นางหง๊อก หวู เกิดที่จังหวัดนครพนม เมื่อปี พ.ศ.2493 จากนายเตียม หวูกับนางแบ๋ หวู ซึ่งเป็นคนญวนอพยพ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ต่อมานางหง๊อก หวูได้อยู่กินฉันท์สามีภริยากับนายแดง ตันติราช และมีบุตรด้วยกัน 6 คนคือ นางสาวนุชรา นายปรีชา นายปรีดา ด.ญ.จินตนา ด.ญ.วีนา และด.ช.เอก บุตรทุกคนเกิดในประเทศไทย นางสาวนุชรา นายปรีชา และนายปรีดาเกิดก่อนวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2515 ส่วนด.ญ.จินตนา ด.ญ.วีนา และด.ช.เอกเกิดหลังวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2515 นางสาวนุชราเกิดที่จังหวัดนครพนม ส่วนนายปรีชา นายปรีดา ด.ญ.จินตนา ด.ญ.วีนา และด.ช.เอกเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เมื่อประมาณ พ.ศ.2514 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานกิจการญวนอพยพ จังหวัดอุบลราชธานีไปสอบประวัติบุคคลในครอบครัวของนายแดงกับนางหง๊อก หวู และอ้างว่าบุตรของคนทั้งสองเป็นญวนอพยพเช่นเดียวกับนางหง๊อก หวู เจ้าหน้าที่จึงใส่ชื่อโจทก์ทั้งหกลงในทะเบียนบ้านญวนอพยพ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> นางหง๊อก หวูอ้างว่าตนมีสัญชาติไทย เพราะเกิดในประเทศไทยแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองโต้แย้งว่านางหง๊อก หวูเป็นคนต่างด้าวเพราะเป็นบุตรของคนต่างด้าวประเภทญวนอพยพ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองดังกล่าวยังปฏิเสธสัญชาติไทยของบุตรทุกคนของนางหง๊อก หวูว่ามีสถานะเป็นคนต่างด้าวประเภทญวนอพยพ แต่นางหง๊อก หวู ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวนุชรา นายปรีชา นายปรีดา ด.ญ.จินตนา ด.ญ.วีนา และด.ช.เอก ก็ต่อสู้อีกว่าบุตรทั้ง 6 คนของตนมีสัญชาติไทยโดยการเกิดเพราะเกิดในประเทศไทย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2520 ปลัดจังหวัดอุบลราชธานีในฐานะนายทะเบียนบ้านญวนอพยพและอยู่ในความดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้ร่วมกันเพิ่มชื่อบุตรทั้งหกของนางหง๊อก หวูลงในทะเบียนบ้านญวนอพยพเลขที่ 126/4 ถนนเขื่อนธานี ต่อมาเปลี่ยนเป็นบ้านเลขที่ 11/4 ถนนเทพโยธีและบ้านเลขที่ 19 ถนนสุรพล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> นางหง๊อก หวู ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวนุชรา นายปรีชา นายปรีดา ด.ญ.จินตนา ด.ญ.วีนา และด.ช.เอก จึงฟ้องปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นจำเลยที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจำเลยที่ 2 และปลัดจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจำเลยที่ 3 ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยอ้างว่าจำเลยทั้งหมดโต้แย้งสัญชาติไทย ของตนโดยการเพิ่มชื่อของโจทก์ทั้งหมดลงในทะเบียนคนต่างด้าวอย่างไม่มีอำนาจจึงขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งหกมีสัญชาติไทย และห้ามจำเลยโต้แย้งเรื่องสัญชาติไทยของโจทก์ทั้งหกรวมทั้งให้จำเลยที่ 2 และ 3ร่วมกันถอนชื่อโจทก์ทั้งหกออกจาก ทะเบียนบ้านญวนอพยพเลขที่ 19 ถนนสุรพล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> คดีทำในสามศาลโดยศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีสัญชาติไทย ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถอนชื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ออกจากทะเบียนบ้านญวนอพยพเลขที่ 19 ถนนสุรพล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสัญชาติไทย ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถอนชื่อโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ออกจากทะเบียนบ้านญวนอพยพ เลขที่ 19 ถนนสุรพล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาโดยแบ่งเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ประเด็นแรก การกระทำของจำเลยโต้แย้งสิทธิในสัญชาติไทยของโจทก์หรือไม่ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ศาลฎีกาเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสามได้ขอคืนสูติบัตรของโจทก์ที่1 ถึงที่ 3 คืนโดยอ้างว่าเป็นคนญวนอพยพ และได้จัดทำทะเบียนบ้านญวนอพยพโดยเพิ่มชื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ลงในทะเบียนบ้านญวนอพยพทั้งที่นางสาวนุชรา นายปรีชา นายปรีดา ด.ญ.จินตนา และด.ญ.วีนา ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นผู้มีสัญชาติไทย และทั้งที่สำเนาทะเบียนบ้านก็ระบุสัญชาติของบุคคลทั้งหมดว่ามีสัญชาติไทย ดังนี้ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จำเลยมีการกระทำเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 แล้ว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ดังนั้น ศาลฎีกาจึงชี้ว่านางสาวนุชรา นายปรีชา นายปรีดา ด.ญ.จินตนา และด.ญ.วีนาซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม อันได้แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และปลัดจังหวัดอุบลราชธานี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ประเด็นที่สอง โจทก์มีสัญชาติไทยหรือไม่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กรณีจะต้องแยกพิจารณาออกเป็น 3 ประเด็น กล่าวคือกรณีของนางสาวนุชรา นายปรีชา และนายปรีดา กรณีของด.ญ.จินตนา และด.ญ.วีนา และกรณีของด.ช.เอก</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กรณีของนางสาวนุชรา นายปรีชา และนายปรีดา</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> 1.มีข้อเท็จจริงอันทำให้นางสาวนุชรา นายปรีชา และนายปรีดาได้สัญชาติไทย หรือไม่ ศาลฎีกาพิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อน พ.ศ.2514 ดังนั้นในขณะที่เกิด มารดาจึงยังมีสัญชาติไทย ดังนั้นนางสาวนุชรา นายปรีชา และนายปรีดา ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 (1) ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 เพราะมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 บัญญัติให้มาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มีผลบังคับ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> 2.มีข้อเท็จจริงอันทำให้นางสาวนุชรา นายปรีชา และนายปรีดาเสียสัญชาติไทยหรือไม่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ศาลฎีกาพิพากษาว่า การที่นางหง๊อก หวู มีบิดามารดาเป็นคนญวนอพยพ จึงไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 นางสาวนุชรา นายปรีชา และนายปรีดา ซึ่งเป็นบุตรของนางหง๊อก หวูจึงต้องถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> 3.มีข้อเท็จจริงอันทำให้นางสาวนุชรา นายปรีชา และนายปรีดาได้กลับคืนสัญชาติไทยหรือไม่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เมื่อบุคคลทั้งสามได้สัญชาติไทยและไม่เคยเสียสัญชาติไทย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวได้กลับคืนสัญชาติไทยแล้วหรือไม่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กรณีของด.ญ.จินตนา และด.ญ.วีนา</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> 1.มีข้อเท็จจริงอันทำให้ด.ญ.จินตนาและด.ญ.วีนาได้สัญชาติไทยหรือไม่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ศาลฎีกาพิพากษาว่าด.ญ.จินตนา และด.ญ.วีนา เกิดในประเทศไทย หลังจากที่นางหง๊อก หวูผู้เป็นมารดาถูกถอนสัญชาติไทยกลายเป็นคนต่างด้าวตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ข้อ 1 เมื่อ นางหง๊อก หวู เกิดในราชอาณาจักรไทยจึงมิใช่ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร ตาม ความหมายแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ดังนั้นด.ญ.จินตนา และด.ญ.วีนาซึ่งเป็นโจทก์ที่ 4 และที่ 5 จึงมีสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 เดิมก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะไม่เข้าเงื่อนไขที่จะไม่ได้รับสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ข้อ 2</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> 2.มีข้อเท็จจริงอันทำให้ด.ญ.จินตนาและด.ญ.วีนาเสียสัญชาติไทยหรือไม่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ศาลฎีกาพิพากษาว่าด.ญ.จินตนา และด.ญ.วีนาไม่เสียสัญชาติไทยตามาตรา 7 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ที่บัญญัติให้บทบัญญัติแห่งมาตรา 7 ทวิ มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ใช้บังคับด้วยก็ตาม เพราะด.ญ.จินตนาและด.ญ.วีนามีบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาเป็นคนสัญชาติไทยจึงไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา 7 ทวิ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กรณีของด.ช.เอก</p> 1.มีข้อเท็จจริงอันทำให้ด.ช.เอกได้สัญชาติไทยหรือไม่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ศาลฎีกาพิพากษาว่า ด.ช.เอกไม่ใช่บุตรของนางแดงและนางหง๊อก หวู ดังที่กล่าวมาแล้วในประเด็นแห่งคดีที่ 2 ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่อาจยอมรับให้ด.ช.เอกอ้างว่ามีสัญชาติไทยเพราะเหตุว่าเป็นบุตรของนายแดง และนางหง๊อก หวูไม่ได้ เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงอื่นที่แสดงว่ามีสัญชาติไทย ศาลฎีกาก็ไม่อาจจะยืนยันว่า ด.ช.เอกมีสัญชาติไทย</p> 2.มีข้อเท็จจริงอันทำให้ด.ช.เอกเสียสัญชาติไทยหรือไม่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ไม่มีการพิจารณา ประเด็นแห่งคดีนี้เพราะเมื่อด.ช.เอกไม่มีสัญชาติไทยตั้งแต่เกิด ก็ไม่จำเป็นจะต้องพิจารณาว่าเสียสัญชาติไทยแล้วหรือยัง</p> 3.มีข้อเท็จจริงอันทำให้ด.ช.เอกกลับคืนสัญชาติไทยหรือไม่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เมื่อไม่มีประเด็นแห่งคดีให้พิจารณาว่าด.ช.เอกเสียสัญชาติไทยแล้วหรือยังก็ไม่จำเป็นที่จะพิจารณาว่า ด.ช.เอกกลับคืนสัญชาติไทยแล้วหรือยัง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในการพิจารณาตัดสินคดีของนางสาวนุชรา ตันตะราช กับพวก จะเห็นว่าศาลไทยได้วินิจฉัยตัดสินคดีโดยยืนอยู่บนความถูกต้อง และเป็นธรรมมิได้นำเอาความเป็นบุคคลที่มีเชื้อชาติต่างประเทศของคู่ความมาจำกัดในการให้ความยุติธรรมแต่อย่างใด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาลไทยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิของมนุษย์ที่ไม่ควรถูกละเมิด </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> จากคดีของนางสาวนุชรา ตันตะราช กับพวก ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของบุคคลที่มีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ซึ่งแม้บุคคลดังกล่าวจะมีองค์ประกอบในการได้สัญชาติไทยตามที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตามแต่เนื่องจากการที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องยังขาดความชัดเจนทำให้ การใช้กฎหมายไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบกับ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้ จึงเป็นเหตุให้เกิดข้อโต้แย้งในกรณีการถูกถอนสัญชาติไทย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อศาลไทยได้ให้ความยุติธรรมจึงทำให้ปัญหาดังกล่าวยุติลงไปได้ </p> ปัจจุบันนางสาวนุชรา นายปรีชา นายปรีดา ด.ญ.จินตนา ด.ญ.วีนา มีสถานะเป็นคนไทยโดยมีสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเกิด