หนังสือ นโยบายการศึกษาจากฐานราก: บทเรียนจากพื้นที่สู่การปฏิรูป เขียนจากประสบการณ์ตรงของทีมผู้เขียน จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และคณะวิทยากาเรียนรู้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์     ที่ทำงานร่วมกับโรงเรียน ๔ แห่งในจังหวัดพิจิตรและอุตรดิตถ์ เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า ๔ ปี ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิใจกระทิง    หนังสือเล่มนี้จึงเป็น “องค์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง” ที่มีชีวิต และมีหลักฐานเชิงประจักษ์    ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงแนวคิด

เนื้อหาในเล่มสรุปหลักการสำคัญออกเป็น ๕ บท ได้แก่

  1. กระบวนการร่วมสร้างการศึกษาของโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา
  2. กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา
  3. การปฏิรูปการศึกษาจากฐานราก – ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ
  4. การเปลี่ยนแปลงจากภายใน – ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับโรงเรียนและหน่วยงานระดับพื้นที่
  5. จากผู้สนับสนุนสู่พันธมิตรร่วมพัฒนา – ข้อเสนอสำหรับภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา

ผมเห็นว่านี่คือผลงานที่ “ตกผลึกจากของจริง” และสะท้อนแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงจากฐานรากขึ้นสู่ระบบ หากนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ทั้งในตัวนักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ภาคีในชุมชน ผู้บริหารการศึกษาในส่วนกลาง และพันธมิตรร่วมพัฒนาในภาคธุรกิจเอกชน

แนวทางในหนังสือเล่มนี้ตั้งอยู่บนหลักการของการเรียนรู้สมัยใหม่  คือการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)  และการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning)   ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของความเป็นมนุษย์ในทุกมิติ  สู่การเรียนรู้องค์รวม (Holistic Learning – VASK)    และการพัฒนาความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (Agency) ของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติในระบบการศึกษา

หนังสือนี้เสนอหลักการปฏิรูปการศึกษาไทยจากฐานรากอย่างเป็นระบบ โดยมีหัวใจอยู่ที่ “การเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อปลดปล่อยพลังของพื้นที่”    หลักการสำคัญประกอบด้วย

  1. การเปลี่ยนจากโครงการสู่กระบวนการร่วมสร้าง (Co-creation Process)
    การพัฒนาโรงเรียนไม่ใช่การทำ “โครงการจากบนลงล่าง”   แต่เป็นการร่วมออกแบบและร่วมเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน ภาคเอกชน และชุมชน   นี่คือการสร้าง “พื้นที่เรียนรู้” มากกว่า “พื้นที่บริหารจัดการ”
  2. การเรียนรู้ของนักเรียนคือศูนย์กลางของการปฏิรูป
    การเปลี่ยนแปลงที่แท้ต้องเริ่มจาก “การเรียนรู้ของผู้เรียน” ผ่านการเรียนรู้เชิงรุกและการเรียนรู้จากประสบการณ์   เปลี่ยนจาก “ครูสอน” เป็น “ครูออกแบบการเรียนรู้” และ “นักเรียนสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง”
  3. การเปลี่ยนแปลงจากภายใน (Inside-Out Reform)
    โรงเรียนต้องพัฒนา “วัฒนธรรมการเรียนรู้” ภายในองค์กรของตนเอง ไม่รอคำสั่งจากส่วนกลาง   ใช้หลักการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ผ่านการสะท้อนคิดร่วม (Collective Reflection)
  4. การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในฐานะพันธมิตร (Partnership for Learning)
    ภาคเอกชนควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” เป็น “ผู้ร่วมเรียนรู้” และ “ผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา”   เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีคุณค่าร่วม (Shared Value Creation)
  5. การขับเคลื่อนเชิงระบบด้วยนโยบายจากฐานราก (Policy from Practice)
    นโยบายการศึกษาที่ดี ควรตั้งอยู่บนหลักฐานจากพื้นที่จริง ไม่ใช่แนวคิดในห้องประชุมส่วนกลาง    หนังสือเล่มนี้จึงเป็นตัวอย่างของ “นโยบายจากปฏิบัติการ” (Practice-informed Policy)  ที่ยึดการเรียนรู้จากพื้นที่เป็นฐาน
  6. การพัฒนามนุษย์เชิงองค์รวม (Holistic Human Development – VASK)
    มุ่งพัฒนาความรู้ (Knowledge)  ทักษะ (Skill)  ค่านิยม (Values)  และทัศนคติ (Attitude) อย่างบูรณาการ    เพื่อสร้างมนุษย์ผู้มีศักยภาพเต็มตามธรรมชาติ และมีความเป็น “ผู้ริเริ่มกระทำการ” (Agency)

หนังสือเล่มนี้เสนอการนำไปใช้ประโยชน์ในระดับต่าง ๆ  ได้แก่  (ก) ระดับโรงเรียนและพื้นที่  ๑) ใช้เป็นแนวทางพัฒนา “แผนปฏิรูปโรงเรียนจากภายใน”  ๒) ส่งเสริม PLC ของครูและผู้บริหาร โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก และการสะท้อนคิด (Reflection)  ๓) ใช้เป็นแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน–ชุมชน–ภาคเอกชน   (ข) ระดับจังหวัดหรือเครือข่ายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา  ๑) ใช้เป็นกรอบสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในพื้นที่ (Local Learning Ecosystem) ที่เชื่อมโยงหน่วยงานการศึกษา องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน  ๒) ใช้เป็นฐานการจัดกระบวนการ “เรียนรู้เชิงนโยบาย” ระหว่างผู้บริหารพื้นที่และโรงเรียน   (ค) ระดับนโยบายส่วนกลาง  ๑) ใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการออกแบบ นโยบายการศึกษาฐานราก  ๒) ปรับระบบติดตามและประเมินผลจาก “การรายงานผลลัพธ์” สู่ “ระบบให้คำแนะนำป้อนกลับ (Feedback) เพื่อพัฒนา”  ๓) ใช้เป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติจริงในพื้นที่

หนังสือ “นโยบายการศึกษาจากฐานราก: บทเรียนจากพื้นที่สู่การปฏิรูป” เล่มนี้ จึงมิใช่เพียงการรวบรวมประสบการณ์จากพื้นที่    แต่เป็น “แบบจำลองของการปฏิรูปจากภายใน” ที่สะท้อนให้เห็นว่า  การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่แท้ ไม่เริ่มจากนโยบาย   แต่เริ่มจากการเรียนรู้ของผู้คน    หากหน่วยงานด้านการศึกษา ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ นำหลักการจากหนังสือเล่มนี้ไปประยุกต์ใช้ จะสามารถสร้างระบบการศึกษาที่เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง   ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาคนไทยให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

ผมขอแสดงความยินดีและชื่นชมต่อคณะผู้เขียนทั้ง ๔ ท่าน  ที่เสนอผลงานวิจัยจากปฏิบัติการจริงอันทรงคุณภาพและคุณค่าชิ้นนี้ให้แก่วงการศึกษาไทย 

วิจารณ์ พานิช

๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘