เราสองคนพายเรือเลียบไปทางฝั่งซ้ายเกือบชิดตลิ่ง จึงเห็นร่องน้ำที่ไหลเข้าท่วมแนวสวนและคันคูที่อยู่ข้างเคียงบ้านเรือนริมฝั่งคลองได้อย่างถนัดตา มองคล้ายกับว่ามีคลองซอยเล็กๆมากมายให้อยากพายเรือเข้าไปเยี่ยมชมแมกไม้และร่องน้ำที่เย็นเยียบดูเงียบสงบเหลือเกิน

ความเจ็บปวดที่ยาวนาน

          ภาพในความทรงจำในอดีตที่ผ่านมากว่า ๔๐ ปี เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า ทำให้มองเห็นภาพเหล่านั้นได้อย่างถนัดชัดเจน ทุกสรรพสิ่งรอบตัว ทุกเหตุการณ์มันยังไม่ได้ผ่านเลยไป มันยังคงวนเวียนอยู่ข้างๆ เหมือนมีภาพและเสียงที่ดังอยู่ในหัวทุกคืนวัน

          จึงทำให้ผมคิดถึงกระแสน้ำในคลองที่ดูจะไหลแรงมากขึ้น เมื่อประตูระบายน้ำบานใหญ่ของสำนักงานชลประทานที่ติดตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ถูกเปิดออกทุกบาน เพื่อให้น้ำในคลองที่เกือบจะล้นตลิ่งอีกฟากหนึ่งไหลออกไปยังคลองอีกฟากหนึ่ง ที่มีระดับน้ำไม่ต่างกันมากนัก การถ่ายเทน้ำออกไปแต่ละครั้งก็เพื่อให้น้ำไหลออกไปยังแม่น้ำที่อยู่ปลายทางห่างออกไปนับ ๑๐ กิโลเมตร

          ผมนั่งตรงหน้าต่างห้องแถวโทรมๆซึ่งเป็นบ้านพักของลูกจ้างประจำ เป็นสวัสดิการของทางราชการหรือของหลวงที่พ่อของผมได้รับ ผมมองสายน้ำที่กำลังไหลเชี่ยว บนผิวน้ำมีสิ่งต่างๆลอยมากับน้ำมากมาย ระเกะระกะดูละลานตาไปหมด ทั้งพงหญ้า ผักตบชวา ขอนไม้ ตู้เตียงเก่าๆ เศษที่นอน ขวดน้ำ และหมาเน่า 

          น้ำจะยังคงไหลแรงแบบนี้ไปอีกหลายวัน จนกว่าฝนจะตกหนัก นายช่างใหญ่ของชลประทานจึงจะสั่งคนงานให้ปิดประตูระบาย ผมไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้น แต่เท่าที่สังเกตก็เห็นว่าเขาทำกันจนเป็นระบบอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว

          แต่ครั้งนี้สั่งปิดเร็วกว่าที่คิด บานประตูทุกบานถูกปิดสนิท กองขยะ เศษไม้และผักตบชวา ไปสุมรวมกันอยู่ตรงบานประตูขยายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้าน พนักงานและลูกจ้างที่พักอยู่ในห้องแถว ต่างก็รู้มาเหมือนๆกันว่า ฝนตกหนักเหนือเขื่อนทำให้น้ำป่าไหลหลากลงมา ตอนนี้เริ่มท่วมเรือกสวนไร่นาบ้างแล้ว อีกไม่นานคงจะเอ่อสูงขึ้นเรื่อยๆ เหลืออีกเพียง ๑ - ๒ เมตรเท่านั้น ใต้ถุนของห้องแถวที่พักของผมก็คงหนีไม่พ้น

          ผมหันไปมองเจ้าเบื๊อกเพื่อนชายต่างวัยของผม ที่นั่งเอ้อระเหยอยู่ตรงขอบหน้าต่างของห้องพักซึ่งอยู่ติดกัน เจ้าเบื๊อกอายุน้อยกว่าผม ๕ ปี แต่ร่างกายสูงใหญ่กำยำกว่าผมมากนัก เราสองคนเป็นเพื่อนสนิทชนิดมองตาก็รู้ใจ ไปไหนไปกัน ไม่ว่าจะเป็นงานวัด งานกีฬา งานทอดแห ตกปลา ตีไก่ เจ้าเบื๊อกมักจะชวนผมไปด้วยเสมอ

          พ่อกับแม่เคยเตือนผมอยู่ไม่กี่ครั้ง เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปที่มักพูดเข้าหูพ่อกับแม่เป็นครั้งคราวทำนองว่าผมไปคบค้าสมาคมกับเจ้าเบื๊อกทำไม มันเป็นคนห่ามๆ พูดน้อยก็จริง แต่พูดแต่ละทีเสียงดังเหมือนคนที่ชอบโหวกเหวกโวยวาย

          ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือเจ้าเบื๊อกมันเป็นคนใจเด็ดยิ่งนัก มันสามารถทำร้ายหมูหมากาไก่ได้ทันที ถ้าสัตว์เหล่านั้นมาทำขวางหูขวางตาหรือเจ้าเบื๊อกต้องการจะนำสัตว์เหล่านั้นมาเป็นอาหาร มันจะลงมือจัดการโดยที่ไม่มีการยั้งคิด

          ความไม่ธรรมดาของเจ้าเบื๊อกนี่แหละที่ผมชอบและชื่นชมไม่เสื่อมคลาย ผมไม่จำเป็นจะต้องไปคบค้ากับใครอีกแล้ว ในเมื่อมีเจ้าเบื๊อกอยู่ทั้งคน บ้านก็อยู่ติดกัน นิสัยและพฤติกรรมที่เขาร่ำลือกันหนักหนาทำไมผมจะไม่รู้ แต่จำเป็นด้วยหรือที่เราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ก็แค่มองกันในส่วนดีที่มีอยู่ เรียนรู้แง่มุมดีๆที่เพื่อนของเรามีมากพอ ก็สามารถทำให้ผมใช้ชีวิตประจำวันในช่วงวัยรุ่นได้อย่างคุ้มค่า

          ผมรู้จักและคุ้นเคยกับการลงข่าย ทอดแหและตกปลา รวมทั้งปักเบ็ดริมคลองและคันนา ก็เพราะเจ้าเบื๊อกเพื่อนของผมคนนี้ ถึงแม้ผมจะหาปลาไม่เก่งแต่ผมก็เป็นลูกมือได้ ช่วยขุดดินหาไส้เดือน ช่วยพายเรือและช่วยจับปลาใส่ข้อง จนเสร็จสรรพชั่งกิโลแล้วนำไปขายที่ตลาด นำเงินมาแบ่งกัน

          ว่างๆตอนเย็น ผมกับเจ้าเบื๊อกก็เดินเกร่ไปเข้ากลุ่มนักบอลรุ่นเยาว์ เตะบอลกันหลังห้องแถว ผมตัวเล็กกว่าเพื่อน แต่ไม่มีใครกล้ารังแกผม เพราะทุกคนเห็นเจ้าเบื๊อกมาร่วมเล่นอยู่ด้วย ความตัวใหญ่และบึกบึนของเพื่อนผมเป็นที่เกรงขามของเพื่อนๆในวัยเดียวกัน

          “เตรียมตัวไว้เลยนะ อีก ๒ วัน เราจะออกล่าเหยื่อ” เจ้าเบื๊อกละสายตาจากกระแสน้ำในคลอง หันมาบอกผมด้วยรอยยิ้มและสายตาเป็นประกาย

          “ไส้เดือน ต้องเอาไปเยอะไหม” ผมถาม

          “ไม่ต้องเลย ฉมวกอันเดียวพอ” พูดจบเจ้าเบื๊อกก็หายเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้ผมคิดถึงเหยื่อว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ผมก็สนใจได้ไม่นาน เพราะความรู้สึกของผมตอนนั้นกำลังโลดแล่นออกจากบ้านอย่างมีความหวัง ต่างกันกับกระแสน้ำในเวลานี้ที่หยุดนิ่งแล้ว จะมีก็แต่ผิวน้ำเท่านั้นที่พริ้วไหวและเริ่มจะเอ่อสูงขึ้นเรื่อยๆ

          ฝนตกพรำๆตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ยิ่งเพิ่มระดับน้ำจนล้นพ้นตลิ่ง น้ำท่วมจนมองไม่เห็นสะพานท่าน้ำที่ทำจากแผ่นไม้วางเรียงคู่กันทอดยาวลงไปในคลอง คงเห็นแต่ราวสะพานไม้ลวกที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา น้ำไหลทะลักเข้าไปใต้ถุนห้องแถว ท่วมสวนกล้วย มะละกอ สวนครัวและเล้าไก่ ผมเห็นไก่บ้านหลายตัวบินขึ้นไปเกาะบนต้นไม้ที่โคนต้นเจิ่งนองจนมองไม่เห็นพื้นดิน เศษขยะลอยเกลื่อนบริเวณรอบๆห้องแถว ภาพแบบนี้เกิดขึ้นเกือบทุกปีในฤดูน้ำหลาก ไม่เฉพาะแต่ห้องแถวของชลประทานที่ได้รับผลกระทบ บ้านเรือนของชาวบ้านหลายร้อยหลังที่อยู่ริมสองฝั่งคลองก็เป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมเหมือนๆกัน

          เรือพายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในเวลานี้ เรือลำเล็กของเจ้าเบื๊อกเพื่อนผม ไม่ได้จอดอยู่ที่หัวสะพานอีกแล้ว เรือถูกลากเข้ามาจอดนิ่งเกยตื้นอยู่ใต้ถุน เชือกหัวเรือผูกไว้กับเสาบ้าน ไม่ให้มันลื่นไถลไปตามลม ผมมายืนรอเจ้าเบื๊อกตามที่ได้นัดหมายกันไว้ในตอนบ่าย ไม่มีอุปกรณ์ใดๆให้ผมต้องตระเตรียม เพราะในเรือมีครบหมดแล้ว ทั้งไม้พาย ฉมวกและข้องใส่ปลา

          พอได้เวลาออกเรือ ผมกับเจ้าเบื๊อกไม่ต้องพายเรือทวนกระแสน้ำ พอช่วยกันพายเบาๆแบบที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก เรือลำเล็กก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า เจ้าเบื๊อกนั่งหลังคอยคัดท้ายให้เรือลอยลำไปตรงๆ ผมนั่งหน้าคอยจ้วงไม้พายอย่างเดียว โดยไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าเพื่อนจะพาผมไปยังแห่งหนใด ได้แต่คิดอยู่ในใจว่าคงไปไม่ไกลมาก 

          ปกติผมจะกลัวท้องน้ำอันเวิ้งว้างเพราะเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกน่าประหวั่นพรั่นพรึง แต่คราวนี้ผมกลับรู้สึกสนุกตื่นเต้นชอบกล มองไปรอบๆเห็นบ้านเรือนตั้งอยู่กระจัดกระจาย มองเห็นได้ไม่ชัดเจนเหมือนแต่ก่อน เพราะผืนน้ำและกอหญ้าเข้ามาบดบัง มองไม่เห็นฟากฝั่งที่เป็นพื้นดิน บางจุดก็เป็นทุ่งโล่งของผืนนาที่มีน้ำอยู่เต็มท้องทุ่งมองสุดลูกหูลูกตา บางแห่งก็เป็นป่าละเมาะ ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่รายล้อมด้วยน้ำเต็มไปหมด

          เราสองคนพายเรือเลียบไปทางฝั่งซ้ายเกือบชิดตลิ่ง จึงเห็นร่องน้ำที่ไหลเข้าท่วมแนวสวนและคันคูที่อยู่ข้างเคียงบ้านเรือนริมฝั่งคลองได้อย่างถนัดตา มองคล้ายกับว่ามีคลองซอยเล็กๆมากมายให้อยากพายเรือเข้าไปเยี่ยมชมแมกไม้และร่องน้ำที่เย็นเยียบดูเงียบสงบเหลือเกิน

          ผมกำลังเพลิดเพลินกับท้องน้ำที่เย็นใส ฝูงนกตัวเล็กๆที่บินพึ่บพั่บออกจากกอผักตบชวา เพราะเสียงพายกระทบน้ำเมื่อเจ้าเบื๊อกบิดไม้พายคัดท้ายให้เลี้ยวไปทางซ้ายมากขึ้น ผมเอาไม้พายชะลอน้ำวาดหัวเรือหลบเลี่ยงต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ปากทางดูเหมือนจะเป็นคลองเล็กๆ ขนาดกว้างราว ๕ เมตร หรืออาจจะไม่ใช่คลองก็ได้เป็นแค่เพียงร่องสวนของชาวบ้านแถวนั้น

          “ขี้เกียจพายแล้ว เข้าไปพักในร่มไม้ข้างหน้ากันเถอะ เผื่อเจออะไรดีๆ” เจ้าเบื๊อกเปรยขึ้นมาเบาๆ

          “ก็ดีนะ เมื่อยเหมือนกัน ตรงโน้นดูว่าจะร่มอยู่นะ” ผมชี้มือไปตรงต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า

          “นั่งระวังหน่อยนะ บริเวณนี้เขาว่ามีงูเยอะเลย”

          “อ้าว แล้วพายเรือเข้ามาแบบนี้ ไม่กลัวเหรอ”

          “กลัวทำไมล่ะ เรามีฉมวก” 

          ผมเริ่มจะเข้าใจลางๆถึงคำว่าเหยื่อที่เจ้าเบื๊อกพูดเมื่อสองวันก่อน วันนี้ถึงได้พายเรือพาผมมาตรงจุดนี้ เมื่อพายเรือลึกเข้าไปอย่างช้าๆ พบความเวิ้งว้างของผืนน้ำเล็กๆ มีกอไผ่ที่น้ำท่วมโคนอยู่  ๓ - ๔ กอ อยู่ตรงกึ่งกลางท้องน้ำพอดี ลักษณะของร่องน้ำคล้ายวงเวียนที่สามารถพายเรือหมุนวนกลับออกมาทางเดิมหรือพายออกไปยังทางแยกต่างๆของสายน้ำเพื่อเข้าสู่พงป่าที่ลึกเข้าไป

          เรือของเราจอดนิ่ง รอบๆไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวแม้แต่ลมก็ยังดูสงบ มองเห็นดงไม้ที่รายล้อมชัดเจนขึ้น นอกจากต้นไผ่แล้ว ยังมีต้นสะแกขึ้นอยู่เรียงราย มีต้นไทร ต้นมะม่วงและต้นขนุนยืนต้นอยู่ห่างๆกัน บดบังแสงให้บรรยากาศดูมัวซัวเหมือนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน 

          “ดูที่กอไผ่สิ เพียบเลย” เจ้าเบื๊อกชี้มือ ทำสีหน้าระรื่นเล็กน้อย

          “อะไรรึ” ผมมองตาม พยายามเพ่งมองให้ถนัดว่ามีสิ่งใดอยู่ตรงนั้น 

          ผมขนลุกซู่ สายตาจับจ้องไปที่งู ที่กองกันอยู่ยั้วเยี้ย น่าจะมีไม่ต่ำกว่า ๑๐ ตัว พวกมันมานอนรวมกันเหมือนครอบครัวใหญ่ ลำตัวสีดำเป็นมันวาว มีลายสีขาวตามตัวเพียงเล็กน้อย บ่งบอกว่าเป็นงูเห่าอย่างแน่นอน หลายตัวนอนสงบนิ่งกอดก่ายกันไปมา บางตัวเลื้อยพันลำไผ่เอาไว้แน่น มีอยู่ตัวหนึ่งที่ใหญ่กว่าเพื่อนชูคอแลบลิ้นแผล็บๆอย่างน่าสะพรึง เหมือนมันจะได้กลิ่นศัตรูกำลังคืบคลานเข้ามา

          เจ้าเบื๊อกปักไม้พายลงไปในน้ำแล้วให้ผมจับไว้เพื่อมิให้เรือเคลื่อนที่ ผมทำอะไรไม่ถูกลุกลี้ลุกลน และกำลังจะบอกเจ้าเบื๊อกว่ากลับออกไปเถอะ แต่ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าเบื๊อกคว้าฉมวกปลายแหลม ตรงโคนฉมวกผูกรัดด้วยเชือกแล้วเจ้าเบื๊อกก็พันปลายเชือกไว้ที่มือ จากนั้นก็พุ่งฉมวกออกไปเต็มแรงในระยะ ๕ เมตร ความเฉียบคมและความแม่นยำนำพาฉมวกเข้าไปในดงงูเห่าได้ยินเสียงดังสวบ เลือดงูสดๆทะลักออกมา ไหลรินลงไปในน้ำอย่างน่าสยดสยอง 

          เจ้าเบื๊อกดึงเชือกเอาฉมวกกลับมา งูเห่าสองสามตัวติดปลายฉมวกมาด้วย เจ้าเบื๊อกกดปลายฉมวกเข้ากับต้นไผ่ เพื่อให้งูหลุดออกไป งูที่เหลือตื่นตกใจส่งเสียงขู่ฟ่อๆ หลายตัวเลื้อยลงน้ำ บางตัวเลื้อยขึ้นกอไผ่ งูตัวใหญ่เท่าแขนผม พุ่งตัวลงน้ำด้วยความโกรธจัดเป้าหมายของมันอยู่ที่เรือลำเล็กตรงหน้า ผมตะโกนบอกเจ้าเบื๊อกให้ระวัง แต่ระยะมันยังห่างพอที่เจ้าเบื๊อกจะคว้าฉมวกกลับมาไว้ในมือ แล้วพุ่งกลับไปปักตรงหัวงูจมหายลงไปในน้ำ

          อากาศยังร่มครึ้ม ลมเริ่มโชยมาอ่อนๆ มองเห็นแสงแดดเพียงรำไร แต่ในตัวผมเต็มไปด้วยหงื่อชุ่มโชก ผมช่วยเจ้าเบื๊อกปลดงูเห่าออกจากฉมวกใส่ลงไปในข้อง ก่อนพายเรือออกมาจากตรงนั้น ผมสอดส่ายสายตาไปรอบๆ มองเห็นงูเห่าอีกหลายตัวบนต้นสะแกและต้นไทร จ้องมองลงมาที่ผมอย่างดุดันเหมือนอาฆาตมาดร้าย ตลอดเวลาที่พายเรือกลับบ้าน เราสองคนไม่มีการพูดคุยและไม่ได้พบกันอีกเลย ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

          สิบปีผ่านไป......

          ผมย้ายถิ่นฐานบ้านช่องออกจากห้องแถวมาเช่าบ้านอยู่ในเมืองเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญา จากนั้นก็สอบบรรจุเข้ารับราชการไปทำงานที่ต่างจังหวัด ช่วงวันหยุดยาวมีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยือนห้องแถวหลังนั้นอีกครั้ง จึงได้ทราบข่าวคราวเจ้าเบื๊อก ว่าเรียนหนังสือจนจบอาชีวะ แล้วทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวของชลประทาน ได้พักที่ห้องแถวหลังเดิม แต่ทำงานได้ไม่นานก็ต้องมาเสียชีวิตอย่างอนาถ ขณะที่ไปขโมยช็อตปลาที่ประตูระบายน้ำ ศพเจ้าเบื๊อกลอยไปติดกอไผ่ชายคลองตรงบริเวณที่เราสองคนไปสร้างเวรกรรมมาด้วยกัน

          ชีวิตของเราทั้งสองจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะงานราชการของผมมีความราบรื่นดีและเกษียณออกมาอย่างมีความสุข ส่วนหนึ่งของความสำเร็จเกิดจากความซื่อสัตย์สุจริตในการดำเนินชีวิต มุ่งมั่นขยันขันแข็ง ครองตนในแบบที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนคนข้างเคียงก็ได้อานิสงส์แห่งคุณงามความดี 

          แต่ก็มีช่องว่างของชีวิตที่ต้องเติมเต็มให้แข็งแกร่งทั้งร่างกายและสมอง ให้ผมต้องต่อสู้และอดทนอยู่เสมอ จนมาถึงทุกวันนี้ สภาพจิตใจยังหดหู่เมื่อนึกย้อนกลับไปในเสี้ยวหนึ่งของเวลาในตอนนั้นที่ไล่ล่างูเห่า มันเกาะกินใจให้ฝันร้ายมาตลอดหลายสิบปี

          ผมรู้สึกปวดศีรษะอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ  เมื่อไปให้คุณหมอตรวจดูจึงพบเนื้องอกในสมอง ต้องผ่าตัดใหญ่ถึง ๒ ครั้ง เจ็บปวดบริเวณที่ผ่าตัดจนแทบจะทนไม่ได้ คุณหมอบอกว่าไม่ใช่เนื้อร้าย แต่สมองผมได้ชำรุดไปบ้างแล้ว จึงต้องระวังสุขภาพไม่ควรเครียดกับงานมากเกินไป ทุกวันนี้ไม่มีอะไรให้ต้องเครียดแล้ว แต่อาการปวดศีรษะยังทำตัวเหมือนเพื่อนสนิทที่มาเยี่ยมเยือนผมอยู่เสมอ

          ผมมิอาจทราบได้เลยว่า ผมจะทนความเจ็บปวดรวดร้าวแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน หรือว่าความตายเท่านั้น ที่จะช่วยให้ผมหลุดพ้นจากพันธนาการของบ่วงกรรมที่ก่อไว้ในอดีต ความรู้สึกภายในจิตใจเริ่มอ่อนล้าเหมือนส่งสัญญาณให้ผมต้องยอม รวมทั้งลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่าใกล้ถึงเวลาที่ผมต้องชดใช้อย่างจริงจังเสียที

เพชรศรีจันทร์

๒๙  พฤศจิกายน  ๒๕๖๘