เห็นใจ..."แม่ค้าตลาดนัด"

"...ทำมาก เหนื่อยมาก จัดการยาก สู้ทำเล็กๆพออยู่พอกินไปวันๆดีกว่า..."

ทุกวันอังคาร ตอนเย็น แถวๆเรียบถนนเส้น อ.สามง่าม - พิจิตร   เยื้องๆกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร มีตลาดนัด ที่ชาวพิจิตรต่างก็เรียกว่า "คลองถม" ชื่อนี้มันขายได้ทั่วประเทศจริงๆนะครับ ทั้งๆที่สินค้าก็ไม่ได้แตกต่างไปจากตลาดนัดทั่วๆไปสักกะหน่อย ครบรอบสัปดาห์ทีไรเป็นต้องนึกถึงตลาดนัดนี้ทุกที ผมไม่รู้จะไปซื้ออะไรด้วยซ้ำไป เดิน เดิน สังเกตพฤติกรรมผู้ซื้อส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ควงแขน ขา แฟนจ๋าของตัวเองเดินประจานตัวเองทั้งตลาด มองแบบแปลกๆก็จะคิดว่าเออเด็กๆเค้ารักกันดีเน๊อะ อย่างน้อยก็ดีกว่าทะเลาะกันแหล่ะหน่า แต่ถ้ามองลึกๆแล้วอดสงสารแทนพ่อแม่เด็กๆเหล่านั้นไม่ได้ ...ส่งให้ลูกมาเรียน หรือ มาให้มีครอบครัวใหม่กันแน่...  ผมอาจจะมองในมุมที่ไม่เข้าใจชีวิตของเค้าก็ได้ เพราะผมอาจผ่านช่วงนั้นมาแล้วก็ตามแต่กลิ่นอายความเป็นวัยรุ่นยังมีอยู่นะครับ ก็คนบันทึกเขียนอะไรออกมาก็ย่อมมีฐานความคิดของแต่ละคนใช่ไหมหล่ะครับ  ผมว่าเด็กนักเรียน เดี๋ยวนี้กล้าแสดงออกมากเลยทีเดียว แต่เสียอย่างแสดงออกในสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมสักเท่าไหร่         ผมเดินไปเรื่อยมาหยุดตรงร้านขายเสื้อผ้า แม่ค้าสาวสวย 2 คน ต่างบนพึมพรัมว่า ...เนี้ยะวันนี้คนเดินเยอะนะ แต่คนซื้อมีน้อย...  คล้ายเหน็บแนมลูกค้าเดินไปมาว่า มาเดินดูเฉยๆ ไม่ได้กะซื้ออะไร (อ้าว!!!!นี่มันรวมผมไปด้วยนี่) ก็มันเป็นสิทธิ์ของผู้บริโภคนี่นา ถ้าเค้าพอใจเดี๋ยวเค้าก็ซื้อเองแหล่ะ แถมไม่ต่อรองราคาให้เมื่อยปากอีกต่างหาก  แต่ก็อดนึกสงสารพ่อค้าแม่ค้าไม่ได้เหมือนกัน เสียค่าเช่าที่ มาแล้วเพื่อให้คนเดินดู เดินชมเฉยๆมันก็น่าเจ็บใจเหมือนกัน ก็อย่างว่าทุกวันนี้ทำอะไร ลงทุนอะไรก็มีความเสี่ยงอย่างงี้แหล่ะ การค้าขายไม่มีอะไรแน่นอนเอาเสียเลย องค์ความรู้ในการจัดการให้อยู่รอด ถือว่าถ้าใครมีก็ก้าวข้ามความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ที่บอกได้เช่นนี้เพราะ แม่ผมเองก็เป็นแม่ค้าเหมือนกัน ขายไส้อั่ว ไส้กรอกอีสาน ที่จังหวัดนครพนม ทำมากว่า 15 ปีแล้ว บทเรียนทั้งที่สำเร็จ และล้มเหลว ต่างก็เป็นแรงผลักดันให้แม่สู้ต่อไปได้มาจนทุกวันนี้ (ไม่ได้คุยนะครับ)  คงบอกไม่ได้นะครับว่ามีเคล็ดลับอะไรดี ของอย่างนี้ต้องลองทำเอง แม่บอกว่าเคยบอกสูตรถ่ายทอดวิชาให้กับคนที่รู้จัก ไปทำก็ล้มเหลวไม่ได้ผล เพราะเค้าเอาความรู้ไปไม่หมดหรอก หมายถึงว่าความรู้ในตัวเค้าหน่ะท้อแท้ไปเอง ถ้าอดทนเรียนรู้  ไปอีกนิดหน่อย เชื่อว่า แม่ผมต้องมีคู่แข่งชั้นเยี่ยมแน่นอน  ทุกวันนี้แม่ผมเป็นเจ้าเดียวที่อยู่รอด การันตีได้ถึงคุณภาพ จนมีแม่ค้าต่างอำเภอมารับไปขายต่อ แหม!! อนาคตไม่แน่อาจเปิดเฟรนไชน์ก็เป็นไปได้นะเนี้ยะ แต่คงทำไม่ไหวหรอก ทำมาก เหนื่อยมาก จัดการยาก สู้ทำเล็กๆพออยู่พอกินไปวันๆดีกว่า (แม่บอกอย่างนี้ครับ)  

ว่าแล้วพรุ่งนี้จะครบรอบสัปดาห์ถึงวันอังคารแล้ว พลาดไม่ได้แน่นอน ผมจะไปเดินดูผู้คนที่ตลาดคลองถม ให้แม่ค้าเหน็บแนมอีกเช่นเคย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร

คำสำคัญ (Tags)#ความรู้สึกของนักเขียนบล็อก

หมายเลขบันทึก: 72720, เขียน: 15 Jan 2007 @ 12:44 (), แก้ไข: 21 Jun 2012 @ 19:32 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก


ความเห็น (3)

เคยประสบเหตุการณ์นี้เหมือนกันอย่างที่เขาพูดถ้าอย่างพบอยากเห็นประสบการณ์หลายหลากต้องไปเดินตลาด คะ

สงสารเหมือนกันเนอะ

เห็นถึงบรรยากาศตลาดคลองถม ที่หลากหลายชีวิตและผู้คน...เพราะเป็นศูนย์รวมของผู้คนที่อยู่ที่นั่น ผมยังชื่นชอบตลาดสดแบบเดิมๆ ที่แบกระดินขาย ยังเห็นในหลายจุดในชนบท ...บรรยากาศแบบนั้น คือ ค้าขายแบบธรรมชาติ แลกกันไป ซื้อกันมา

ลีลาการเขียนของพรหมลิขิต ยังน่าติดตามอยู่เหมือนเดิมครับ ผมมองว่าฐานคิดที่แปลงสู่งานเขียนสำคัญ การเขียนที่เป็นตัวของตัวเองน่าอ่านครับ เป็นธรรมชาติด้วย

ขอนอกเรื่องครับ

ผมได้รับกล่องเสื้อผ้าที่ ส่งไปให้แล้วครับ ทั้งหมด สองกล่อง และผมได้นำไปมอบให้คนที่ขาดแคลนตามวัตถุประสงค์แล้วครับ

ผมขอขอบคุณในการร่วมด้วยช่วยกันในครั้งนี้มากครับ