วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๙ ผมไปร่วมการประชุม Pre-Conference ของ การประชุมวิชาการระดับชาติ Engagement Thailand ครั้งที่ 10  ที่สามย่านมิตรทาวน์   ที่ช่วยให้ผมกระจ่างยิ่งขึ้น ในเรื่องการพลิกโฉมอุดมศึกษาไทย   

แนวคิดนี้ของผม เริ่มราวๆ ปี ๒๕๖๒   เสนอในปาฐกถา ศาสตราจาย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิชย์ เรื่อง มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต

การได้เข้าร่วมการประชุมช่วยให้ผมเกิดความกระจ่างยิ่งขึ้น ในการใช้ Carnegie Foundation Elective Classifications   ในการขับเคลื่อนอุดมศึกษา สู่ Public Purpose - การทำประโยชน์ต่อสังคม    ตามแนวคิดดังนี้ 

ผมนึกถึงโอกาสนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อน มทส. สู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ ผูกพันกับพื้นที่ นครชัยบุรินทร์    เพื่อให้ มทส. เป็นสถาบันอุดมศึกษาผู้นำด้าน Area Engagement โดยมี Technical Competencies สูง   และมุ่งพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการผ่านโจทย์ของพื้นที่    แนวคิดนี้ น่าจะนำไปปรับใช้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้ 

ผมชอบคำว่า Field-building force that advances continuous improvement – “สร้างพลังในพื้นที่    ที่หนุนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง”    ที่ตรงกับความเชื่อของผมในเรื่องการเรียนรู้จากประสบการณ์ สู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง   

อีกคำหนึ่งที่ชอบ คือ People-centered systems change across higher education  - สร้างการเปลี่ยนแปลงอุดมศึกษา ผ่านกิจกรรมที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง    - ใช้มนุษย์เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง   

 

ย้ำว่า ทุกกิจกรรม มี Public purpose - เป้าหมายเพื่อสังคมภาพรวม เป็นศูนย์กลาง     

ผมชอบคำว่า Elective Classification - การจำแนกแบบเลือกเอง       เลือกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาตนเอง    สู่ตัวตนใหม่ ที่ประชาคมของสถาบัน ร่วมกันทำเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างตรงเป้ายิ่งขึ้น        

ผมเสนอต่อ ดร. สุพรรณี จันทร์ภิรมณ์ แห่งเทคโนธานี  มทส. ที่มาร่วมประชุมด้วย ว่า มทส. ควรนำ Carnegie Classification  เรื่อง Community Engagement มาใช้อย่างชาญฉลาด  คือใช้หนุนการเรียนรู้และพัฒนามหาวิทยาลัย ให้ก่อผลกระทบต่อชุมชนและสังคมสูง   ไม่ใช่เอามาใช้เพื่อบรรลุการได้รับการรับรองจาก ACE – American Council on Education    คือมุ่งเป้าหมายที่ Community/Society Impact เป็นหลัก   ไม่ใช่มุ่งที่การได้รับใบรับรอง

หัวใจของการเรียนรู้ระดับองค์กรคือ 

        

ย้ำว่า เราใช้ Carnegie Classification of Community Engagement  เพื่อหนุนการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย   จากการมุ่งทำงานวิชาการเพื่อยกระดับความเข้มแข็งของวิชาการ บนชาลาปฏิบัติการด้านวิชาการ (Academic Working Platform) เป็นหลัก  ไปสู่การการทำงานวิชาการบนฐานชีวิตจริงด้วย    ใช้ชาลาปฏิบัติการในภาคชีวิตจริง (Real Sector Working Platform) ด้วย

เป็นกระบวนการพลิกโฉมแบบค่อยเป็นค่อยไป    ใช้ Carnegie Classification หนุนวงจรการเรียนรู้และปรับตัว   สู่การใช้กลไก หุ้นส่วนสังคม ทั้งในมิติด้านลึกและด้านกว้าง ของภารกิจอุดมศึกษา     

วิจารณ์ พานิช

๑๔ ม.ค. ๖๙