GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

มองต่างมุม เรื่อง storytelling

ค้นพบตัวตน คือ หัวใจของการทำStorytelling

เท่าที่ อ่านๆ ดูๆ  การทำ Storytelling ของหลายๆแห่ง

ผม ชักจะมองต่างมุมกับ กระบวนการทำ Storytelling ของหลายๆท่าน

ดังนี้

1  ในความเห็นของผม    คำว่า storytelling ผมใช้  กับ  การที่ใครสักคน   มาเล่าอะไรให้เล่าฟัง   (One teller , many listener)  ถ้าล้อมวงคุยกัน  น่าจะเป็น ลปรร กลุ่ม   / AAR /  หรือ บางที ผมเรียกว่า "วงเล่า" (Show & share  by everyone)มากกว่านะ   แต่ทั้งหมดนี้  ก็กระทำ ภายใต้บรรยากาศ ชิวๆ (Chilled)

เพราะ storytelling น่าจะให้ คนๆเดียว solo ไป   ให้ คนฟังได้ "คว้าจับ" (capture) ความรู้นั้นๆ    แย่งกันพูดจะมั่วเปล่าๆ

คนเล่า มาเจอทีมงานนักฟัง นักสกัดความรู้ของผม รับรองยิ้มแก้มแตก โกรธไม่ลง  ฮากันลั่น  ชิวๆ เหลี่ยงเลี้ยง

2  Storytelling ไม่ได้มีแค่ ให้ใครมานั่งเล่า  และ เอาแต่จดๆๆ  ทำท่ามา "ดูด"เค้าเต็มที่   ฯลฯ   แต่ว่า เป็น นิทาน  ที่เราสร้างขึ้นมาเอง ก็ได้   ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงเล่านิทานครับ

ดร อาจอง ท่านออกหนังสือเล่มใหม่  เป็นนิทาน ที่ใช้สอนเด็กๆ  โดยแทรกเนื้อหา สาระลงไป แบบ เนียน ๆ นุ่ม ลึก ไร้ร่องรอย  หลงว่าคิดเองได้  ฯลฯ

นอกจากนิทาน  ก็เป็น ละคร  ภาพยนต์  ฯลฯ  ได้ทั้งนั้น

เพราะ เราต้องการใช้ Storytelling เพื่อ  การ สร้าง (Create)  / การไหล (FLow / transfer)  /  การคว้าจับ หรือ สกัด (Capture)  /  การต่อยอด เกลียวความรู้  / Kaizen พัฒนาไปเรื่อยๆ / Innovation /  การรวบรวม / การสร้างภาคี (Network & Collaboration capital)  /  การสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม / การสารภาพผิด (Hansei) อย่างจริงใจด้วยตนเอง   การสะท้อนตัวตน (Reflections)   ฯลฯ

การค้นพบตนเอง  ของทั้ง ผู้เล่า และผู้ฟัง  นี่แหละ หัวใจของ Storytelling

3  ผมแปลกใจ ที่หลายแห่ง  ล้อมวงผู้เล่า  แล้ว ขบลงด้วยการ ถามตนเองว่า ได้อะไร จากผู้เล่า   และ ที่น่าแปลกคือ สกัดได้แต่ ว่า 

ผู้เล่าใจดีเนอะ  คิดดีนะ  น่าสนใจนะ เก่งนิ  ติดได้ไงเนี่ย  ฯลฯ

ผมว่า  มันไม่ใช้  การสกัดความรู้  ที่ ควรจะเป็นนะเนี่ย

บางองค์กรทำน่าเกลียดมากๆ คือ ผู้เล่า รู้สึก โดนจับมาข่มขืนฝืนธรรมชาติ    ทำให้รู้สึกโดนทรมานให้คาย tacit knowledge ออกมา  รู้สึกว่าองค์กรกำลังเอาเปรียบผู้เล่าอยู่   ฯลฯ   

การสกัดความรู้   ควรจะได้

  • sensing ที่คนเล่าใช้   โดย sensing จะหลุดออกมาตอน "ตัดสินใจ"  ดังนั้น ผู้ฟัง ต้อง ยิงคำถามให้ทัน  ตอนที่มี การตัดสินใจ   ช่วงนี้แหละ tacit knowledge จะไหลออกมา
  • อารมณ์ ความรู้สึก แรงบันดาลใจ ที่ผู้เล่ามี ตอนนั้นๆ   รู้"กาย เวทนา จิต ธรรม"ของตนไหม ในขณะเจอสถานการณ์ หรือ การตัดสินใจ (Decision making)
  • หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นๆ ผู้เล่า ได้อะไรออกมา เป็น ข้อคิด คำคม  คำเตือน  และ ที่สำคัญคือได้ Do & don't ออกมา    เราอย่าไป ดูดความรู้ เฉพาะที่เป็น hardware / Hard side / Academic /  วิชาการอย่างเดียว  เราควรดูดด้าน Soft side ด้วย 

4  เรามีแต่ประเมิน ผู้เล่า  ทั้งๆ ที่เราควรประเมินผู้ฟัง   ผมจะมีคุณเอื้อ ควรให้คะแนน ขีดความสามารถในการฟังและถาม ของผู้ไปล้อมวงเล่า

5 คนไปฟังนี่แหละ  ที่ต้องฝึกให้หนักๆ    ตั้งแต่

  • Learn how to ask (wisely)
  • Learn how to listen (deeply)
  • ดูจิตตนเอง    ดูอคติ ดูลำเอียง  ดูการเข้าข้างตนเอง  การยึดกับความคิดในกรอบ   เถียงอย่างโง่ๆในใจ   ฯลฯ
  • รู้วิธี ยั่วให้ ผู้เล่า  สนุก มันส์  คึกที่จะเล่า 
  • ทำการบ้านมาบ้างในเรื่องที่ฟัง
  • ให้อะไรแก่ ผู้เล่าบ้าง  เช่น "ผมเคยอ่านเจอนะ  เขาพูดเหมือนคุณเลย" /     "เออในตำราว่างี้นะ  แต่ของคุณนี้เยี่ยมกว่านะ"   คำพูด ที่ทำให้ ผู้เล่า ได้  สะท้อนดูตนเอง (reflection)  สำคัญมากๆ   เพราะ บ่อยครั้ง  เราตั้งวงเล่า และ ถามๆ  เพื่อให้ คนเล่าค้นพบตนเองครับ    ทำบ่อยๆ  หลายๆครั้ง  จน คนเล่า ปิ๊ง  ถึงบางอ้อ  หรือ สารภาพผิดออกมาได้ในที่สุด   และ เขาจะเปลี่ยน พฤติกรรมครับ

 6  ใครก็เป็นผู้เล่าได้  ..... ไม่ต้องบุก เดินทางไปไกล หาวิทยากรเก่งครับ  ใครก็ได้ในองค์กร  เช่น  ผู้บริหาร  จนถึง ภารโรง  แม่ค้า ผู้ปกครอง เด็ก  ฯลฯ  จับมา เล่าให้เราฟัง   มันขึ้นอยู่กับว่า  เราเห็นอะไรดีในตัวเขา   เราจะให้เขา "สำนึก"อะไร  ( ทำให้ สำนึกเนี่ย  ทีมงานผู้ฟัง ต้องวางแผนกันก่อนนะครับ ว่าจะยั่ว จะตั้งคำถาม จะชม  ฯลฯ อย่างไร  จัดว่าเป็นขั้น  Advance storytelling เลยนะเนี่ย)

การจะสอนเจ้านายนั้นยากที่สุด  แต่  การเชิญเจ้านายมาเป็นผู้เล่านี่แหละ   อาวุธลับในการสอนเจ้านาย     เราอาจจะเชิญ คนฟัง คนถาม ที่ได้รับการฝึกแล้ว  ที่เป็นคนนอก  แทรกๆ ปนไปกับ คนของเรา  ที่มีทั้งนาย และ ลูกน้อง ก็ได้ ..... ผมรับรองได้ว่า ถ้าทำดี   จะ เนียน นุ่ม ลึก  ได้ผล แน่ๆครับ   เพราะ นายเขา ฉลาด  เขาเห็นประกายตาที่น่ารักของคนฟัง คนถาม  เขาจะสะท้อนสิ่งดีๆออกมาเอง (ยกเว้น เจ้านาย ประเภทเลวโดยธรรมชาติ)

7  สายตา  ภาษากาย ของผู้ฟัง  ต้องฝึกมาครับ    ดูนักจัดรายการเก่ง อย่าง สัญญา  ปัญญา  เจิมศักดิ์  ฯลฯ  เขาสามารถทำให้ผู้เล่า สนุก และ ไม่หน้าแตก 

ก่อน จะไป ฟังใครเล่า  ผมจับทีมงานของผม ซ้อมการฟังก่อนครับ   การโยกหน้า  การทวนคำพูด การใช้สำนวนของเขา  ปิยวาจา  การวกกลับมาประเด็น  การแทรกคำคม  การแทรกวิชาการ  การถาม (สำคัญมากๆ)  การสร้างบรรยากาศ   การควบคุมอารมณ์   การไม่ยกตนข่มท่าน  ฯลฯ  

ผู้ฟังหลายคน  ชอบไปแย่ง บทบาทคนเล่า   เอาตัวเองไปข่มคนเล่า  ฯลฯ  ทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ

8 สิ่งที่จะได้ หลังการเล่า หรือ AAR หรือ Show & share 

  • เรารู้จักตัวเราดีขึ้นไหม  ความชั่วในตัวเรา อคติ ลำเอียงในตัวเรา  พยศชั่ว7ประการ (7 Deadly sins)  ฯลฯ ทั้งผู้เล่า และผู้ฟัง
  • มีอะไรคาใจไหม  ที่อยากจะบอกทุกคน  ที่ยังสงสัย   อันนี้ เรียกว่า Check in
  • มีอะไรที่เราเรียนรู้   Do & don't   ประสบการณ์  การตัดสินใจ วิชาการ สิ่งที่เราเพิ่งรู้   ตัวแปรใหม่ๆที่เราจะเอาไปทดลอง  ฯลฯ

9 ประเมินผล

  • หลังกิจกรรมแล้ว  ทั้งผู้เล่า ผู้ฟัง  เปลี่ยนพฤติกรรมไหม  เข้าใจชีวิตมากไหม   ฝันของเขากับฝันองค์กรยังไปทางเดียวกันอยู่หรือเปล่า
  • ผู้ฟัง  เป็นนักฟังที่ดีไหม  เช่น จังหวะสอด จังหวะเบรค จังหวะยั่ว ลูกเล่นในการดูด  การจับ sense making ในขณะตัดสินใจ  มารยาท  ท่าทาง  การใช้มือ หน้า คิ้ว  สำนวน  ฯลฯ
  • ทั้งผู้เล่า และ ผู้ฟัง  ได้เป็น ภาคีกัน .....น่ารักต่อกันไหม
  • มีอะไร อยากจะมาเล่าให้กันฟังอีกไหม
  • ผู้เล่า ยอมรับออกมาเลย  ตอนจบเรื่องเล่าว่า "ขอบคุณ ที่มา เขี่ยต่อมคิดของผม"  "มีอะไรที่ผม ต้องเก็บเอาไปคิด ไปทำ ไปแก้อีกนะเนี่ย"  "ผมสนุกมากเลยครับ  ได้ข้อคิดจากพวกคุณมากมาย"

ผมเคยทำในหลายๆ องค์กร   เชิญ เจ้านาย  พนักงานระดับล่าง  ลูกค้า ฯลฯ  มาเป็นผู้เล่า    ให้เจอกับ นักฟังและถาม  ที่  มองตาแบบน่ารัก สมาธิดี ถามน่ารัก  ฯลฯ  คนเล่า มันส์มาก   จนผมแถมเวลาให้ สองชั่วโฒง สามชั่วโมง  ก็จบไม่ลง    มีความสุขกันทั่วหน้า  เข้าใจกัน

และ ที่เจ๋ง คือ  ผมให้ ทั้ง ผู้เล่า ผู้ฟัง กอดกันครับ (เพศเดียวกัน)

พนักงานหญิงหลายคน  ร้องไห้กลางห้องเลย  เพราะ ปลื้มมากๆ  นึกไม่ถึงจะมีเวทีแบบนี้   เขายอมทำงานให้แบบถวายหัวเลย

นายก็ยิ้มแก้มแตก  บอกว่า น่าจะทำแบบนี้บ่อยๆ   ท่านเพิ่งจะเข้าใจลูกน้องก็จาก คำถามของลูกน้อง(ผู้ฟังและถาม) นี่เองครับ

 

10 ผมดูหลายๆแห่งทำ Storytelling  ยังกะ ไปฟังบรรยาย  แล้ว ประเมินผู้บรรยายว่าเป็นไง

ถ้าใครยังมาแนว ประเมินวิทยากรอีก  ก็กลับเนื้อ กลับตัวเสียใหม่นะ

ถ้าใคร ยังเก็บได้แค่  What he did ก็ฝึก เก็บ sense making ของผู้เล่าด้วย นะ  

 

Copy ไว้ที่ เว็ปของผมด้วย  คือ http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=541&PN=1&TPN=1

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 73140
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 14
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (14)

ขอบคุณอาจารย์มากๆ ค่ะ ตาสว่างขึ้นเยอะเลยค่ะ
    เข้าใจ  เห็นด้วย และ ขอบคุณครับ  
    ขอบคุณที่ช่วยกระตุก ไม่ให้คนที่ทำ Story Telling ทำแบบเป็นพิธีกรรม แต่ไร้ ชีวิต วิญญาณ ความหมาย และ ผลลัพธ์ที่ควรจะได้
  • ขอบคุณอาจารย์มากๆ ค่ะ
  • คงต้องฝึกอีกเยอะเลยค่ะ ฝึกเป็นผู้เล่า ฝึกเป็นผู้ฟัง ฝึกตั้งคำถาม ยั่วยุ ฯลฯ

ท่านไร้กรอบครับ

ผมคิดว่าความหมายของการเล่าที่ดีน่าจะใกล้เคียงกับการเล่านิทาน หรือ อาจจะทำให้สนุกสนานชวนติดตามเหมือนการเขียนนิยาย เรื่องสั้นหรือยาวก็แล้วแต่

แต่การกำหนดเป้าหมายการเล่าน่าจะมีความสำคัญที่สุดครับ

ผมจึงได้เสนอข้อเปรียบเทียบไว้ในบล็อกนี้เมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อสะกิดให้นักเล่าทั้งหลายเริ่มกลับมาคิดว่า ที่เล่ามานั้นต้องการบอกอะไร ให้ใคร ระดับไหนเข้าใจ ไม่ใช่เล่าไปเรื่อยๆ

ผมจึงเห็นด้วยกับท่าน และพยายามจะทำตามนั้นครับ

แต่ก็ยังจำกัดด้วยภูมิปัญญาและความสามารถครับ ทำเท่าที่ทำได้ครับ

ขอบคุณครับที่ท่านมานำเสนอในมุมนี้

ขอคุณอาจารย์มากครับ

ได้ความรู้และเข้าใจชัดเจนมากขึ้นครับ

    น.พ.สุพัฒน์  ใจงาม

ประทับใจมากค่ะ  นับว่าเป็นบุญสำหรับทีมงานและองค์กร เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่   สาธุ  สาธุ  สาธุ......

ได้ email ปรึกษาอาจารย์ประมาณ2-3 วันก่อนเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาทีม ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้รับหรือยังคะ

ขออนุญาตเอาไปเผยแพร่ต่อนะคะ และขออนุญาตตัดต่อข้อความเพื่อความเหมาะสมด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

ดิฉันคิดว่าจะทำ storytelling แบบ many tellers one listener/recorder โดยผู้ฟังและบันทึก รับความรู้จากผู้เล่าหลายคนซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องเดียวกัน แต่อาจมีมุมมองมุมคิดต่างกัน แล้วมาเรียบเรียงเป็นหมวดหรือกลุ่มความรู้ เป็นระบบ ที่สามารถเผยแพร่ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย (คงจะเป็น Knowledge Asset)

ได้ประโยชน์มาก จะนำไปทดลองใช้
  • ขอบคุณความรู้และเทคนิคดีๆ ค่ะ

เรียน ดร แสวง

  • แม่นแล้วครับ ..... การเล่าแต่ละครั้ง   ทั้ง  "ผู้เล่า + ผู้เชิญคนเล่ามาเล่า" ---->    ต้องมี  เป้าหมาย สาระ ลึกๆในใจก่อนครับ  
  • ผู้ฟังเนี่ย ถ้าฝึกดีๆ    พาไปดูงาน  พาไปเจอใครก็ได้  พาไปดูหนัง   ดูหนังฟังเพลงอ่านกระทู้ของเขาเอง ฯลฯ   เขาก็ ดูด สกัด ถาม ฯลฯ  ได้ครับ
  • ศิลปะ การถาม การฟัง นี่แหละ  จะทำให้เกิดเกลียวความรู้

เรียนคุณสิ

  • เจ๋งเลยครับ  ผมชอบไอเดียครับ  ได้มองต่างมุมด้วย

  Many teller to all listeners /learners

ยิ่งถ้าให้ ผู้ฟัง  ตอบกลับ  comment ถามกลับมา ฯลฯ  ก็คงจะครบวงจร

  • จริงๆแล้ว gotoknow เกือบจะเป็น storytelling แล้ว   เพียงแต่  มันคนละวงการกัน  จนตาลายเลือกอ่านไม่ค่อยจะถูก    อาจจะเป็นเพราะผม ถนัดเว็ปแบบ http://Pantip.com หรือ http://Managerroom.com ของผมเอง ที่แบ่ง หัวข้อชัดเจน

ยอมรับว่า ยังไม่คล่อง การใช้ gotoknow เท่าไร   วันก่อน ยังต้องให้ อจ JJ สอนเลยครับ

เห็นด้วยเลยครับ

ผมว่าอาจจะต้องปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็กเลยนะครับ

การศึกษาไทยปลูกฝังแต่การสื่อสารทางเดียวมาแต่ไหนแต่ไร

แถมเรื่องอวัจนภาษาไม่ต้องพูดถึง เด็กไทยไม่ค่อยเข้าใจหรอกครับ

ขอบคุณนะครับสำหรับความรู้ดีๆ 

  • ขออนุญาต print out บางบันทึก ให้ผู้มาเข้า workshop วันที่ 24 นี้ด้วยนะครับ
ขอบคุณอาจารย์ที่ถ่ายทอดสิ่งดีๆค่ะ