การออกกฎหมายควรต้องจำแนกประเภท แต่มองครอบคลุมกระบวนการที่อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อใช้ป้องกันและปราบปรามการกระทำที่ไม่เหมาะสม และในขณะเดียวกันควรมีมาตรการอื่นเสริม

ข้อความต่อเนื่องจาก บันทึกครั้งที่ ๑๔/๑ ครับ 

อย่างไรก็ตามในร่างพระราชบัญญัติความผิดที่เกียวกับคอมพิวเตอร์ ฯ(ที่ร่างกันมาเกือบจะ 8 ปีแล้ว แต่ไม่ออกเป็นกฎหมายสักที...ไม่ง่ายเหมือนร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 แฮะ) เราพบ ข้อกำหนดให้ความคุ้มครองเด็ก และเยาวชนในเรื่องนี้แล้วครับ ดังที่กำหนดไว้ใน มาตรา 13 วรรคสอง ประกอบ (4) (5)  จึงย่อมเท่ากับว่าถ้าประเทศไทยประสงค์จะคุ้มครองในเรื่องนี้ต่อเด็กเมื่อไหร่ ก็หมายถึงเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีครับ... แต่แม้กระนั้นก็ตามจากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การคุ้มครองเด็กและเยาวชนของเราก็ยังมีปัญหาในเรื่องของบทบัญญัติที่ไม่ครอบคลุม , ยังผูกติดแนวคิดเดิม ๆ ในมาตรา 287 ป. อาญา และยังแตกต่างจากมาตรฐานในการคุ้มครองเด็กของประเทศอื่น ๆอยู่อย่างสำคัญทีเดียว อาทิเช่น สิ่งที่แสดงว่า เราคุ้มครองเด็กเพิ่มขึ้นมีแค่ "โทษที่เพิ่มให้หนักขึ้น" หากภาพที่นำมาเผยแพร่เป็นภาพเด็กเท่านั้นไม่มีบทกำหนดความผิดต่อการมีภาพลามกเด็กไว้ในครอบครอง และไม่มีมาตรการควบคุมหรือเอาผิดเป็นพิเศษ กับคนที่นำภาพลามกมาเผยแพร่โดยไม่จำกัดอายุผู้ดู ปล่อยให้ "เด็กและเยาวชน" เข้าถึงสิ่งลามกทั้งหลายได้โดยง่าย สาเหตุที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะกฎหมายฉบับนี้ ยังคงมองเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องควบคุม (ไม่ใช่คุ้มครอง)การเข้าถึงโดยรวม ต่อ "ประชาชนทั่วไป" แบบที่กำหนดไว้ในมาตรา 287 ป.อาญาอยู่นั่นเอง

ดังนั้น นอกจาก รัฐต้องพยายามทำให้ประชาคม และประชาชนทั่วไป เห็นความร้ายแรงและผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยให้การ แพร่ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างเสรีแล้วหลาย ๆ ประเทศ ยังพยายามจำแนกประเภทของบริการที่จำเป็นต้องควบคุมออกจากบริการที่ควรปล่อยให้เป็นเสรีภาพของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต ให้ชัดเจนทั้งนี้เพื่อลดกระแสการต่อต้านที่อาจเกิดขึ้น ด้วย

แนวคิดเรื่องสื่อลามกเด็กบนอินเทอร์เน็ต ถูกพูดถึงในระดับโลกครั้งแรกในการประชุมระดับนานาชาติเรื่องการกระทำทารุณทางเพศต่อเด็กที่กรุงสต็อกโฮมประเทศสวีเดน ราวเดือนสิงหาคม ปี 2539 มีรัฐบาลรวม 122 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยร่วมลงนามยอมรับ Agenda for Action ตกลงกันที่จะพัฒนา ปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายในประเทศเพื่อสร้างความรับผิดชอบทางอาญาให้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ลูกค้าและผู้เป็นสื่อกลาง ในเรื่องของ สื่อลามกเด็ก รวมทั้งการมีสื่อลามกเด็กไว้ในครอบครอง ด้วย  จากนั้นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ (U.N, Convention on the Rights of Child)ซึ่งประเทศทั่วโลก (ยกเว้นโซมาเลีย และสหรัฐอเมริกา) ลงนาม และให้สัตยาบัน ก็มีบทคุ้มครองเด็กในเรื่องดังกล่าวกำหนดไว้โดยเฉพาะในมาตรา 34รัฐต่าง ๆ ทั่วโลกจะต้องหามาตรการที่เหมาะสมทั้งในระดับชาติและระหว่างชาติในการป้องกันการหาประโยชน์อันมิชอบจากเด็กในการถูกใช้เป็นวัตถุแสดงภาพสื่อลามก  และปัจจุบันดังกล่าวไปแล้วแต่ต้น ๆ ครับว่า กลุ่มประเทศในยุโรปก็มีมาตราทางกฎหมาย และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ออกมาอีกมากมาย อาทิสนธิสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมอินเทอร์เน็ต หรือ กรอบความร่วมมือสหภาพยุโรป เป็นต้น   เรื่องนี้ หากมองในแง่ของการคุ้มครองเด็กและเยาวชนย่อมไม่มีปัญหาในประเด็นเด็กต้องตกเป็นเหยื่อในฐานะ ผู้แสดงหรือประเด็นการกระตุ้นให้เกิดการละเมิดทางเพศต่อเด็กเพราะผมหมายเฉพาะภาพลามกผู้ใหญ่ ...ทำนองเดียวกัน หากมองในแง่ของการป้องกันเด็กจากการ เผชิญหน้ากับสิ่งลามกอนาจารก็ด้วยมาตรการสมัครสมาชิก การขอหมายเลขบัตรเครดิตเราก็น่าจะถือเป็นมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนที่พอรับได้และยังถือเป็น แนวทางการป้องกันและปราบปราบ ที่มีมิติแห่งการประนีประนอมระหว่าง กฎหมายกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีด้วย 


และอีกเวปไซด์ที่ขอนำข้อมูลบางส่วนมาเสริม  http://www.judiciary.go.th/phkjc/low_child.html   ซึ่งได้กล่าวถึง

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  Convention on the Rights of the Child      สิทธิเด็ก เป็นสิทธิสากล (Universal Rights) และเป็นสิทธิเด็ดขาด (Absolute Rights) ที่ต้องได้รับการรับรองและคุ้มครอง อนุสัญญาฯฉบับนี้ไม่ได้ใช้เพื่อการเรียกร้องสิทธิเด็ก แต่ใช้เพื่อการพัฒนาเด็กทั้งร่างกาย   จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา   ให้เจริญเติบโตรอบด้านเต็มศักยภาพและไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยการผนึกกำลังร่วมกันในทุกสถาบันทั่วโลก  ไม่เลือกปฏิบัติทุกเชื้อชาติ ศาสนา สถานะทางสังคม วรรณะ เพศ    เป็นผลมาจากการทำงานของคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติและได้ประกาศใช้ครั้งแรกในปี.. 2533 และประเทศไทยได้ลงนามเมื่อวันที่12 กุมภาพันธ์.. 2535 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่26 เมษายน.. 2535   มีทั้งสิ้น54 ข้อโดย40 ข้อแรกเป็นสาระสำคัญด้านสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก4 ประการ  14 ข้อหลังเป็นส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการพันธกรณีที่ระบุไว้เด็กในความมุ่งหมายของอนุสัญญานี้  หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า18 ปียกเว้นผู้ที่แต่งงานถูกต้องตามกฎหมายของประเทศ 

   สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก ข้อ3. สิทธิในการพัฒนา  (Right  of  Development)   ในเรื่องการเข้าถึงข่าวสารที่เหมาะสม

สรุป

จากข้อมูลที่ผมได้นำมาแสดง จะเห็นได้ว่า ข้อดีของเทคโนโลยีมี แต่ใช้ในทางที่ถูกต้องหรือไม่ และใครเป็นผู้ใช้ มีผลกระทบกับใคร  ดังนั้นการออกกฎหมายควรต้องจำแนกประเภท แต่มองครอบคลุมกระบวนการที่อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ  เพื่อใช้ป้องกันและปราบปรามการกระทำที่ไม่เหมาะสม  และในขณะเดียวกันควรมีมาตรการอื่นเสริม ดังเช่นข้อมูลจาก  http://biolawcom.de/?/blog/401  กล่าวมาตรการและวิธีการไว้ว่า   เป็นการประนีประนอมระหว่าง กฎหมาย กับพัฒนาการทางเทคโนโลยีด้วยมาตรการสมัครสมาชิก การขอหมายเลขบัตรเครดิต เราก็น่าจะถือเป็นมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนที่พอรับได้ และยังถือเป็น แนวทางการป้องกัน และปราบปราบ ที่มีมิติแห่งการประนีประนอมระหว่าง กฎหมาย กับพัฒนาการทางเทคโนโลยีด้วย