ว่าด้วยบ่วงแห่งมาร สูตรที่ ๒

ทุติยมารปาสสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๕. ทุติยมารปาสสูตร

ว่าด้วยบ่วงแห่งมาร สูตรที่ ๒

             [๑๔๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

             “ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พวกเธออย่าได้ไปโดยทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสดุจธุลีในตาน้อยมีอยู่ ย่อมเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม”

             ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

                          ท่านได้ถูกบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์

                          ทั้งที่เป็นของมนุษย์ คล้องไว้แล้ว

                          ท่านได้ถูกเครื่องพันธนาการมากมายผูกไว้แล้ว

                          สมณะ ท่านไม่พ้นจากเราไปได้

             ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “นี้คือมารผู้มีบาป” จึงตรัสกับมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า

                          เราได้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง

                          ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์

                          เราได้พ้นแล้วจากเครื่องพันธนาการมากมาย

                          มารผู้กระทำซึ่งที่สุด เราได้กำจัดท่านเสียแล้ว

             ครั้งนั้น มารผู้มีบาป ฯลฯ จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง

ทุติยมารปาสสูตรที่ ๕ จบ

-----------------------

อรรถกถาทุติยปาสสูตรที่ ๕

         สูตรต้นตรัสภายในพรรษา ส่วนสูตรนี้ตรัสในเวลาปวารณาออกพรรษาแล้ว.
         พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงจาริกไปวันละหนึ่งโยชน์เป็นอย่างยิ่ง. อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป. ด้วยว่า เมื่อไปทางเดียวกัน ๒ รูป เมื่อรูปหนึ่งกล่าวธรรม อีกรูปหนึ่งก็จำต้องยืนนิ่ง เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้.
         เจริญในเบื้องต้น ในท่ามกลางและในที่สุดก็เหมือนกัน ก็ชื่อว่าเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดนี้มี ๒ คือ ศาสนาและเทศนา. ใน ๒ อย่างนั้น ศีลเป็นเบื้องต้นของศาสนา สมถวิปัสสนาและมรรคเป็นท่ามกลาง ผลนิพพานเป็นที่สุด. อีกนัยหนึ่ง ศีลและสมาธิเป็นเบื้องต้น วิปัสสนาและมรรคเป็นท่ามกลาง ผลนิพพานเป็นที่สุด. อีกนัยหนึ่ง ศีลสมาธิวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น มรรคเป็นท่ามกลาง ผลนิพพานเป็นที่สุด.

           มารคิดว่า พระสมณโคดมนี้ส่งพระภิกษุ ๖๐ รูปไปด้วยกล่าวว่า พวกเธออย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรม ประหนึ่งทำการรบใหญ่ ก็เมื่อพระสมณโคดมนี้แม้องค์เดียวแสดงธรรมอยู่ เรายังไม่มีความสบายใจเลย เมื่อภิกษุเป็นอันมากแสดงอยู่อย่างนี้ เราจักมีความสบายใจได้แต่ไหนเล่า จำเราจักห้ามกันพระสมณโคดมนั้นเสีย ดังนี้แล้วจึงเข้าไปเฝ้า.