ว่าด้วยผู้รักตน

ปิยสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๔. ปิยสูตร

ว่าด้วยผู้รักตน

             [๑๑๕] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

             พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ข้าพระองค์หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า ‘ชนเหล่าไหนหนอชื่อว่ารักตน ชนเหล่าไหนชื่อว่าไม่รักตน’ ข้าพระองค์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ก็ชนเหล่าใดประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่รักตน แม้ชนเหล่านั้นจะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารักตน’ ก็ตาม ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าไม่รักตน’

             ข้อนั้นเพราะเหตุไร

             เพราะชนผู้ไม่รักกันทำความเสียหายใดให้แก่ผู้ไม่รักกันได้ ชนเหล่านั้นก็ทำความเสียหายนั้นให้แก่ตนเองได้ ฉะนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน ส่วนชนเหล่าใดประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ชนเหล่านั้นชื่อว่ารักตน แม้ชนเหล่านั้นจะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราไม่รักตน’ ก็ตาม ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน

             ข้อนั้นเพราะเหตุไร

             เพราะชนผู้ที่รักกันทำความเจริญใดให้แก่ผู้ที่รักกันได้ ชนเหล่านั้นก็ทำความเจริญนั้นให้แก่ตนเองได้ ฉะนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน”

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น มหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น เพราะว่าชนบางพวกประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่รักตน แม้ชนเหล่านั้นจะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารักตน’ ก็ตาม ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าไม่รักตน

             ข้อนั้นเพราะเหตุไร

             เพราะชนผู้ไม่รักกันทำความเสียหายใดให้แก่ผู้ไม่รักกันได้ ชนเหล่านั้นก็ทำความเสียหายนั้นให้แก่ตนเองได้ ฉะนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน ส่วนชนบางพวกประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ชนเหล่านั้นชื่อว่ารักตน แม้ชนเหล่านั้นจะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราไม่รักตน’ ก็ตาม ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน

            ข้อนั้นเพราะเหตุไร

             เพราะชนผู้รักกันทำความเจริญใดให้แก่ผู้ที่ตนรักได้ ชนเหล่านั้นก็ทำความเจริญนั้นแก่ตนเองได้ ฉะนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน”

             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

                          ถ้าบุคคลรู้ว่ารักตน ก็ไม่พึงชักนำตนไปในทางชั่ว

                          เพราะความสุขนั้นบุคคลผู้มักทำชั่วจะไม่ได้โดยง่าย

                          เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำ

                          ก็จะต้องละทิ้งภพมนุษย์ไป

                          ก็อะไรเล่าเป็นสมบัติของเขา

                          และเขาจะนำอะไรไปได้

                          อนึ่ง อะไรเล่าจะติดตามเขาไป

                          ดุจเงาติดตามตัวไป ฉะนั้น

                          สัตว์ผู้จะต้องตายในโลกนี้

                          ทำกรรมอันใด คือบุญและบาปทั้ง ๒ ประการ

                          บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา

                          ทั้งเขาจะนำเอาบุญและบาปนั้นไปได้

                          อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อมติดตามเขาไป

                          ดุจเงาติดตามตัวไป ฉะนั้น

                          เพราะฉะนั้น บุคคลควรทำกรรมดี

                          สะสมไว้เป็นสมบัติในโลกหน้า

                          เพราะบุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า

ปิยสูตรที่ ๔ จบ

-----------------------