สถานการณ์ทางการเมืองกลับมา “ครุกรุ่น” เมื่อรัฐบาล (ชั่วคราว) ประกาศยุบสภา เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และเปลี่ยนความครุกรุ่นไปสู่ความ “ครึกครื้น” ผ่านการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และการหาเสียงเลือกตั้ง ที่มีทั้ง “นโยบาย” ที่น่าสนใจในการนำเสนอเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ใช้สิทธิเลือก หรือแม้แต่ “วาทะกรรม” ที่ชี้นำเชิญชวนหรือชวนเชื่อปลุกอุดมการณ์ความรักพรรค เพื่อสร้างชาติ ต่าง ๆ นานา สารพัด แถมไปด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้เห็น “กระแส” ความตื่นตัวทางการเมืองที่หลากหลาย

โดยส่วนตัวรู้สึกว่าครั้งนี้ กระแสการเลือกตั้ง ในสื่อต่าง ๆ หรือแม้แต่มวลชน ดูเงียบกว่าเมื่อครั้งก่อนค่อนข้างมาก อาจเป้นผลมากจากครั้งก่อนหน้า ประชาชนต้องการการเลือกตั้งในแบบประชาธิปไตย อันเนื่องมาจากการบริหารงานของรัฐบาลทหารและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อันเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร อันถูกขนานนามว่า “รัฐบาลเผด็จการ” จึงทำให้การอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการและรัฐบาลสืบทอดอำนาจ สร้างความอัดอั้นตันใจของประชาชนร่วมสิบปี การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาประชาชนจึงต้องการใช้สิทธิที่ถูกริดรอนไปเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นอิสระทางความคิดและคาดหวังว่ารัฐบาลและผู้แทนราษฎรจะเป็นกลไกสำคัญในการ “พัฒนาคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดี” รวมถึงการนำพาประเทศชาติให้เจริญรุดหน้า แต่การณ์ก็กลับตาลปัตร เมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองในระบบรัฐสภาไม่เป็นไปดั่งเจตนารมณ์ของคติทางประชาธิปไตย และขัดกับความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด หรือแม้แต่อำนาจขององค์กรอิสระที่ส่งผลต่ออำนาจ “ประชาธิปไตย” ในระบบรัฐสภา ส่งผลให้รัฐบาลสั่นคลอน ขาดเสถียรภาพ และถูกตัดสินให้ยุติหน้าที่กลางคัน และมีการจัดตั้งรัฐบาล (ชั่วคราว) มาทำหน้าที่เพียงไม่กี่เดือน ก็ประกาศยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป

20260206115356.jpg

ในห้วงที่ผ่านมา ทั้งช่วงรัฐบาลเพื่อไทย และรัฐบาลภูมิใจไทย  ก็เกิดครุกรุ่นไปด้วยความเห็นต่างทางการเมือง ความเห็นต่างของอุดมการณ์ และการแสดงออก  ทั้งในพื้นที่  เวทีปราศัย หรือแม้แต่บนสังคมออนไลน์ต่าง ๆ  ก็ชี้ให้เห็นความต่างคิด ต่างแสดงออก ต่างก็เลือกที่จะเชื่อและนำเสนอข้อมูลฝ่ายตน จนหลายครั้งหลายหน ก็ปะทะฟาดฟันกันด้วยวาทะกรรมและการแตกแยกทางความคิด โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ จนทำให้หลงลืมกันไปว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่มีสิทธิพื้นฐาน โดยเฉพาะการวิพากษ์ วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น และทัศนะต่าง ๆ ภายใต้กรอบของกฎหมายและศีลธรรม จารีต จนหลายต่อหลายครั้งเกิดการปะทะคารม การใช้ความรุนแรง หรือแม้แต่การเพิ่มความเกลียดชัง แบ่งฝักฝ่าย ย้านตนข่มท่านอยู่เนือง ๆ 
ความเห็นต่างทางความคิด จึงไม่ผิดที่จะเกิดมีขึ้น  และควรจะต้องยอมรับความเห็นต่าง  ไม่หักล้างกันด้วยอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด แต่นำเสนอกันด้วยเหตุและผล บนข้อมูลจริงที่ตรงไปตรงมา อันเป็นการเคารพความเห็นต่างทางการเมือง  เพราะการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว  ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน

20260206115143.jpg