ในชีวิตประจำวัน ใครเคยสังเกตุบ้างว่าสมัยนี้ เรานำเอาเทคโนโลยีมาใช้กันมากแค่ไหน ตื่นมาเช้าวันหนึ่งจนถึงเข้านอน เราเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในรูปแบบใดบ้าง นอกจากพวกเราจะไปติดเกาะร้างห่างไกลผู้คนที่ไม่มีไฟฟ้า และน้ำประปาเข้าถึงนั่นแหละถึงจะไม่ต้องเจอ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยี จึงเป็นการเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพิ่มความสะดวกให้กับชีวิตเรามากขึ้น บันทึกนี้จะขอเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในซุปเปอร์มาเก็ตของประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลียนะคะ  ใครเคยสังเกตุหรือนั่งนับมั้ยว่าภายในซุปเปอร์มาเก็ตบ้านเรา มีพนักงานกี่ระดับ แต่ละระดับทำหน้าที่อะไรบ้าง แต่ละหน้าที่มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศบ้าง มีอุปกรณ์ที่ให้บริการตัวเอง Self Serviceลักษณะไหนบ้าง นึกกันออกมั้ย บางครั้งเรื่องที่ใกล้ตัวเราเกินไป อาจจะทำให้เรานึกไม่ออกในรายละเอียดก็เป็นได้ เพราะเป็นความคุ้นเคยประกอบกับความเคยชินไงล่ะ  ดังนั้นจะขอยกตัวอย่างโดยการเปรียบเทียบระบบซุปเปอร์มาเก็ตกับของประเทศออสเตรเลียเลยนะ  ส่วนแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือการชั่งน้ำหนัก

ซึ่งสิ่งที่มักจะจำเป็นต้องชั่งของก็คือของจำพวกอาหาร เช่นผัก ผลไม้ ซึ่งจะมีการบอกราคาต่อกิโล แล้วเราจึงเลือกของที่ต้องการใส่ถุงเอง หรือจะหยิบจากที่แบ่งใส่ถุงไว้แล้วก็ได้

บ้านเราจะต้องมีพนักงานรับชั่งสินค้าอยู่ในบริเวณใกล้ๆ อย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อทำการชั่ง ซึ่งถ้าเมื่อไหร่เรามองหาคนชั่งไม่เจอพี่ไทยก็จะเกิดอาการหงุดหงิดได้ พนักงานดังกล่าวจะทำการวางสินค้าของเราลงบนเครื่องชั่ง แล้วกดรหัสสินค้า (พนักงานต้องจำแม่งมาก เพราะถ้าจำไม่ได้จะต้องดูในรายการของรหัสแล้วจะเสียเวลาพิมพ์นาน คิวรอชั่งน้ำหนักของลูกค้าจะยาวมาก) เมื่อกดรหัสถูกต้อง เครื่องชั่ง (ที่บอกหน่วยย่อยของกรัมได้เลยเชียว) ก็จะพิมพ์บาร์โค็ดที่บอกน้ำหนักสินค้า พร้อมราคาลงบนสติ๊กเกอร์ และแปะติดลงไปในถุงสินค้านั้น

เมื่อเรานำไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ก็ผ่านบาร์โค็ดที่เครื่องอ่าน ราคาก็จะปรากฏที่จอ เป็นอันเสร็จสิ้นคั่นตอนการซื้อ แล้วถ้าเมื่อไหร่เราลืมชั่งของมาก่อนที่จะจ่ายเงิน เราก็ต้องวิ่ง (เน้นว่าต้องวิ่ง) กลับไปชั่งมาถ้าสามารถมั่วนิ่มวางของกันที่คนอื่นไว้ แต่ถ้าซื้อของน้อย เป็นไปได้ที่เราต้องเดินไปชั่งใหม่ แล้วกลับมาต่อแถวใหม่เอา เสียเวลาไปเหมือนกันถ้าเป็นวันที่คนซื้อของเยอะ แถวยาวเหยียด
ในประเทศออสเตรเลีย ระบบการชั่งน้ำหนักของสินค้ามีเหมือนกัน เพียงแต่จุดที่ชั่งสินค้าจะอยู่ที่เดียวกับแคชเชียร์
  ข้อดีคือ เราไม่ต้องกลัวว่าจะลืมชั่ง หรือต้องต่อแถวชั่งน้ำหนักแล้ว ยังต้องต่อแถวจ่ายเงินอีก

แต่ข้อเสียคือ เราต้องกะน้ำหนักของเอาเองว่าจะซื้อแค่กี่เหรียญ ซึ่งจะต้องหนักเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เค้ามีเครื่องชั่งเอาไว้ในบริเวณใกล้ๆด้วย สำหรับบริการให้ลูกค้าลองทดสอบชั่ง

ซึ่งเมื่อครั้งที่มาซื้อของครั้งแรก ผู้เขียนเดินหาคนชั่งน้ำหนักอยู่นานก็หาไม่เจอ กำลังจะถามพนักงานที่จ่ายเงินว่าทำยังไงดี ยังไม่ได้ชั่งน้ำหนักของสินค้าเลย พนักงานก็เอาผลไม้ของเราไปวางแล้วก็จิ้มปุ่มสองสามที ราคาก็ออกมาเลย ฮืม...เป็นครั้งแรกที่ได้เรียนรู้วิธีการชั่งน้ำหนักในซุปเปอร์ที่ออสเตรเลีย เกือบหน้าแตกไปแล้ว
ซึ่งทำให้ผู้เขียนตื่นเต้นกับระบบลดจุดบริการจากสองจุดให้เป็นจุดเดียวของระบบออสซี่มาก ไม่ต้องมีพนักงานในสอง-สามจุดขาย ไม่ต้องพิมพ์บาร์โค๊ดติดและใช้เครื่องอ่านบาร์โค๊ดอีกที และพนักงานต้องจำได้ว่าของที่อยู่ในถุงเป็นของราคาต่อกิโลเท่าไหร่ ตัวอย่างง่ายๆ คือ เห็ดมีสามขนาด สามราคา ถ้าเราหยิบมาชนิดนึงพนักงานจะรู้ได้อย่างไรว่าราคาต่อหน่วยเป็นเท่าไหร่ ในทางปฏิบัติ เจ้าพนักงานเค้าก็คงเดาเอาค่ะ เค้ากะขนาดและลองกดราคาดู ถ้าลูกค้าโวยก็หมายถึงกดราคาผิดกับขนาดของสินค้าก็เท่านั้นเอง ฮิฮิ ง่ายมั้ย เพราะเคยมาแล้วที่ลืมสังเกตุ จ่ายเงินด้วยอาการเหม่อไม่ได้ดูว่าเค้ากดราคาอะไร กลับไปถึงบ้านดูในใบเสร็จตกใจเสียค่าเหม่อไปหลายเหรียญ เขียนไว้เมื่อ 6 มิ.ย. 2549 

IS

ป.ล. เขียนไว้นานสำหรับส่งไปลงวารสารที่คณะ วันนี้เปิดไฟล์เก่าเจอ จึงนำมาบันทึกไว้ ณ ที่แห่งนี้