ว่าด้วยกีสาโคตมีภิกษุณี

กีสาโคตรมีสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๓. กีสาโคตมีสูตร

ว่าด้วยกีสาโคตมีภิกษุณี

             [๑๖๔] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

             ครั้นเวลาเช้า กีสาโคตมีภิกษุณีครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ภายหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ถึงป่าอันธวันแล้วจึงนั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ลำดับนั้น มารผู้มีบาปประสงค์จะให้กีสาโคตมีภิกษุณีเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้า และประสงค์จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไปหากีสาโคตมีภิกษุณีถึงที่นั่งพักแล้ว ได้กล่าวกับกีสาโคตมีภิกษุณีด้วยคาถาว่า

      บุตรท่านตายแล้ว มาอยู่กลางป่าคนเดียว

                          เหมือนคนที่ร้องไห้อยู่โดดเดี่ยว

                          กำลังแสวงหาบุรุษหรืออย่างไร

             ลำดับนั้น กีสาโคตมีภิกษุณีได้มีความคิดดังนี้ว่า “นี่ใครหนอมากล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์กันแน่” ทันใดนั้น กีสาโคตมีภิกษุณีได้มีความคิดดังนี้อีกว่า

             “นี่คือมารผู้มีบาป ประสงค์จะให้เราเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้า และประสงค์จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา”

             ครั้งนั้นแล กีสาโคตมีภิกษุณีทราบว่า “นี่คือมารผู้มีบาป” จึงได้กล่าวกับมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า

                          บุตรเราตายมานานแล้ว

                          บุรุษทั้งหลายก็มีความตายนี้เป็นที่สุดเหมือนกัน

                          เราไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ ไม่กลัวความตายนั้นหรอก

                          ท่านผู้มีอายุ เรากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวง

                          ทำลายความมืด ชนะกองทัพมัจจุแล้ว อยู่อย่างไม่มีอาสวะ

             ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “กีสาโคตมีภิกษุณีรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง

กีสาโคตมีสูตรที่ ๓ จบ

-------------------

อรรถกถาโคตมีสูตรที่ ๓

         ก็คำว่า กิสาโคตมี เป็นชื่อของภิกษุณีนั้น เพราะเธอมีเนื้อและเลือดน้อย.
         ได้ยินว่า ครั้งก่อนทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิในเรือนตระกูลแห่งหนึ่ง ณ กรุงสาวัตถี กลายเป็นถ่านไปหมด. กุฎุมพีมิได้ขนถ่านไปทิ้ง คิดว่าจักมีผู้มีบุญไรๆ เป็นแน่ ด้วยบุญของผู้นั้นทรัพย์จักกลับเป็นปกติอีก จึงเอาทองและเงินใส่ถาดเต็มหลายถาดเอาไปวางไว้ที่ตลาดแล้วนั่งอยู่ใกล้ๆ.
         ลำดับนั้น ธิดาของตระกูลยากจนคนหนึ่งคิดว่า เราจักถือเอาทรัพย์ครึ่งมาสกแล้วนำกิ่งไม้มา เดินไปตามถนน เห็นทรัพย์นั้นจึงกล่าวกะกุฎุมพีว่า ทรัพย์ที่ตลาดมีถึงเพียงนี้ ที่เรือนจักมีเพียงไร.
         กุฎุมพีถามว่า แม่หนู เธอเห็นอะไรจึงได้พูดอย่างนี้.
         นางตอบว่า เห็นเงินและทองนี้.
         กุฎุมพีคิดว่า หญิงคนนี้ชะรอยจักเป็นผู้มีบุญ จึงถามถึงที่อยู่ของนาง เก็บงำสิ่งของไว้ที่ตลาดแล้วเข้าไปหามารดาบิดาของนาง กล่าวอย่างนี้ว่า ในเรือนของเรามีเด็กหนุ่มอยู่ ท่านจงให้เด็กหญิงคนนี้แก่เขาเถิด.
         มารดาบิดากล่าวว่า นายท่านจักหยอกล้อคนยากจนทำไม.
         กุฎุมพีกล่าวว่า ธรรมดาว่าความสนิทสนมโดยฐานมิตร ย่อมมีกับคนยากจน ท่านทั้งหลายจงให้เถิด นางจักได้เป็นเจ้าของทรัพย์ แล้วพานางนำมาครองเรือน.
         นางอยู่ร่วมกันจึงคลอดบุตรชาย. บุตรได้ตายในเวลาพอเดินได้. นางเกิดในตระกูลเข็ญใจ แม้ได้อยู่ในตระกูลใหญ่ ก็เกิดความเศร้าโศกอย่างหนักว่า เราถึงความพินาศเพราะบุตร ไม่เผาศพบุตร อุ้มซากบุตรนั้นเที่ยวพร่ำเพ้อไปทั่วนคร.
         วันหนึ่ง นางไปสำนักพระทศพลตามทางที่จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดประทานยาเพื่อให้ลูกหายจากโรค.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เจ้าจงเที่ยวไปยังกรุงสาวัตถี จงนำเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนที่ไม่เคยมีคนตายมา นั้นจักเป็นยาของลูก.
         นางเข้าไปสู่นคร ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดโดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก ตั้งแต่เรือนหลังไกล ถูกชาวบ้านทุกๆ หลังเรือนกล่าวว่า เธอจักพบเรือนอย่างนี้แต่ที่ไหน เที่ยวไปสองสามหลังคาเรือน คิดว่า นัยว่าความตายนี้เป็นธรรมดาของคนทุกคน ไม่ว่าเราหรือลูก ดังนี้แล้ว จึงทิ้งศพไว้ที่ศาลาแล้วขอบรรพชา.
         พระศาสดาทรงส่งไปสำนักนางภิกษุณีด้วยพระดำรัสว่า จงให้หญิงนี้บวชเถิด. นางบรรลุพระอรหัตในขณะจรดปลายมีดโกนนั่นเอง.