สวัสดีชาวG2K ช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันแสนแพง ฝนก็ตก รถก็ติด แต่เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่ย่อท้อกันใช่มั้ยจ๊ะ ตั้งใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ กันต่อไป โลกแห่งความเป็นจริงเราต้องเดินทางเป็นชั่วโมงๆ ในการฝ่ารถติดกลับบ้านพักผ่อน แต่เราสามารถท่องไปในโลกกว้างผ่านอินเตอร์เน็ตในเวลาไม่ถึงสิบนาที เพื่อรับรู้ข่าวสาร ข้อมูลของประเทศอื่นๆ ดังนั้นขอให้ใช้ และรับรู้ประโยชน์ของเทคโนโลยี เพื่อนำมาประยุกต์ และทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นกันดีกว่า

ในชีวิตประจำวัน ใครเคยสังเกตุบ้างว่าสมัยนี้ เรานำเอาเทคโนโลยีมาใช้กันมากแค่ไหน ตื่นมาเช้าวันหนึ่งจนถึงเข้านอน เราเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในรูปแบบใดบ้าง นอกจากพวกเราจะไปติดเกาะร้างห่างไกลผู้คนที่ไม่มีไฟฟ้า และน้ำประปาเข้าถึงนั่นแหละถึงจะไม่ต้องเจอ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยี จึงเป็นการเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพิ่มความสะดวกให้กับชีวิตเรามากขึ้น บันทึกนี้จะขอเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในซุปเปอร์มาเก็ตของประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลียนะคะ  ใครเคยสังเกตุหรือนั่งนับมั้ยว่าภายในซุปเปอร์มาเก็ตบ้านเรา มีพนักงานกี่ระดับ แต่ละระดับทำหน้าที่อะไรบ้าง แต่ละหน้าที่มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศบ้าง มีอุปกรณ์ที่ให้บริการตัวเอง Self Serviceลักษณะไหนบ้าง นึกกันออกมั้ย บางครั้งเรื่องที่ใกล้ตัวเราเกินไป อาจจะทำให้เรานึกไม่ออกในรายละเอียดก็เป็นได้ เพราะเป็นความคุ้นเคยประกอบกับความเคยชินไงล่ะ ดังนั้นจะขอยกตัวอย่างโดยการเปรียบเทียบระบบซุปเปอร์มาเก็ตกับของประเทศออสเตรเลียเลยนะ ส่วนแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือการชั่งน้ำหนัก <blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ซึ่งสิ่งที่มักจะจำเป็นต้องชั่งของก็คือของจำพวกอาหาร เช่นผัก ผลไม้ ซึ่งจะมีการบอกราคาต่อกิโล แล้วเราจึงเลือกของที่ต้องการใส่ถุงเอง หรือจะหยิบจากที่แบ่งใส่ถุงไว้แล้วก็ได้ </p></blockquote><blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">บ้านเราจะต้องมีพนักงานรับชั่งสินค้าอยู่ในบริเวณใกล้ๆ อย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อทำการชั่ง ซึ่งถ้าเมื่อไหร่เรามองหาคนชั่งไม่เจอพี่ไทยก็จะเกิดอาการหงุดหงิดได้ พนักงานดังกล่าวจะทำการวางสินค้าของเราลงบนเครื่องชั่ง แล้วกดรหัสสินค้า (พนักงานต้องจำแม่งมาก เพราะถ้าจำไม่ได้จะต้องดูในรายการของรหัสแล้วจะเสียเวลาพิมพ์นาน คิวรอชั่งน้ำหนักของลูกค้าจะยาวมาก) เมื่อกดรหัสถูกต้อง เครื่องชั่ง (ที่บอกหน่วยย่อยของกรัมได้เลยเชียว) ก็จะพิมพ์บาร์โค็ดที่บอกน้ำหนักสินค้า พร้อมราคาลงบนสติ๊กเกอร์ และแปะติดลงไปในถุงสินค้านั้น </p></blockquote><blockquote>เมื่อเรานำไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ก็ผ่านบาร์โค็ดที่เครื่องอ่าน ราคาก็จะปรากฏที่จอ เป็นอันเสร็จสิ้นคั่นตอนการซื้อ แล้วถ้าเมื่อไหร่เราลืมชั่งของมาก่อนที่จะจ่ายเงิน เราก็ต้องวิ่ง (เน้นว่าต้องวิ่ง) กลับไปชั่งมาถ้าสามารถมั่วนิ่มวางของกันที่คนอื่นไว้ แต่ถ้าซื้อของน้อย เป็นไปได้ที่เราต้องเดินไปชั่งใหม่ แล้วกลับมาต่อแถวใหม่เอา เสียเวลาไปเหมือนกันถ้าเป็นวันที่คนซื้อของเยอะ แถวยาวเหยียด</blockquote>ในประเทศออสเตรเลีย ระบบการชั่งน้ำหนักของสินค้ามีเหมือนกัน เพียงแต่จุดที่ชั่งสินค้าจะอยู่ที่เดียวกับแคชเชียร์ <blockquote>  ข้อดีคือเราไม่ต้องกลัวว่าจะลืมชั่ง หรือต้องต่อแถวชั่งน้ำหนักแล้ว ยังต้องต่อแถวจ่ายเงินอีก </blockquote><blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แต่ข้อเสียคือ เราต้องกะน้ำหนักของเอาเองว่าจะซื้อแค่กี่เหรียญ ซึ่งจะต้องหนักเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เค้ามีเครื่องชั่งเอาไว้ในบริเวณใกล้ๆด้วย สำหรับบริการให้ลูกค้าลองทดสอบชั่ง </p></blockquote><blockquote>ซึ่งเมื่อครั้งที่มาซื้อของครั้งแรก ผู้เขียนเดินหาคนชั่งน้ำหนักอยู่นานก็หาไม่เจอ กำลังจะถามพนักงานที่จ่ายเงินว่าทำยังไงดี ยังไม่ได้ชั่งน้ำหนักของสินค้าเลย พนักงานก็เอาผลไม้ของเราไปวางแล้วก็จิ้มปุ่มสองสามที ราคาก็ออกมาเลย ฮืม…เป็นครั้งแรกที่ได้เรียนรู้วิธีการชั่งน้ำหนักในซุปเปอร์ที่ออสเตรเลีย เกือบหน้าแตกไปแล้ว </blockquote>ซึ่งทำให้ผู้เขียนตื่นเต้นกับระบบลดจุดบริการจากสองจุดให้เป็นจุดเดียวของระบบออสซี่มาก ไม่ต้องมีพนักงานในสอง-สามจุดขาย ไม่ต้องพิมพ์บาร์โค๊ดติดและใช้เครื่องอ่านบาร์โค๊ดอีกที และพนักงานต้องจำได้ว่าของที่อยู่ในถุงเป็นของราคาต่อกิโลเท่าไหร่ ตัวอย่างง่ายๆ คือ เห็ดมีสามขนาด สามราคา ถ้าเราหยิบมาชนิดนึงพนักงานจะรู้ได้อย่างไรว่าราคาต่อหน่วยเป็นเท่าไหร่ ในทางปฏิบัติ เจ้าพนักงานเค้าก็คงเดาเอาค่ะ เค้ากะขนาดและลองกดราคาดู ถ้าลูกค้าโวยก็หมายถึงกดราคาผิดกับขนาดของสินค้าก็เท่านั้นเอง ฮิฮิ ง่ายมั้ย เพราะเคยมาแล้วที่ลืมสังเกตุ จ่ายเงินด้วยอาการเหม่อไม่ได้ดูว่าเค้ากดราคาอะไร กลับไปถึงบ้านดูในใบเสร็จตกใจเสียค่าเหม่อไปหลายเหรียญ เขียนไว้เมื่อ 6 มิ.ย. 2549  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal" align="right">IS</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ป.ล. เขียนไว้นานสำหรับส่งไปลงวารสารที่คณะ วันนี้เปิดไฟล์เก่าเจอ จึงนำมาบันทึกไว้ ณ ที่แห่งนี้