หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ ๒๔  ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado  บทที่ 15  Youth-Adult Partnerships     รวมทั้งผมเพิ่มเติมแนวคิดของผมเองเข้าไปด้วย 

การพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ที่นักเรียนและผู้ใหญ่ร่วมมือกันอย่างแท้จริง    เพื่อสร้างชั้นเรียนด้านสุขภาพองค์รวม โดยเน้นการเป็นหุ้นส่วนและความสัมพันธ์ที่ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน    ต้องหนุนการมีส่วนร่วมของนักเรียนในกระบวนการตัดสินใจ    ทำให้เสียงของนักเรียนได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง     ชั้นเรียนที่นำมาเล่า จึงมุ่งเน้นไปที่สุขภาพในมุมมององค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านกาย จิตใจ สังคม และความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียน    

การร่วมมือระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ ช่วยให้เนื้อหาครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการจริงของนักเรียน เช่น การให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิและความยินยอมในความสัมพันธ์ทางเพศ เป็นต้น    โดยผ่านกระบวนการสะท้อนและการร่วมคิดร่วมทำ     ที่ส่งเสริมความรู้สึกเป็นเจ้าของและการเติบโตอย่างยั่งยืนในชั้นเรียนด้านสุขภาพนี้

การสร้างชั้นเรียนสุขภาพองค์รวม เกิดจากความร่วมมือของเยาวชนและผู้ใหญ่ ที่ตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่เคารพเสียงและประสบการณ์ของนักเรียน ครอบคลุมสุขภาพในมิติหลายด้าน    และตอบสนองความต้องการจริงของนักเรียนในบริบทชั้นเรียนอย่างแท้จริง

 

เชิญชวน  วิจัย แสดงบท

การส่งเสริมเสียงนักเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เน้นใช้วิธีการเชิญชวนนักเรียนร่วมมืออย่างจริงจัง (Inviting)     เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนสามารถแสดงความคิดและข้อกังวลอย่างเปิดเผย    และรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนมีคุณค่าและมีผล     กระบวนการวิจัยร่วมกัน (Researching) ให้นักเรียนทำหน้าที่เหมือนนักวิจัย  โดยมีส่วนในการตั้งคำถาม เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ประสบการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ ในบริบทของตน    ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างทักษะคิดเชิงวิพากษ์และความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องที่สนใจ

ส่วนวิธีการเล่นบทบาท (Role-Playing)  ใช้เป็นเครื่องมือในการจำลองสถานการณ์และบทบาทที่หลากหลาย ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนการสื่อสาร การเข้าใจมุมมองของผู้อื่น และทดลองแก้ปัญหาหรือแสดงความเห็นในสถานการณ์ที่ซับซ้อนอย่างปลอดภัย    กระบวนการนี้ส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเรียนและผู้ใหญ่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในชั้นเรียนและโรงเรียน

สาระในบทนี้ เน้นการเชิญชวนให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ผ่านการวิจัยร่วมและการเล่นบทบาท เพื่อพัฒนาความสามารถในการสะท้อนคิด การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมจริงจังในกระบวนการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้และสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนอย่างแท้จริง

 

นักเรียนเป็นผู้ให้สัญญาณ

กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทนักเรียนจากผู้รับฟังหรือมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย    ให้กลายมาเป็น “ผู้กำหนดทิศทาง” หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักในห้องเรียนและโรงเรียน    ผ่านแนวทางที่เน้นให้นักเรียนได้เป็นผู้นำกระบวนการคิด วางแผน ตัดสินใจ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง     โดยครูและผู้ใหญ่จะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและผู้สนับสนุน     กระบวนการนี้ต้องสร้างความไว้วางใจและเปิดพื้นที่ให้ความคิดและเสียงของนักเรียนมีน้ำหนักอย่างแท้จริงในการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กิจกรรม หรือแนวปฏิบัติในโรงเรียน

การให้นักเรียนเป็นผู้นำช่วยให้พวกเขาได้พัฒนา “critical consciousness” หรือความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ต่อสังคมและระบบโดยรอบ    เพิ่มทักษะการสื่อสาร การประนีประนอม การบริหารจัดการ    รวมถึงความรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจของตนเอง    งานวิจัยที่ยกตัวอย่างในหนังสือแสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่มีโอกาสรับบทบาทนี้ มีแนวโน้มจะมีส่วนร่วมทางพลเมืองและเคลื่อนไหวในประเด็นสังคม และสามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

กระบวนการผลักดันให้ “student shot-callers”  มีความท้าทายในแง่ของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจดั้งเดิม     ครูต้องฝึกปล่อยวางการควบคุมและยอมรับความไม่แน่นอน     นักเรียนเองก็ต้องเรียนรู้กระบวนการตกลงร่วมกันและแก้ปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้ง     ผลที่เกิดขึ้นคือห้องเรียนที่มีความเป็นประชาธิปไตย มีพลวัตสูง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง   ทั้งในระดับห้องเรียนและทั้งระบบโรงเรียน

แนวคิดนี้เสนอว่าวิธีการให้ “เสียง” นักเรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ฟังแล้วจบ    แต่ต้องให้มีอำนาจต่อรองและตัดสินใจจริง เพื่อพัฒนาทั้งตนเองและสังคมในระยะยาว

ผมขอเพิ่มเติมว่า   ผลกระทบสำคัญยิ่งของกระบวนการดังกล่าว  คือการสนับสนุนให้นักเรียนได้งอกงามความเป็นผู้ริเริ่ม  หรือความเป็นผู้ก่อการ (Agency) ของตน    ที่เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพพลเมืองในยุคปัจจุบันและอนาคต   

สิ่งที่ควรทำ และที่ไม่ควรทำ สำหรับผู้ใหญ่ 

ควรทำ ไม่ควรทำ
ฟังและทำความเข้าใจเรื่องราวของนักเรียน  สั่งการ ด้วยความคิดว่า ตนเข้าใจความต้องการของนักเรียน 
คิดว่า นักเรียนก็เหมือนผู้ใหญ่ ที่ต้องการเรียนรู้และเติบโต  พูดมากกว่าเยาวชนที่เป็นหุ้นส่วน
ยอมรับว่าตนไม่รู้  สั่งสอนนักเรียน
พร้อมที่จะเรียนรู้จากเยาวชน บอกว่า “ที่นักเรียนพูดเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้”
มองนักเรียนว่าเป็นผู้รู้ ในเรื่องที่กำลังสนทนากัน มองเรื่องที่กำลังคุย เป็นเรื่องส่วนตัว
แบ่งปันอำนาจและทรัพยากรกับนักเรียน ใช้เยาวชนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

 

ความรับผิดรับชอบของผู้ใหญ่และเยาวชน

ความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้ใหญ่ (ครูและผู้บริหาร) และนักเรียน ในบริบทของการส่งเสริมเสียงนักเรียน (student voice) และกระบวนการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนและโรงเรียน  มีจุดเน้นคือ 

  • ความรับผิดชอบต้องเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย คือ ผู้ใหญ่ต้องแสดงความรับผิดชอบในการฟังและตอบสนองเสียงของนักเรียนอย่างจริงจัง  และตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตนักเรียน
  • นักเรียนต้องรับผิดชอบ ต่อบทบาทการเป็นผู้นำ และการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ และติดตามผลของการเปลี่ยนแปลงที่ตนเองมีส่วนร่วมด้วย
  • การสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ระหว่างผู้ใหญ่และนักเรียน เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างความรับผิดรับชอบ (accountability)
  • ความรับผิดชอบที่ไม่มีการติดตาม ผลลัพธ์ หรือความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ จะทำให้เสียงนักเรียนถูกมองว่าไม่มีความหมาย และลดความเชื่อมั่นในการร่วมมือ
  • ผู้ใหญ่ต้องมีความโปร่งใส เปิดเผยการตัดสินใจและกระบวนการต่าง ๆ ให้นักเรียนเข้าใจและเห็นว่าความคิดเห็นและข้อเสนอของพวกเขาถูกนำไปพิจารณาอย่างแท้จริง
  • ต้องมีระบบและวิธีการที่ชัดเจน สำหรับการติดตามผลและประเมินผลลัพธ์ของการมีส่วนร่วมของนักเรียน เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีความยั่งยืนและเกิดผลจริง
  • การรับผิดชอบร่วมกันนี้ ยังส่งเสริมการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาในเชิงรุกของนักเรียน พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและให้ความเคารพ
  • โดยรวมแล้ว accountability เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนเสียงนักเรียนเป็นไปอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการรับฟัง แต่คือการร่วมมือเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในบริบทการศึกษา

การมี accountability จากทั้งผู้ใหญ่และนักเรียนต้องเกิดขึ้นควบคู่กัน    เพื่อสร้างชั้นเรียนและโรงเรียนที่เสียงนักเรียนมีพลัง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและยั่งยืน

 

โครงสร้างการจัดระบบ

โครงสร้างการจัดระบบในการส่งเสริมเสียงนักเรียน ต้องสร้างระบบและกรอบปฏิบัติที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของนักเรียนในระดับชั้นเรียนและโรงเรียนอย่างแท้จริง    ไม่ใช่แค่การให้เสียงในลักษณะสัญลักษณ์หรือผิวเผิน แต่ต้องวางมาตรฐานและกลไกที่ชัดเจนในการอำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้มีบทบาทเป็นผู้นำ และผู้กำหนดทิศทางในกระบวนการเรียนรู้และการตัดสินใจ

โครงสร้างนี้รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มหรือตัวแทนนักเรียนที่มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการตัดสินใจของโรงเรียน  เช่น การมีกรรมการนักเรียนที่ไม่ได้เป็นแค่ตัวแทน    แต่มีหน้าที่จริงจังในการส่งต่อความต้องการและข้อเสนอแนะ    เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และสอดคล้องกับเสียงของนักเรียน

นอกจากนี้ โครงสร้างต้องสนับสนุนความสัมพันธ์ที่โปร่งใส และการสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างนักเรียนและผู้ใหญ่ รวมถึงระบบการติดตามผลและความรับผิดชอบร่วมกัน    ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เสียงนักเรียนไม่ถูกเพิกเฉยและกระบวนการมีส่วนร่วมมีความหมายจริง

ด้วยโครงสร้างที่ดีนี้ นักเรียนจะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในการเรียนรู้และบริบทของโรงเรียน ส่งเสริมความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการพัฒนาทักษะสำคัญในการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของการตัดสินใจร่วมกัน

โครงสร้างองค์กรสำหรับเสียงนักเรียนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือที่แท้จริง     มีกลไกและช่องทางที่ชัดเจนในการมีส่วนร่วมและอำนาจในการตัดสินใจ    รวมทั้งการสร้างความรับผิดรับชอบ    และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ    เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในชั้นเรียนและโรงเรียน

คำถามสำหรับผู้ใหญ่ในการแสดงบทหุ้นส่วนกับเยาวชน   

  • โครงสร้างการประชุมเอื้อให้นักเรียนเสนอข้อคิดเห็นหรือไม่
    • การสื่อสารในที่ประชุมตามปกติเป็นอย่างไร   คุณจะร่วมสร้างให้การประชุมเอื้อให้เยาวชนแสดงข้อคิดเห็นได้อย่างอิสระอย่างไรบ้าง
    • มีการกำหนดวาระการประชุมอย่างไร    ทำอย่างไรเยาวชนจึงจะมีส่วน กำหนด เพิ่ม และให้คำแนะนำป้อนกลับ
    • ตัดสินใจอย่างไร    ฉันทามติ   ลงมติ หรือผู้มีอำนาจรับฟังแล้วต้ดสินเอง
    • มีการระบุประเด็นขัดแย้ง  และหาทางไกล่เกลี่ยอย่างไร
    • มีการใช้กลยุทธจัดกลุ่มเพื่อให้มีการรับฟังทุกเสียง ก่อนเสนอในที่ประชุมใหญ่หรือไม่   มีเวลาเพียงพอไหม   จัดการพลังอำนาจ และรูปแบบการมีส่วนร่วมอย่างไร
    • ขนาดของกลุ่มเป็นอย่างไร  กระบวนการมีผลต่อการตัดสินใจอย่างไร   นักเรียนเป็นกลุ่มเล็กที่สุดหรือไม่   ทำอย่างไรไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าทำเพียงให้เป็นพิธีกรรม
    • ผู้ใหญ่มีความรับผิดรับชอบอย่างไร ในการให้เยาวชนมีบทบาท  และในการสื่อสารกับเยาวชน            

 

สรุป

ข้อเรียนรู้หลัก

  • ฝึกให้นักเรียนมีทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่
  • ผู้ใหญ่ก็ต้องฝึกทักษะเอื้ออำนาจแก่เด็กด้วย
  • ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ต้องมีความรับผิดรับชอบร่วมกัน
  • โครงสร้างของการจัดระบบที่ดี จะช่วยหนุนปฏิสัมพันธ์ที่ดี ที่นำสู่ความสำเร็จ   

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ก.ค. ๖๘   ปรับปรุง ๒ พ.ย. ๖๘