ราวบ่ายโมงวันนี้ มีธุระที่จะไปส่ง นพ.ชาตรีฯ กัลยาณมิตร ท่านในฐานะคณะอนุกรรมการเมืองเก่า ( เรียกชื่อไม่ถูกก็ขออภัย ) ได้รับประสานจาก ทสจ.น่าน ประชุมหารือที่สวนรุกขชาติแช่แห้ง

                            ประเด็นการหารือ เนื่องจากก่อนหน้า มีข้อร้องเรียนว่า พื้นที่สวนรุกขชาติมีการตัดไม้จำนวนกว่า 60 ต้น ทำให้เกิดปัญหา เพื่อให้ได้ข้อยุติจำเป็นต้องพบกันที่เกิดเหตุ

                            เราเองไม่สันทัดนักไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ ความจริงเป็นคนขับรถยนต์ให้คุณหมอ  เท่าที่ฟังมา  พอจับข้อใหญ่ใจความว่า ที่ดินวัดที่เรียกว่าธรณีสงฆ์ ๆ มอบให้กรมป่าไม้ไปทำเป็นสวนรุกขชาติ ตั้งแต่ ปี 2519  มีการทำสวนสัตว์ หรือที่พักสัตว์ป่า  เป็นที่รู้จักคนทั่วไปมานาน

                            ระยะไม่นานทางวัดอยากพัฒนา  ปรับพื้นที่บริเวณสวนรุกขชาติเป็นโน้นเป็นนี่  โดยที่ไม่หารือหรือพูดดี ๆ กับหน่วยราชการที่ต้นเองมอบให้ดูแล  ไม่นานก่อนหน้ายังเข้าใจว่า ตนเองมีสิทธิไปตัดไม้อีก  จนเกิดปัญหาเพราะไม้ที่ตัดมีไม้สักจำนวนหลายต้น จึงจำเป็นต้องหาผู้รับผิดชอบ  ร้อนถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

                            ได้ฟังคุณสีหเดชฯ  พูดในที่ประชุมบอกว่า พระบอกว่าคณะกรรมการเมืองเก่าไม่มีอำนาจมากกว่าวัด ๆ  เป็นเจ้าของที่ธรณีสงฆ์   เราเองก็งง ๆ ว่า  หากพระหรือวัดพูดจริงน่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อนแน่ ๆ    การเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนรวม  ใช่ว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจไร้กติกา  เนื่องด้วยบ้านเมืองต้องมีขื่อแป

                              นพ.ชาตรี ท่านพูดไว้ชัดเจนและได้บันทึกเสียงและภาพด้วยเครื่องมือทันสมัย  เหตุเกิดที่แช่แห้ง เชื่อว่าจะทำให้ผู้ใหญ่ผู้รู้ผู้มีอำนาจได้เข้าใจว่า  การทำอะไรบนแผ่นดินใช่ว่าจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจได้ง่าย ๆ