“หมุดหมายของการเลือกตั้ง มันไม่ใช่แค่การมองตำแหน่งหรือที่นั่งในสภาฯเท่านั้น มันอยู่ที่การใช้สิทธิและเสียงของเราอย่างมีคุณค่า ด้วยการให้โอกาสคนดี ได้มีที่ยืนและทำประโยชน์แก่ส่วนรวม”

ครอบครัวประชาธิปไตย

          เช้าวันใหม่ หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ๒๕๖๙ ผู้เป็นสมาชิกในครัวเรือนของผมมากันพร้อมหน้า เพื่อกินข้าวร่วมกัน จากนั้นได้บอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกที่มีโอกาสได้ทำงานให้สังคมอีกครั้ง

          แต่เป็นครั้งแรกของการเลือกตั้งทั่วไปแบบนี้ ที่คนในครอบครัวของผม เข้าไปมีส่วนร่วมในเกือบทุกตำแหน่ง

          ไม่ว่าจะเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ประธานประจำหน่วยฯ วิทยากรให้ความรู้แก่พนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งแต่ละตำบล และกรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง (กกต.เขต)

          หลากหลายรสชาติ ที่หลอมรวมเอาความความเหนื่อยยาก ความอดทนอดกลั้น ความสนุกสนานและประสบการณ์ความรู้มารวมกันไว้ วันนี้ได้กลั่นมันออกมา ให้หลงเหลือแต่ความทรงจำที่ประทับใจ

          “การเมืองจะเป็นอย่างไรหลังการเลือกตั้ง” ลูกๆถามผม หลังจากพูดคุยกันไปสักพักใหญ่

          “คงเหมือนเดิม หรือไม่ก็แตกต่างไปบ้างเพียงเล็กน้อย” ผมตอบสั้นๆ ก่อนที่ลูกจะให้ขยายความคำว่าเหมือนเดิมให้ชัดขึ้น

          ผมจึงต้องใช้คำว่า”ละครการเมือง” ที่น้ำเน่ามากกว่าละครทีวีเสียอีก เราคงจะได้เห็นธาตุแท้ของนักการเมืองบางคน ที่ลืมประชาชนได้เพียงข้ามคืน จนทำให้ต้องนึกถึงคำว่า “ีสัจจะ……" ที่เราคุ้นเคย

          รวมทั้งไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร จะเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ความวุ่นวายและบาดหมางที่เกิดจากการแบ่งเค้กไม่ลงตัว ตลอดจนการแย่งชิงเจ้ากระทรวงอย่างดุเดือดเผ็ดมันแบบไร้ยางอายจะได้เห็นกันอีกครั้ง

          จากนั้นคำพูดที่สวยหรูอันเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาชน จะถูกทิ้งขว้างอยู่ข้างถนน ด้วยเหตุผลนานาประการ อาทิ

          “เราคงทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะเราไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ต้องฟังเสียงพรรคร่วมเขาก่อน”

          “ราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคายาง มันต้องดูกลไกของตลาดโลกด้วย”

          จะไม่มีการพูดถึงค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน รวมทั้งการลดเงินเดือนและค่าตอบแทนมหาศาล ของบรรดา ส.ส. พวกเขาจะหลงลืมไปหมดสิ้น “การให้”ไม่ได้อยู่ในต่อมความคิด นอกจากผลประโยชน์ที่เขาจะต้องได้รับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

          “แล้วพ่อเลือกใครครับ” ลูกชายถาม

          “พ่อเลือก ๕๔๙ ตามที่บอกลูกและขอให้ลูกๆช่วย จำได้ไหม?” ลูกๆทุกคน นิ่งอึ้งไปพักนึง

          ผมจึงรู้ได้ทันที ไม่มีประเด็นอื่นใดให้ต้องสอบถามถึงเหตุและผลในการตัดสินใจของเขา พื้นฐานของประชาธิปไตยสร้างได้ตั้งแต่ครอบครัว ด้วยการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง นี่คือสิทธิ และเสรีภาพ ที่ผมไม่เคยบังคับหรือชี้นำใครทั้งสิ้น

          “ทำไมพ่อถึงเลือก ๕๔๙ ครับ”

          “เพราะพ่อเลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ชอบ และทุกคนและทุกพรรคพ่อเห็นผลงานมาหมดแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมา”

          “แต่พ่อไม่ได้เลือกคนและพรรคยอดนิยมเลยนะครับ”

          “ใช่แล้ว แต่เบอร์ ๕ ผอ.พงษ์เพชร ปรีดิวิสุทธิ์ พ่อรู้จักมานานแล้ว และเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถ เป็นคนดีมีคุณธรรม ตลอดเวลา ๒๐ ปีผอ.ท่านนี้มุ่งมั่นทุ่มเทให้กับงานการศึกษามาโดยตลอด”

          “๔๙ ล่ะครับ”

          “พรรคนี้ ชูนโยบายด้านการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญ แต่พ่อเลือกเพราะท่านผอ.อำนาจ ทัดสวน อยู่ในบัญชีรายชื่อ อดีตท่านเคยเป็น ผช.หน.ปอ.เป็นผู้บังคับบัญชาของพ่อ ท่านเป็นผู้นำที่นั่งอยู่ในหัวใจของพ่อมาโดยตลอด ท่านเสียสละและยึดมั่นในความพอเพียง ปัจจุบันท่านทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ดูแลเด็กยากไร้และด้อยโอกาสของอ.ศรีสวัสดิ์”

          “สถานการณ์แบบนี้ ทั้ง ๒ ท่านจะมีโอกาสไปนั่งในสภาฯหรือครับ”

          “หมุดหมายของการเลือกตั้ง มันไม่ใช่แค่การมองตำแหน่งหรือที่นั่งในสภาฯเท่านั้น มันอยู่ที่การใช้สิทธิและเสียงของเราอย่างมีคุณค่า ด้วยการให้โอกาสคนดี ได้มีที่ยืนและทำประโยชน์แก่ส่วนรวม”

          “แต่คนและพรรคที่ผมสนใจ เขาจะพัฒนาการศึกษาและดูแลโรงเรียนขนาดเล็กให้ดีขึ้นนะครับ”

          “ก็ดีแล้วที่ลูกนึกถึงโรงเรียนและคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ ขอให้รักษาแนวคิดนี้เอาไว้ พ่อเชื่อว่าสักวัน คนและพรรคแบบนี้ จะมีโอกาสกลับมาสู้ใหม่ อย่างมีความหวังที่สดใสมากกว่านี้ อดทนและรอคอยต่อไปนะ” 

          เมื่อเสร็จสิ้นการสนทนา สิ่งที่ผมต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือ รีบไปเขียนฝันไว้ที่ข้างฝาเอาไว้กันลืม ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ งวดนี้..ต้องมาแล้ว ๕๔๙ ขอให้โชคดีสักครั้งเถอะน่า..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๙  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๙