ในโลกยุคปัจจุบันที่เส้นแบ่งระหว่างเทคโนโลยี การออกแบบ และธุรกิจเริ่มหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ระบบการศึกษาแบบเดิมที่เน้นทฤษฎีในตำราอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างบุคลากรที่พร้อมรับมือกับความผันผวนของโลก
"KOSEN" (โคเซ็น) หรือ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จึงก้าวขึ้นมาเป็นโมเดลการศึกษาที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์จากประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นการบ่มเพาะนักเรียนระดับมัธยมต้นให้กลายเป็นวิศวกรและนักสร้างสรรค์ที่มี "ทักษะพร้อมใช้งานจริง" (Ready-to-use Skills) ภายใต้ปรัชญาการเรียนรู้ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
รากฐานที่มั่นคง: การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ
หัวใจสำคัญที่ทำให้ KOSEN แตกต่างจากโรงเรียนมัธยมปลายทั่วไป คือโครงสร้างการเรียนที่ออกแบบมาให้มีความต่อเนื่องยาวนาน โดยรับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเข้าสู่หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ที่เข้มข้น วิธีการนี้ช่วยลด "ช่องว่าง" ระหว่างความรู้พื้นฐานและวิชาชีพชั้นสูง ทำให้ผู้เรียนสามารถจมดิ่งลงไปในศาสตร์ที่ตนเองสนใจได้เร็วกว่าปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น KOSEN ยังยึดหลัก "Practical Curriculum" หรือหลักสูตรเชิงปฏิบัติที่เข้มข้น นักเรียนที่นี่ไม่ได้เรียนเพียงเพื่อสอบให้ผ่าน แต่เรียนเพื่อ "สร้าง" สิ่งที่ใช้ได้จริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์จริงกับภาคธุรกิจชั้นนำ หรือการให้เด็ก ๆ ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาชุมชนแล้วนำเทคโนโลยีมาสร้างแอปพลิเคชันแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นการฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) ภายใต้บริบทของโลกความจริง
ความแข็งแกร่งของ KOSEN ไม่ได้เกิดขึ้นภายในรั้วโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจที่แน่นแฟ้น ผ่านบริษัทชั้นนำที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่รับนักศึกษาฝึกงาน แต่ยังสนับสนุน "เครื่องมือ" ที่ดีที่สุดในโลกธุรกิจปัจจุบันให้นักเรียนได้ใช้จริง เช่น แพลตฟอร์มบริหารงานอย่าง Notion หรือแอปพลิเคชันฝึกภาษาอย่าง SpeakBuddy
นอกจากนี้ เวทีระดับชาติอย่าง KOSEN Procon (การแข่งขันโปรแกรมมิ่ง) และการแข่งขันหุ่นยนต์ Robocon ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่หล่อหลอมให้นักเรียนได้ฝึกฝนภายใต้แรงกดดัน และสร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบัน จนกลายเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก
โครงสร้างและประเภทของ KOSEN ในญี่ปุ่น
ปัจจุบันระบบ KOSEN ในญี่ปุ่นมีการบริหารจัดการที่หลากหลายเพื่อให้เข้าถึงท้องถิ่นและนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยมีการรวมกลุ่มจัดงานแนะแนวระดับชาติที่ชื่อว่า "KOSEN FES" เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและองค์ความรู้ร่วมกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักได้ดังนี้
| ประเภทสถาบัน | จำนวน (โดยประมาณ) | บทบาทและลักษณะเด่น |
|---|---|---|
| รัฐบาล (National) | 51 แห่ง | ดำเนินงานโดย สถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Institute of Technology-NIT) เป็นแกนหลักทั่วประเทศ |
| ท้องถิ่น (Public) | 3 แห่ง | เน้นตอบสนองความต้องการและอุตสาหกรรมเฉพาะทางในแต่ละท้องถิ่น |
| เอกชน (Private) | 4-5 แห่ง | เป็นพื้นที่แห่งการทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ และมีความยืดหยุ่นสูง |
วิทยาลัยคามิยามะ มารุโกโตะ: ปฏิวัติการศึกษาด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ
รากฐานของโรงเรียนประเภท KOSEN หรือวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คือหลักสูตรต่อเนื่อง 5 ปีที่รับนักเรียนตั้งแต่จบมัธยมต้น เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เข้มข้นกว่าระบบปกติ ทว่าในยุคของ KOSEN รุ่นใหม่ โดยเฉพาะสถาบันต้นแบบอย่าง "วิทยาลัยการออกแบบ วิศวกรรม และความเป็นผู้ประกอบการ คามิยามะ มารุโกโตะ" หรือ "Kamiyama Marugoto College of Design, Engineering and Entrepreneurship" ได้มีการยกระดับหลักสูตรไปอีกขั้น มีการ "ทลายกรอบ" เดิมนั้นทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยปรัชญา "Technology × Design" โดยมองว่าวิศวกรที่เก่งในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่คนที่เขียนโค้ดได้ แต่ต้องเป็นคนที่เข้าใจหัวใจของมนุษย์และโลกธุรกิจ แต่ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญ ประกอบด้วย
- Technology: คืออาวุธที่ใช้สร้างสิ่งใหม่ ผ่าน Software Engineering, AI และ IoT
- Design: คือการมองโลกผ่านแว่นตาของศิลปินและนักจิตวิทยา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ "กินใจ" และตอบโจทย์ผู้ใช้อย่างแท้จริง
- Entrepreneurship: คือจิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่กล้าจะล้มเหลว (Resilience) และมีความสามารถในการโน้มน้าวผู้คนมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง
แนวทางนี้ช่วยเตรียมความพร้อมให้เหล่านักเรียนสามารถตอบโจทย์โลกที่ "ไม่มีคำตอบตายตัว" (Unstructured Problems) ได้อย่างสง่างาม นอกจากนี้ยังมีวิทยาลัยบางแห่งที่มีการปฏิรูปการศึกษาผ่านทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น วิทยาลัยเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยคินได (Kindai University KOSEN) วิทยาลัยเทคโนโลยีไอซีทีนานาชาติ (International College of Technology - ICT หรือ International KOSEN) และวิทยาลัยเทคโนโลยีซาเลเซียน (Salesian Polytechnic หรือ Salesian KOSEN) ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีเอกลักษณ์ในการบ่มเพาะเยาวชนที่แตกต่างกันไป
ความเป็นมาของคามิยามะ มารุโกโตะ
วิทยาลัยคามิยามะ มารุโกโตะ เกิดขึ้นเมื่อปี 2023 ตั้งอยู่ในเมืองคามิยามะ จังหวัดโทคุชิมะ เมืองเล็ก ๆ บนเกาะชิโกกุที่กำลังเผชิญกับภาวะประชากรลดลง ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโรงเรียนใหม่ แต่เป็นการจุดระเบิดทางความคิดเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของญี่ปุ่น จากประเทศที่เคยภาคภูมิใจกับการผลิต "ลูกจ้างชั้นเลิศ" ไปสู่การบ่มเพาะ "นวัตกร" ผู้พร้อมจะขับเคลื่อนโลกด้วยมือของตนเอง
สิ่งที่ทำให้วิทยาลัยแห่งนี้แตกต่างอย่างโดดเด่นคือ การใช้หลักสูตรการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Practical Learning) ที่เน้นผลลัพธ์เชิงประจักษ์มากกว่าผลคะแนนในกระดาษ นักเรียนที่นี่ไม่ได้เรียนเพื่อ "หาคำตอบที่ถูกต้อง" แต่เรียนเพื่อ "ตั้งคำถามที่ทรงพลัง" ต่อโจทย์ที่ไม่มีคำตอบตายตัวในโลกธุรกิจ
ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ เด็กวัยเพียง 15-16 ปี ได้ร่วมพัฒนาสมุด "Campus Note" รุ่นพิเศษกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง KOKUYO โดยมีการนำมุมมองของคนรุ่นใหม่มานิยามนิสัยการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ๆ สมุด Campus Note รุ่นพิเศษนี้มีความโดดเด่นอย่างมากในด้านการออกแบบที่รองรับความสร้างสรรค์ (Creativity) โดยเฉพาะ เนื่องจากวิทยาลัยคามิยามะมุ่งเน้นการเรียนการสอนในเรื่องการออกแบบ (Design) และการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) พื้นที่ภายในสมุดจึงไม่ได้มีเพียงเส้นบรรทัดสำหรับจดบันทึกทั่วไป แต่ถูกจัดวางมาให้เอื้อต่อการร่างความคิด (Idea) การวาดโครงร่างต้นแบบ (Wireframe) หรือการทำแผนผังความคิด (Mind Map) เพื่อเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ สมุดเล่มนี้ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง โดยมีเบื้องหลังมาจากเมืองคามิยามะที่ได้รับฉายาว่าเป็น ซิลิคอนแวลลีย์ของญี่ปุ่น (Silicon Valley of Japan) ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็กแต่กลับเป็นที่ตั้งของสำนักงานของบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ชั้นนำมากมาย การที่บริษัทชั้นนำอย่าง KOKUYO เข้ามาร่วมผลิตสมุดให้แก่วิทยาลัยแห่งนี้ จึงเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของบริษัทเครื่องเขียนที่พร้อมสนับสนุนนวัตกรรม (Innovation) และคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกของสมุด Campus Note ได้มีการนำแนวคิดการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยอรรถประโยชน์ (Minimalist & Functional Design) มาใช้เพื่อให้ดูทันสมัยและไม่ล้าสมัย โดยเลือกใช้กระดาษคุณภาพระดับพรีเมียมที่สุดของ KOKUYO เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่หนักหน่วงของนักศึกษา ทั้งการจดบันทึกข้อมูลสำคัญและการวาดภาพร่าง (Sketch) งานออกแบบที่ต้องการความประณีตสูง
นอกจากโครงการที่ร่วมมือกับ KOKUYO แล้ว ยังมีโครงงานที่ให้นักศึกษาก้าวเข้าสู่โลกของเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงซอฟต์แวร์ (Software) ระดับโลกอย่าง โนชัน (Notion) เพื่อนำมาใช้บริหารจัดการโครงงาน (Project Management) เสมือนมืออาชีพ ช่วยให้พวกเขาสามารถจัดระเบียบความคิด วางแผนการทำงานร่วมกัน และติดตามความคืบหน้าของงานได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทักษะการใช้เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการทำงานยุคใหม่ที่เน้นความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูง
ในส่วนของนวัตกรรม (Innovation) ที่ตอบโจทย์สังคมอย่างแอปพลิเคชัน มาโมรุน (Mamoru-n) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ป้องกันภัยพิบัติ (Disaster Prevention) นั้น แสดงให้เห็นถึงการนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสภาพแวดล้อมมาเป็นโจทย์ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยี โดยตัวแอปพลิเคชันไม่ได้เป็นเพียงแค่แบบฝึกหัดในชั้นเรียน แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถส่งต่อความช่วยเหลือหรือแจ้งเตือนภัยเพื่อรักษาชีวิตผู้คน ซึ่งเป็นการฝึกฝนให้นักศึกษาคิดค้นวิธีแก้ปัญหาที่ใช้งานได้จริงในสถานการณ์วิกฤติ
ส่วนโครงการโดรนใต้น้ำ (Underwater Drone) ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงขีดความสามารถทางวิศวกรรมและการคิดค้นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน โดยโครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การสำรวจและเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่มนุษย์เข้าถึงได้ยาก ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางน้ำหรือการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล โครงการทั้งหมดที่กล่าวมานี้จึงไม่ได้ถูกจำกัดสถานะเป็นเพียงการบ้านส่งครู (Assignment) เท่านั้น แต่มันคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดใหม่หรือสตาร์ทอัพ (Startup) ที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่อยู่ในรั้วโรงเรียน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้เหล่านักศึกษาเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการที่เปลี่ยนโลกด้วยลงมือทำจริง
วิศวกรรมการเงิน: กองทุนหมื่นล้านเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม
นวัตกรรมที่สั่นสะเทือนวงการที่สุดอาจไม่ใช่แค่หลักสูตร แต่คือ "กลไกทางการเงิน" ที่ชาญฉลาด เทราดะ ชิกะฮิโระ (Terada Chikahiro)ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งวิทยาลัยแห่งนี้ เขาเป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท ซันซัน (Sansan, Inc.) ผู้บุกเบิกการเปลี่ยนรูปแบบการจัดการนามบัตรแบบกระดาษให้กลายเป็นฐานข้อมูลดิจิทัล (Digital Database) ในองค์กร
เขามักจะกล่าวว่า การเรียนในตำราอย่างเดียวไม่สามารถสร้างผู้ประกอบการได้ เขาจึงนำประสบการณ์จากการปั้นบริษัทซันซันจนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ มาถอดบทเรียนเป็นหลักสูตรที่วิทยาลัยคามิยามะ เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นว่าเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจในโลกความเป็นจริงได้อย่างไร นอกจากนี้ เขาได้นำแนวคิดแบบเวนเจอร์แคปปิตอล (Venture Capital)มาประยุกต์ใช้ในการระดมทุนจาก 11 บริษัทยักษ์ใหญ่ จนเกิดเป็นกองทุนหมื่นล้านเยน ($11,000$ ล้านเยน) เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
หลักการทำงานจะใช้โมเดลการบริหารเงินต้นเพื่อให้เกิดผลกำไรรายปี โดยเงินกำไรปีละ 550 ล้านเยน นี้ถูกนำมาจัดสรรเป็นทุนการศึกษาแบบ "เรียนฟรี" ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ถาวรสำหรับนักเรียนทุกคน นี่คือการเปลี่ยนสถานะจาก "การบริจาคเพื่อการกุศล" มาเป็นการ "ลงทุนทางสังคม" (Social Investment) ที่บริษัทเอกชนจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ระดับหัวกะทิเพื่ออนาคต
เมืองคามิยามะ: ห้องเรียนที่โอบล้อมด้วยจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์
เมืองคามิยามะไม่ได้เป็นเพียงแค่พิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของสถานศึกษาเท่านั้น แต่มันคือ ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต (Living Lab) ที่เปิดโอกาสให้เกิดการทดลองและเรียนรู้จริงในสภาพแวดล้อมทางสังคม เมืองแห่งนี้มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง Creative Depopulation หรือ การลดลงของประชากรอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาเมืองที่โด่งดังอย่างมาก ที่เกิดจากเมืองคามิยามะ ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นการยอมรับความจริงที่ว่าจำนวนประชากรในพื้นที่ชนบทกำลังลดลง (Depopulation) แต่แทนที่จะปล่อยให้เมืองร้างไป หรือพยายามฝืนดึงดูดประชากรเชิงปริมาณแบบเดิม ๆ ก็มีการใช้วิธีดึงดูด "ประชากรเชิงคุณภาพ" เข้ามาแทน โดยการเปิดรับคนจากภายนอกและนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาพื้นที่ จนกลายเป็นต้นแบบของชุมชนที่เข้มแข็ง
เมื่อสิ่งแวดล้อมการใช้ชีวิตของนักศึกษาในหอพักรูปแบบ โรงเรียนประจำ (Boarding School) ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วย สำนักงานสาขา (Satellite Office) ของบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มากมาย ทำให้นักศึกษาได้ซึมซับแนวคิดและวิถีการทำงานจาก ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ตัวจริงตลอด 24 ชั่วโมง สภาพแวดล้อมเช่นนี้ช่วยหล่อหลอมให้นักศึกษามีทัศนคติที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกธุรกิจได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
ความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างนักศึกษา ชุมชน และภาคธุรกิจนี้เองที่จะกลายเป็น เครือข่าย (Network) สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต เพราะในโลกของการทำงานจริง การมีสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งและการเข้าถึงทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งจะช่วยผลักดันให้โครงการหรือธุรกิจเกิดใหม่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน
บทสรุป: คลื่นลูกใหญ่ที่เริ่มจากแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ
วิทยาลัยคามิยามะ มารุโกโตะ คือบทพิสูจน์ว่าการศึกษาที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องรอพึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว เมื่อวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมาบรรจบกับโมเดลธุรกิจที่แข็งแรงและการสนับสนุนจากภาคเอกชน สิ่งที่ได้คือพื้นที่แห่งความหวังที่มุ่งเน้นสร้าง เหล่าผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง (Change Makers) ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการหล่อหลอมทัศนคติที่ผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากการมีจิตวิญญาณแบบ โมโนซุคุริ หรือการสร้างสรรค์สิ่งของ (Monozukuri)ซึ่งเป็นปรัชญาดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เน้นความประณีต ความเชี่ยวชาญในการผลิต และการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสุดผ่านทักษะทางวิศวกรรมและการลงมือทำจริง
อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคใหม่เพียงแค่ตัวสินค้าที่ยอดเยี่ยมนั้นยังไม่เพียงพอ จึงต้องมีการนำแนวคิดแบบ โคโตซุคุริ หรือการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ (Kotozukuri)เข้ามาควบคู่กัน ซึ่งแนวคิดนี้จะเน้นไปที่การสร้างความหมาย การออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และการสร้างคุณค่าทางสังคมที่อยู่เหนือกว่าตัววัตถุ โดยเป็นการมองหาว่าสิ่งที่สร้างขึ้นนั้นจะเข้าไปแก้ปัญหาหรือสร้างความสุขให้กับผู้คนได้อย่างไรในเชิงนามธรรม
การรวมพลังระหว่างการสร้างสรรค์สิ่งของ (Monozukuri) และการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ (Kotozukuri) นี้เองที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการบ่มเพาะนักนวัตกรรมยุคใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่างฝีมือหรือวิศวกร แต่เป็นผู้ประกอบการที่เข้าใจทั้งระบบการผลิต (Production) และความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ (Human Needs) จนนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยั่งยืนและสามารถขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในโลกได้อย่างแท้จริง
ในศตวรรษที่ 21 ที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โรงเรียนในหุบเขาแห่งนี้อาจเป็น "คำตอบ" ที่ดีที่สุดในการพาญี่ปุ่นและโลกก้าวไปข้างหน้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความทะเยอทะยานของเด็กเพียงไม่กี่สิบคนในเมืองเล็ก ๆ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ.....
แหล่งข้อมูล : https://kamiyama.ac.jp/ และ https://www.businessinsider.jp/article/251674