อรรถการ สัตยพาณิชย์
ในโลกที่ผู้บริโภคเห็นโฆษณาปีละหลายหมื่นชิ้น แต่ยอดขายกลับไม่โตตามจำนวน “ครั้งที่เห็น” ไม่ได้แปลว่า “โอกาสที่จะซื้อ” จะเกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะเมื่อค่าโฆษณาในสื่อหลักสูงขึ้น โฆษณา 30 วินาทีจึงทำหน้าที่ได้เพียงสร้างการรับรู้ แต่ไม่สามารถอธิบายสินค้าอย่างลึกซึ้ง หรือช่วยปิดการขายได้อย่างที่ธุรกิจคาดหวัง ธุรกิจจึงต้องมองหาเครื่องมือสื่อสารที่ “คุยกับลูกค้าเป็นรายคน” มากกว่าการ “ตะโกนใส่คนทั้งประเทศ” เพียงอย่างเดียว
จากโจทย์นี้จึงเกิดเป็นชุดเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า “3 ประสานการสื่อสารบุคคล” ได้แก่ การขาย (Sales Force), การตลาดทางตรง (Direct Marketing) และการตลาดแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Marketing) ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Personal Communications หรือการสื่อสารแบบตัวต่อตัวที่เน้นการโน้มน้าวใจอย่างลึกซึ้ง หากโฆษณาผ่านสื่อมวลชนหรือ Mass Media ช่วยให้คน “รู้จักแบรนด์” เครื่องมือทั้งสามนี้คือหัวใจที่ช่วยให้ลูกค้า “ตัดสินใจซื้อ” และ “กลับมาซื้อซ้ำ” ได้ในระยะยาว
จาก Mass Media สู่ Personal Communications
ในอดีตองค์กรจำนวนมากลงทุนกับสื่อมวลชน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ป้ายโฆษณา เพื่อให้แบรนด์เป็นที่จดจำในวงกว้าง แต่เมื่อทุกแบรนด์ทำเหมือนกัน สมรภูมิสื่อจึงเต็มไปด้วยข้อความที่แย่งความสนใจ จนโฆษณากลายเป็นเพียง “สิ่งที่ผ่านตา” มากกว่าจะเป็น “สิ่งที่เปลี่ยนใจ” ผู้บริโภค
กูรูการตลาดระดับโลกอย่าง Philip Kotler และ Kevin Keller ได้ให้ความสำคัญกับ Sales Force และ Direct Marketing ในมิติของการสื่อสารบุคคล และได้เพิ่ม Interactive Marketing เข้ามาในตำรา Marketing Management เพื่อให้สอดรับกับการขยายตัวของสื่อออนไลน์
กรอบคิดด้านการตลาดจึงเริ่มขยับจากการสื่อสารแบบยิงกว้าง ไปสู่การจัดการ “Personal Communications” ที่รู้ว่ากำลังคุยกับใคร และสามารถปรับข้อความให้เหมาะกับแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มเฉพาะได้ จุดร่วมของ Sales Force, Direct Marketing และ Interactive Marketing คือ การสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจ (Persuasive Communication) ให้ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้รับสารขยับไปตามเป้าหมายของนักการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
Sales Force: พลังของ “คนขาย” ที่ไม่มีวันถูกแทนที่
แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลเพียงใด “พนักงานขาย” ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญด้านรายได้ขององค์กร เพราะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการรับรู้ในตราสินค้าหรือ Brand Awareness จากโฆษณากลายเป็นประสบการณ์จริงของลูกค้า การขายโดยบุคคล (Personal Selling) มีจุดเด่นที่การสื่อสารสองทาง สามารถถาม–ตอบ ปรับคำอธิบาย และอ่านปฏิกิริยาเพื่อเปลี่ยนแนวทางการสนทนาได้ทันที
งานขายที่ดีไม่ได้เริ่มจาก “เข้าไปเสนอขายตรง ๆ” แต่เริ่มจากกระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นหาลูกค้าคาดหวัง เตรียมตัวก่อนเสนอขาย นำเสนอโดยเน้นทั้งประโยชน์เชิงหน้าที่ เชิงอารมณ์ และโทษของการไม่ใช้สินค้า ตอบข้อโต้แย้ง และปิดการขายพร้อมติดตามผล กระบวนการนี้ช่วยให้เซลส์ไม่เพียงขายสินค้าได้ แต่ยังสร้างความเชื่อใจและโอกาสซื้อซ้ำในอนาคตอีกด้วย
Direct Marketing: ทำการตลาดกับ “คนที่ใช่” และวัดผลได้จริง
Direct Marketing หรือการตลาดทางตรง คือการสื่อสารการตลาดที่มุ่งไปยังลูกค้าเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มเฉพาะ โดยใช้ฐานข้อมูลลูกค้าเป็นหัวใจหลัก จุดเด่นสำคัญคือการเลือกสื่อสารกับ “คนที่มีโอกาสซื้อจริง” โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาสูงหรือสินค้าที่ต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจค่อนข้างมาก (High involvement Product) ผู้บริหารจำนวนมากชื่นชอบ Direct Marketing เพราะสามารถวัดผลได้ชัดเจน รู้ว่าการสั่งซื้อมาจากสื่อหรือข้อเสนอชิ้นใด จึงคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างตรงไปตรงมา การทำ DM ให้ได้ผลต้องออกแบบทั้งสินค้า ข้อเสนอ สื่อ ช่องทางจัดส่ง และงานครีเอทีฟให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ข้อความนี้ตั้งใจส่งถึงฉันจริง ๆ” ไม่ใช่เพียงโฆษณาที่ส่งแบบเหมา ๆ
Media Direct Marketing และ Direct Sales
Media Direct Marketing คือการใช้สื่อที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าตอบกลับได้ เช่น โทรศัพท์ สื่อสาธารณะที่มีช่องตอบรับ จดหมาย หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จุดร่วมของสื่อเหล่านี้คือไม่ได้สื่อสารทางเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้รับสารแสดงปฏิกิริยา ตั้งคำถาม หรือสั่งซื้อทันทีได้
ส่วน Direct Sales หรือการขายตรง เป็นรูปแบบที่บริษัทใช้พนักงานขายหรือตัวแทนติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง และมักใช้ความสัมพันธ์ระยะยาวเป็นจุดแข็ง โมเดลอย่าง Single Level Marketing และ Multi Level Marketing ผสมผสานการขายตัวบุคคลเข้ากับการสร้างเครือข่ายและดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้งการพบปะ การสาธิตสินค้า และการใช้สื่อเสริมอื่น ๆ
Interactive Marketing: ออนไลน์ในฐานะ “เวทีสนทนา”
Interactive Marketing คือการทำตลาดผ่านสื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่เปิดให้ผู้ซื้อและผู้ขายโต้ตอบกันได้แบบเรียลไทม์ ช่องทางนี้ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ร้านค้าออนไลน์สามารถเปิดตลอด 24 ชั่วโมง และผู้บริโภคสามารถกดดูข้อมูล รีวิว หรือสั่งซื้อได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
ผู้ใช้สื่อดิจิทัลจำนวนมากเป็น Active Audience คือเลือกเสพคอนเทนต์ด้วยตัวเอง ตั้งใจค้นหาและกดเข้าชม ทำให้โอกาสในการโน้มน้าวใจมีความลึกและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น รูปแบบของ Interactive Marketing ครอบคลุมทั้ง Online Advertising, Search Engine Marketing, Online Direct Marketing และ Online Branding ซึ่งล้วนสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมเพื่อใช้พัฒนากลยุทธ์ต่อได้อย่างรวดเร็ว
ตารางภาพรวม 3 ประสาน
ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นบทบาทของแต่ละเครื่องมือในมิติหลัก ๆ ชัดขึ้น
| มิติสำคัญ | Sales Force | Direct Marketing | Interactive Marketing |
|---|---|---|---|
| รูปแบบการสื่อสาร | พบปะตัวต่อตัว พูดคุยสองทาง | ส่งสารตรงจากฐานข้อมูลถึงลูกค้าเป็นรายคน | โต้ตอบผ่านสื่อดิจิทัลและออนไลน์แบบเรียลไทม์ |
| จุดเด่นหลัก | อธิบายลึก ตอบข้อโต้แย้ง ปิดการขายได้หน้างาน | เลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ วัดผลได้รวดเร็ว | เข้าถึงตามไลฟ์สไตล์ เก็บข้อมูลพฤติกรรมต่อเนื่อง |
| เหมาะกับสินค้าแบบใด | สินค้าซับซ้อน ต้องอธิบายละเอียด | สินค้า High involvement หรือราคาสูง | สินค้า/บริการที่ใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหัวใจหลัก |
| บทบาทต่อแบรนด์ | สร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ยาวนาน | กระตุ้นการตอบสนองและยอดขายเฉพาะกิจ | สร้างประสบการณ์แบรนด์และปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่อง |
ทำไมต้อง “ผสาน” ทั้งสามเครื่องมือ
เมื่อมองทั้งสามเครื่องมือร่วมกัน จะเห็นว่าพวกมันไม่ได้ทำงานแทนกัน แต่เสริมกันอย่างเป็นระบบ Sales Force ใช้ “คน” เป็นตัวนำในการปิดการขาย Direct Marketing ใช้ “ข้อมูล” เป็นตัวนำในการเลือกคุยกับลูกค้าที่ใช่ ส่วน Interactive Marketing ใช้ “เทคโนโลยี” เชื่อมแบรนด์เข้ากับชีวิตประจำวันของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ในยุคที่การแข่งขันด้านสื่อรุนแรงขึ้นทุกปี แบรนด์ที่ชนะไม่ใช่แบรนด์ที่ “เสียงดังที่สุด” แต่คือแบรนด์ที่ “คุยได้ตรงที่สุดและเป็นมนุษย์ที่สุด” กับลูกค้าแต่ละคน การเข้าใจและประยุกต์ใช้ 3 ประสานการสื่อสารบุคคลอย่างมีกลยุทธ์ จึงกลายเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการทั้งยอดขายระยะสั้นและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในเวลาเดียวกัน.....
หมายเหตุ: เป็นเนื้อหาที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร BrandAge Essential ฉบับเกี่ยวกับการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรหรือ Integrated Marketing Communications