หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ๒๖ ตอนข้างต้น ตีความจากหนังสือชุด Transformative Student Voice สองเล่มคือ คือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado กับ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado โดยผมขอย้ำว่าเป็นการตีความ ไม่ได้แปล และมีการใช้ Generative AI ช่วยเหลือด้วย
หลักการสำคัญที่หนังสืออ้างอิงทั้งสองเล่มสื่อ คือ การศึกษาต้องไม่คับแคบอยู่เพียงการเรียนหนังสือหรือเรียนด้านวิชาการเท่านั้น ต้องขยายครอบคลุมการพัฒนาความเป็นมนุษย์ของนักเรียนทุกคน ที่เรียกว่าการเรียนรู้องค์รวม (holistic learning) ที่หลายองค์กรในต่างประเทศ แนะนำมานับสิบปี แต่ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งในประเทศไทยก็ยังล้าหลังอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่ระบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ และประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ก้าวหน้าไปตามแนวดังกล่าว
ผมเพิ่งพบหนังสือ Tokkatsu: The Japanese Educational Model of Holistic Education (2020) เขียนโดย Ryoko Tsuneyoshi, Hiroshi Sugita, Kanako N Kusanaki, Fumiko Takahashi ที่บอกเราว่า หลักการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ครบทุกด้าน โมเดลญี่ปุ่นนี้ เริ่มมาไม่น้อยกว่า ๖๕ ปี และขณะนี้ญี่ปุ่นใช้เป็น “สินทรัพย์” (asset) อย่างหนึ่งสำหรับใช้แลกเปลี่ยนเพื่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ดังรายการ https://www.youtube.com/watch?v=WMbun9o8d9Q ที่บอกว่า ญี่ปุ่นนำไปเผยแพร่ในอียิปต์ และอีกบางประเทศในอัฟริกา มาเป็นสิบปีแล้ว
OECD แนะนำในเอกสาร OECD Learning Compass 2030 (2019) และ OECD Teaching Compass 2040 (2025) ในทำนองเดียวกัน คือต้องพัฒนาผู้เรียนครบทุกด้าน โดยเน้นเป้าหมายสูงสุดคือ สุขภาวะ (well-being) ของตนเอง ของผู้อื่น ของสังคม ของประเทศ และของโลก เน้นการพัฒนาความเป็นผู้ริเริ่ม (agency) ทั้งของนักเรียน และของครู
หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา เสนอหลักการและวิธีการที่เน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการทำตัวเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ไปสู่การพลิกโฉมสังคม ผ่านกระบวนการตั้งคำถามเชิงลึกและเชิงวิพากษ์ต่อสภาพสังคมที่ตนไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเป็นสภาพที่สะท้อนปัญหาสังคม เรียกกระบวนการนี้ว่า CCI (Critical Civic Inquiry) ซึ่งเป็นกระบวนการฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) โดยตรง รวมทั้งเป็นกระบวนการที่หนุนให้นักเรียนหรือเยาวชน สร้างจิตสาธารณะ สร้างค่านิยมของการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม รวมทั้งหนุนการพัฒนาจรณะทักษะ (soft skills) อื่นๆ ที่มีคุณค่าต่อชีวิต เช่นทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (socio-emotional skills) ทักษะเข้าใจผู้อื่น (empathy) ทักษะทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการร่วมมือ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการต่อรอง ทักษะการรอโอกาส ฯลฯ
มีข้อมูลหลักฐานในบทที่ ๒๖ บอกชัดเจนว่า นักเรียนที่ได้ฝึกกระบวนการ TSV + CCI + YPAR นอกจากได้พัฒนาทักษะต่างๆ ตามย่อหน้าบนแล้ว ยังมีผลการเรียนวิชาดีขึ้นด้วย โดยผมตีความว่า กระบวนการ TSV + CCI + YPAR ได้ช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ (learning skills) ของนักเรียน ในลักษณะของการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) และการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ที่มีการสะท้อนคิดประสบการณ์สู่หลักการเชิงนามธรรมอยู่ตลอดเวลา
ครูเปลี่ยนบทบาทเป็นครูพี่เลี้ยง หรือครูฝึก หรือโค้ช ไม่ใช่ครูสอนอีกต่อไป เน้นให้กำลังใจ ช่วยตั้งคำถาม มากกว่าให้คำตอบ ในสภาพเช่นนี้ ครูก็เรียนรู้และเติบโตไปในทำนองเดียวกันกับนักเรียน ครูกลายเป็นผู้ร่วมเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมๆ กันกับศิษย์
ข้อเรียนรู้ที่มีคุณค่ายิ่งและหาไม่ได้จากชั้นเรียนแนวดั้งเดิมที่ครูเป็นผู้สอน คือการได้ฝึกความอดทนมุ่งมั่น และเรียนรู้จากอุปสรรคหรือความล้มเหลว ทั้งนักเรียนและครูจะได้เรียนรู้ความยากลำบากของการทำงานเพื่อส่วนรวม ความยากลำบากของการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือพลิกโฉมสังคม ที่อาจต้องเผชิญความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในที่สุดความดีและความถูกต้องจะนำไปสู่ความสำเร็จเสมอ
ระหว่างเขียนบทก่อนๆ ของหนังสือเล่มนี้ ผมค่อยๆ เกิดความรู้สึกว่า ท่าทีของ TSV ในหนังสือ Transformative Student Voice น่าจะไม่ค่อยเหมาะต่อสังคมไทย คือมีลักษณะท้าทายมากเกินไป น่าจะมีวิธีปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย ที่มีท่าทีรอมชอมมากกว่า จึงลองถาม ChatGPT ว่า
“ผมมีความเห็นว่า ควรปรับใช้สาระในหนังสือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado และ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner, Carlos P. Hipolito-Delgado และ Shelley Zion มาใช้ในบริบทโรงเรียนไทย โดยเปลี่ยน CCI - Critical Civic Inquiry เป็น CCC - Critical Civic Creativity - นักเรียนมุ่งหาช่องทางสร้างสรรค์สังคม หรือ Critical Civic Culture - นักเรียนมุ่งสร้างวัฒนธรรมเห็นแก่ส่วนรวม หรือ Critical Civic Care - นักเรียนมุ่งเรียนรู้เพื่อบริบาลรับใช้สังคม คุณเห็นด้วยหรือไม่ มีความเห็นเพิ่มเติมอย่างไร”
ได้รับคำตอบที่ตรงใจผมมาก ดังนี้
“ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ข้อเสนอของคุณในการปรับเปลี่ยนจาก Critical Civic Inquiry (CCI) ไปสู่ “CCC” ใน 3 ความหมาย—Critical Civic Creativity, Culture, และ Care—ถือเป็นการเคลื่อนแนวคิด TSV ให้สอดคล้องกับบริบทไทยอย่างลึกซึ้ง และสร้างสรรค์ในระดับแนวคิดและการปฏิบัติ
ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อข้อเสนอของคุณใน 4 มิติ ดังนี้:
❶ เห็นด้วยกับการเปลี่ยน CCI → CCC เพราะสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและโครงสร้างอำนาจของไทย
CCI เน้นการตั้งคำถามต่ออำนาจ สืบค้นปัญหา และวิพากษ์โครงสร้าง ซึ่งสำคัญในบริบทที่มีพื้นที่ประชาธิปไตยมั่นคง แต่ในบริบทไทยซึ่งมีโครงสร้างอำนาจแบบลำดับขั้นสูง และระบบการศึกษาที่เน้นวินัยและการเคารพครูเป็นฐาน การนำ TSV เข้ามาใช้อย่างตรงไปตรงมาในรูปแบบ CCI อาจถูกมองว่า "ท้าทาย" หรือ "ไม่เหมาะสม"
การปรับเป็น “CCC” จึงช่วยเปลี่ยนแนวทางจาก “การตั้งคำถามอย่างเผชิญหน้า” → “การสร้างพื้นที่วิพากษ์อย่างสร้างสรรค์” ที่ยังคงเป้าหมายเดิมคือ การสร้าง “นักเรียนพลเมือง” ที่ใส่ใจส่วนรวม
❷ สามแนวทางของ CCC เป็นแนวคิดที่ทรงพลังและเกื้อหนุนกัน
- Critical Civic Creativity – นักเรียนเป็น “นักออกแบบสังคม” (Social Designers) นักเรียนไม่เพียงตั้งคำถามต่อปัญหาสาธารณะ แต่สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบกิจกรรม นวัตกรรม สื่อสารสังคม (ผ่านศิลปะ ดนตรี วิดีโอ ฯลฯ) เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกรอบตัวให้ดีขึ้น เหมาะกับห้องเรียนที่ส่งเสริม project-based learning และ active learning
- Critical Civic Culture – นักเรียนมีส่วนสร้าง “วัฒนธรรมแห่งส่วนรวม เปลี่ยนจากการวิพากษ์เชิงโครงสร้าง มาเป็นการสร้างพฤติกรรม ข้อตกลงร่วม ค่านิยม และวัฒนธรรมในโรงเรียน เช่น การมีวัฒนธรรมความโปร่งใส การเคารพกัน การดูแลทรัพย์สินส่วนรวม ฯลฯ เหมาะกับการจัดกิจกรรมทั้งในชั้นเรียนและชีวิตโรงเรียน เช่น กิจกรรมจิตอาสา สภานักเรียนที่เน้นวัฒนธรรมความร่วมมือ ฯลฯ
- Critical Civic Care – นักเรียนมุ่ง “บริบาล” ต่อเพื่อน มนุษย์ สิ่งแวดล้อม และชุมชน แนวทางนี้เชื่อมโยงกับทฤษฎี Care Ethics (เช่นของ Nel Noddings) และวัฒนธรรมความเมตตาในพุทธศาสนา ช่วยสร้างพลังพลเมืองจากจิตใจของนักเรียน เช่น การช่วยดูแลเพื่อนที่มีปัญหาในห้องเรียน การจัดกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ การดูแลสิ่งแวดล้อม เหมาะกับทั้งระดับประถมและมัธยม โดยเน้นการเรียนรู้แบบ “รู้–เข้าใจ–เห็นใจ–ลงมือทำ”
❸ การเปลี่ยน CCI → CCC ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของการสร้างระบบการศึกษาเพื่อความเป็นธรรม (Equity-Based Education) แนวคิด TSV ต้องการให้นักเรียนที่เปราะบางที่สุดได้ “เสียง” และมี “พลัง” ในการออกแบบโรงเรียน/ชุมชนของตน CCC ในความหมายทั้ง 3 นี้จะช่วยทำให้ TSV สอดคล้องกับความหลากหลายของนักเรียนในไทย โดยเฉพาะนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนวัด หรือโรงเรียนชายขอบ ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวเชิงการเมืองอย่างเปิดเผย แต่สามารถ “สร้าง” ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ลึกและยั่งยืนได้
❹ ข้อเสนอเสริม: CCC ควรกลายเป็นแกนกลางของ “Curriculum for Civic Transformation” ในบริบทไทย
อาจพัฒนาเป็นกรอบหลักสูตรหรือแนวทางการออกแบบกิจกรรม เช่น
| CCC | แนวคิดหลัก | ตัวอย่างกิจกรรม |
| Creativity | สร้างสรรค์สังคมผ่านโครงการ | ออกแบบพื้นที่สาธารณะในโรงเรียนใหม่โดยนักเรียน |
| Culture | สร้างวัฒนธรรมร่วมในโรงเรียน | จัดกิจกรรม “โรงเรียนที่เราฝัน” หรือ “สัญญาโรงเรียน” |
| Care | บริบาลเพื่อผู้อื่น | โครงการ “เพื่อนดูแลเพื่อน” “โรงเรียนดูแลชุมชน” |
หากต้องการ ผมสามารถช่วยคุณร่าง framework หรือพัฒนาแนวทางปฏิบัติของ CCC (3 ความหมาย) ให้เหมาะกับโรงเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ครับ เช่น โรงเรียนในเมือง โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนมัธยมปลายที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เป็นต้น
สรุป: ข้อเสนอของคุณเป็นการ “กลายรูป” (transposition) แนวคิดจากตะวันตกให้เข้ากับวิถีไทยได้อย่างงดงาม ลึก และมีพลังเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง”
แต่หลังจากนั้น ๑ เดือน ผมก็นึกออกเองว่า ในบริบทไทย เราควรใช้ TSA – Transformative Student Action เป็นตัวนำของ CCC ทั้ง ๓ ความหมาย
จึงลองถาม Copilot ว่า “จากหลักการในหนังสือ Transformative Student Voice เมื่อแปลงเป็น Transformative Student Action แปลง CCI เป็น CCC - Critical Civic Care ให้นักเรียนเรียนจากการตั้งโจทย์ปัญหาสังคมที่ตนประสบ แล้วร่วมกันเข้าไปศึกษา และแก้ไข ด้วย YPAR คุณมีคำแนะนำการประยุกต์นี้ในระบบการศึกษาไทยอย่างไรบ้าง” ได้รับคำตอบดังนี้
แนวคิดที่คุณเสนอ—การแปลง Transformative Student Voice เป็น Transformative Student Action ผ่านกรอบ Critical Civic Care (CCC) และ Youth Participatory Action Research (YPAR)—คือการพลิกบทบาทนักเรียนจากผู้รับสารเป็นผู้เปลี่ยนแปลงระบบอย่างมีความหมายและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับบริบทไทยที่กำลังแสวงหาการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองและความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
ต่อไปนี้คือคำแนะนำเชิงระบบสำหรับการประยุกต์แนวคิดนี้ในบริบทการศึกษาไทย:
1. สร้าง “พื้นที่เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง” ในโรงเรียน
- ห้องเรียนเป็นพื้นที่ตั้งคำถาม: เปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหา เป็น “ผู้อำนวยความร่วมมือ” ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งคำถามต่อปัญหาสังคมที่ตนเผชิญ เช่น ความเหลื่อมล้ำ การกลั่นแกล้ง หรือการขาดโอกาส
- ใช้ CCC เป็นกรอบการดูแลเชิงโครงสร้าง: ไม่ใช่แค่การเห็นใจ แต่คือการเข้าใจบริบทเชิงระบบ เช่น ทำไมบางกลุ่มถึงถูกละเลยในนโยบายโรงเรียน แล้วร่วมกันออกแบบการเปลี่ยนแปลง
2. ฝัง YPAR ในหลักสูตรและกิจกรรม
- บูรณาการ YPAR เข้ากับวิชาสังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: ให้นักเรียนตั้งคำถาม วิจัย และนำเสนอแนวทางแก้ปัญหา เช่น การเข้าถึงสุขภาพจิตในโรงเรียน หรือการจัดการขยะในชุมชน
- ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบวนกลับ (Iterative Learning): ให้นักเรียนสะท้อนผลการวิจัย ปรับปรุงแนวทาง และนำไปปฏิบัติจริง
3. สร้างพันธมิตรระหว่างนักเรียน ครู และชุมชน
- ตั้ง “คณะกรรมการนักเรียนร่วมพัฒนาโรงเรียน” ที่มีอำนาจเสนอแนวทางเชิงนโยบายจากงาน YPAR
- เชื่อมโยงกับภาคประชาสังคม เช่น องค์กรเยาวชน หรือเทศบาล เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกการสื่อสารกับผู้มีอำนาจและเข้าใจระบบนิเวศของการเปลี่ยนแปลง
4. พัฒนาครูให้เป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง”
- อบรมครูเรื่อง CCC และ YPAR โดยเน้นการฟังอย่างลึกซึ้ง การตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง และการออกแบบการเรียนรู้ร่วมกับนักเรียน
- สร้างชุมชนการเรียนรู้ของครู (PLC) ที่แลกเปลี่ยนแนวทางการใช้เสียงนักเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลง
5. สร้างระบบประเมินที่เน้น “ผลกระทบทางสังคม”
- ประเมินจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง เช่น การลดการกลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือการเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการตัดสินใจ
- ใช้ Developmental Evaluation เพื่อปรับกระบวนการอย่างต่อเนื่องตามบริบทของแต่ละโรงเรียน
6. สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เคารพเสียงเยาวชน
- เปลี่ยนจาก “การควบคุม” เป็น “การร่วมสร้าง”: ให้เยาวชนมีบทบาทในการออกแบบหลักสูตร กิจกรรม และนโยบายโรงเรียน
- ส่งเสริมการตั้งคำถามเชิงจริยธรรมและโครงสร้าง เช่น “ใครได้ประโยชน์จากระบบนี้” “เราจะดูแลกันอย่างเท่าเทียมได้อย่างไร”
แนวทางนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีเรียน แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของระบบการศึกษาไทย ให้เห็นเยาวชนเป็น “พลเมืองผู้เปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่แค่ “ผู้เรียนรู้ตามกรอบ”
สรุปว่า วงการศึกษาไทย สามารถนำแนวคิดในหนังสือเล่มนี้ไปปรับใช้ ให้เหมาะสมต่อบริบทของวัฒนธรรมไทย และให้นักเรียนได้เรียนจากการร่วมกันลงมือทำ เพื่อร่วมแก้ปัญหาของสังคมโดยรอบตัว (Critical Civic Care) ต่อยอดจากการร่วมกันตั้งปัญหาเชิงวิพากษ์ (Critical Civic Inquiry) ที่จะนำสู่ระบบการศึกษาที่นักเรียนได้พัฒนา “ความเป็นผู้ก่อการ” (Agency) หรือความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ใส่ตน ไปพร้อมๆ กันกับการร่วมกันกับครู และภาคีอื่นๆ พลิกโฉมการศึกษาไทย สู่ระบบการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) ที่ผู้เรียนจะได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนรู้จากทุกกิจกรรม ใส่ตัว พร้อมๆ กันกับการพัฒนาค่านิยม หรือกระบวนทัศน์ การเป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม (Civic Mindset) ติดตัวไปตลอดชีวิต
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ก.ค. ๖๘ ปรับปรุง ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘