สิ่งที่นักศึกษาเหล่านั้นได้ยินอยู่ทุกวัน ว่าแนวคิดตะวันตกดีอย่างนั้น อย่างนี้ โดยอาจไม่มีโอกาสหันมามองศักยภาพของความรู้ภูมิปัญญาสังคมไทย

 วันนี้ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมอภิปราย เกษตรประณีต ๑ ไร่ ร่วมกับ

  • พ่อจันทร์ที ประทุมภา ปราชญ์ชาวบ้านจากอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา และ
  • คุณ สุครีพ พิพิธกุล ตัวแทนจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น  ที่งานเกษตรภาคอีสาน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • โดยมี ดร.ประสิทธิ์ ประคองศรี เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย 

 

ท่านอาจจะงงว่าทำไมจึงต้องมาพูดในเรื่องนี้ ทั้งๆที่แค่ได้รับเชิญไปพูดในสถาบันของตนเอง  

ผมกลับถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ใหญ่อีกก้าวหนึ่ง ของการยอมรับตัวผมในสถาบันของตัวเอง  

ผมทำงานวิจัยกับชุมชน และเครือข่ายปราชญ์ เรื่อง เกษตรยั่งยืน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรผสมผสาน มาไม่น้อยกว่า ๑๕ ปี

 แต่ผมก็ไม่เคยได้สร้างผลกระทบใดๆ ในระดับสถาบันการศึกษาที่ผมทำงานอยู่เลย แม้แต่จะเชิญบรรยายเรื่องที่ผมทำอยู่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตแล้ว 

ที่ใกล้เคียงที่สุดของความ เกือบ สำเร็จของการยอมรับ ก็เมื่อเครือข่ายปราชญ์ได้ยกพลไปบุกมหาวิทยาลัยขอนแก่น

  • ในการประชุมวิจัยปลายปี ๒๕๔๗ และอีกครั้งในการประชุมใหญ่ของเครือข่าย
  • เมื่อปลายปี ๒๕๔๘ เพื่อจะหนุนช่วยสร้างความเชื่อมโยงงานของเครือข่ายปราชญ์ และงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ให้อาจารย์มหาวิทยาลัยทำงานสะดวกขึ้น  

ผลก็คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่รู้จะรับลูกอย่างไร ก็ออกลูกหลบกันจ้าละหวั่น และพูดตอบอย่างเสียไม่ได้ว่า ไม่มีคน ที่จะมาทำงานด้านนี้

ทั้งๆที่เป้าหมายของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็เน้นการพัฒนาภาคอีสาน และนี่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ควรจะฉกฉวย  

นี่คือบทแสดงถึงระดับภูมิปัญญาในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่ถือว่าเป็นขุมปัญญาของภาคอีสาน ผมก็เลยย้อนกลับไปคิดว่านักศึกษาที่ท่านอาจารย์เหล่านี้สอน จะพัฒนาความคิดอะไร ได้ระดับไหน จะมีระดับภูมิปัญญาที่จะทำงานเพื่อพัฒนาภาคอีสานได้ขนาดไหน

และการพร่ำสอนถึงชุดความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากตำราต่างประเทศ โดยปราศจากบริบทของสังคมไทยนั้น จะสามารถใช้ในการพัฒนาภาคอีสานได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเน้นใช้สารเคมีที่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม การใช้ปุ๋ยเคมีที่ทำให้ลดความสำคัญของการดูแลทรัพยากรดิน และที่ดิน

รวมทั้งวิธีการทำงานกับชุมชนอย่างได้ผล  สิ่งที่นักศึกษาเหล่านั้นได้ยินอยู่ทุกวัน ว่าแนวคิดตะวันตกดีอย่างนั้น อย่างนี้ โดยอาจไม่มีโอกาสหันมามองศักยภาพของความรู้ภูมิปัญญาสังคมไทย และศักยภาพการพัฒนาให้ดีกว่าเดิม มากกว่าระดับความรู้ที่ชาวบ้านที่ไม่เคยเรียนหลักวิชาการที่ลึกซึ้งมาก่อน ได้พัฒนามาอย่างเหงาหงอย ปราศจากการเหลียวแลจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย 

การสอนที่เน้นการจัดการระบบการทำการเกษตรที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ดิน น้ำ พืชพรรณ และการวิจัยที่ละเลยฐานภูมิปัญญาพื้นบ้าน จะทำให้ความคิดกระด้างและไม่ตอบสนองต่อปัญหาท้องถิ่น ทำตามแต่ความคิดในกรอบแคบๆของตัวเอง ก็คงจะได้แค่สอนให้ผู้เรียน มีความคิดหลุดฐานของความเป็นจริง 

จึงไม่น่าแปลกใจว่านักศึกษาเกษตรศาสตร์ ตอบไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร มาทำอะไร และจะไปไหน 

แต่อาจจะตอบได้ว่า สิ่งที่อยู่ในตำราที่เรียนนั้นมีอะไรบ้าง แต่จะเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 ผมเลยมานั่งคิดกังวลไปเองว่า ถ้าเรามีความรู้ไปพร่ำสอนนักศึกษาแบบนั้น นักศึกษาก็คงคล้อยตามไปแบบนั้น อยู่สักพักก็คงจะลืมว่าตัวเองเคยอยู่ในอีสาน และนึกไม่ออกว่าเกษตรกรในภาคอีสานมีหน้าตา ปัญหา อุปสรรค เป็นอย่างไร

โอม.... เพี้ยง อย่างไรก็ขออย่าให้เป็นจริงเลยครับ ห่วงจริงๆ