายใจเข้าออกและเข้าใจในชีวิตของเราว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะรวมทั้งเห็นว่าเวลาทุกขณะมีความสำคัญมากพระพุทธองค์ตรัสว่า ขะโณ โว มา  อุปัจจะคา แปลว่า เวลาแต่ละขณะอย่าให้ล่วงไปเปล่า และทรงให้พระภิกษุสามเณรเตือนตนเองทุกเช้าเย็นข้อหนึ่งว่า กะถัมภูตัสสะ เม รัตตินทิวา   วีติปะตันตี ติ ปัพพะชิเตนะ อะภิณหัง ปัจจะเวก ขิตัพพัง บรรพชิตพึงพิจารณาโดยแจ่มชัดอยู่เนืองนิจว่าวันคืนล่วงไปๆบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งเป็นการใช้สติคอยเตือนตนเองว่าไม่ควรประมาทและเวลามีค่าอย่าปล่อยทิ้งไปเปล่าควรใช้ให้เกิดประโยชน์ บางครั้งเราอาจจะลืมคิดถึงคุณค่าของเวลาที่ผ่านไป   ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ก็จะเป็นช่วงที่สามารถพิจารณาคุณค่าของกาลเวลาและพระไตรลักษณ์เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดในชีวิตของเรา

 

            ท้ายที่สุดนี้เราท่านต่างอวยพรและรับพรด้วยถ้อยคำที่ไพเราะการให้พร ส่งความสุข และความปรารถนาดีต่อกันซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่พรและความสุขทั้งหลายไม่ได้อยู่ในที่อื่นใด หากอยู่ที่ใจของเราอันเสาะแสวงหาให้ได้มาซึ่งพรและความสุขอย่างแท้จริง ในโอกาสเช่นนี้ก็ปรารถนาให้ทุกท่านพบกับพรและความสุข

  

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ธรรมะ
หมายเลขบันทึก: 75250
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)