"หนังเรื่องนี้ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และให้กำลังใจในการดำเนินชีวิตของคนเรา เพราะการเดินทางของชีวิตมนุษย์ย่อมมีเรื่องราวเสมอ มีคนเคยกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า "เมื่อถึงวันที่เรามองย้อนกลับไปในชีวิต จงหวังว่าเราจะสามารถบอกตัวเองได้ว่า อย่างน้อย...ชีวิตของเราไม่เคยราบเรียบจนเกินไป" นี่ไม่ใช่เพียงประโยคสวยหรู แต่คือคำเตือนใจสำคัญที่ชวนเราตั้งคำถามกับทุกวันของการมีชีวิตอยู่ว่า เรากำลัง "มีชีวิต" หรือเพียงแค่ "ดำเนินไปตามวงจรเดิม""

                                                                                                                               อรรถการ สัตยพาณิชย์

          ภาพยนตร์แนวชีวิต-เบาสมองเรื่อง "Forrest Gump" หรือชื่อภาษาไทยว่า “ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม” ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1994 มีที่มาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันที่เขียนโดย วินส์ตัน กรูม (Winston Groom) และตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1986 นิยายต้นฉบับนำเสนอเรื่องราวชีวิตของฟอร์เรสท์ กัมพ์ ชายหนุ่มที่มีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ (IQ 75) ที่บังเอิญเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกาตลอดหลายทศวรรษ

          เมื่อนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้มีการนำมาดัดแปลงบทโดย เอริค รอธ (Eric Roth) และกำกับโดย โรเบิร์ต เซเมคคิส (Robert Zemeckis) ซึ่งทีมงานได้ปรับโทนของเรื่องจากนิยายที่มีความมืดหม่นและเสียดสี ให้กลายเป็นเรื่องราวที่อบอุ่น เน้นความบริสุทธิ์ใจ และความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของตัวละคร ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง กวาดรางวัลออสการ์ไปถึง 6 สาขา รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) และรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Tom Hanks) อีกด้วย

เนื้อหาภาพยนตร์ Forrest Gump

          ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวชีวิตของ ฟอร์เรสท์ กัมพ์ ชายชาวอลาบามาที่นั่งอยู่บนม้านั่งริมถนนและเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาให้คนแปลกหน้าฟัง โดยฟอร์เรสท์เกิดมาพร้อมกับขาที่ต้องใส่เหล็กดามและมีสติปัญญาที่จำกัด แต่ได้รับความรักและการสอนสั่งที่ดีจากคุณแม่ (Mrs. Gump) ซึ่งมักจะสอนวลีอมตะและทัศนคติเชิงบวกให้เขาอยู่เสมอ แม่ของเขาเชื่อว่าเขาไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น และได้ผลักดันให้เขาเข้าเรียนในโรงเรียนปกติ ต่อมาฟอร์เรสท์ได้พบกับ เจนนี่ เคอร์รัน (Jenny Curran) หญิงสาวที่ถูกทำร้ายในวัยเด็กและกลายเป็นรักเดียวในชีวิตของเขา แม้ชีวิตของเจนนี่จะเต็มไปด้วยความทุกข์และหนทางที่ผันผวน แต่ฟอร์เรสท์ก็รักและคอยดูแลเธอเสมอ

          เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ด้วยความซื่อสัตย์ ความมุ่งมั่น และความโชคดี ฟอร์เรสท์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญมากมาย ตั้งแต่การเป็นนักอเมริกันฟุตบอล เขากลายเป็นนักอเมริกันฟุตบอลระดับออล-อเมริกัน และได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัย ได้เข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม และได้รู้จักกับ บั๊บบ้า (Bubba) เพื่อนสนิทที่เขาสัญญาว่าจะทำธุรกิจกุ้งด้วยกัน และได้ช่วยชีวิตเพื่อนร่วมรบหลายคน รวมถึง ร้อยโทแดน (Lieutenant Dan Taylor) ผู้ที่ต้องสูญเสียขาไปในสงคราม หลังสงคราม เขากลายเป็นนักกีฬาปิงปองระดับโลก เดินทางไปจีน และทำเงินจากการรับรองผลิตภัณฑ์ไม้ปิงปอง นอกจากนี้เขาใช้เงินเก็บเริ่มต้นทำธุรกิจกุ้งตามที่สัญญากับบั๊บบ้า โดยมีร้อยโทแดนมาเป็นหุ้นส่วน ทำให้พวกเขากลายเป็นเศรษฐี

          เมื่อชีวิตเข้าสู่จุดที่รู้สึกสูญเสียและว่างเปล่า ฟอร์เรสท์ตัดสินใจวิ่งข้ามประเทศ โดยไม่ได้มีเหตุผลแน่ชัด การวิ่งของเขากินเวลานานถึง 3 ปี 2 เดือน 14 วัน และ 16 ชั่วโมง กลายเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนจำนวนมาก และทำให้เขาค้นพบจุดมุ่งหมายอีกครั้ง ท้ายที่สุด ฟอร์เรสท์ได้กลับมาพบกับเจนนี่ และพบว่าพวกเขามีลูกชายด้วยกันชื่อ ฟอร์เรสท์ กัมพ์ จูเนียร์ แม้ว่าเจนนี่จะป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ฟอร์เรสท์ก็ได้ใช้ชีวิตร่วมกับลูกชายของเขาอย่างมีความสุข โดยทำหน้าที่เป็นพ่อและส่งลูกขึ้นรถโรงเรียนในฉากสุดท้าย ซึ่งเป็นการสานต่อความรักและความบริสุทธิ์ใจของเขา

          ภาพยนตร์เน้นย้ำถึงแก่นของชีวิตสองประการผ่านวลีอมตะ คือ “Life is like a box of chocolates. You never know what you're gonna get." (ชีวิตเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง) และ "Stupid is as stupid does." (คนโง่คือ คนทำตัวโง่ ๆ) ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือ การกระทำสำคัญกว่าสติปัญญา และความบริสุทธิ์ใจในการใช้ชีวิตคือ สิ่งที่มีค่าที่สุด

“อย่างน้อย...ผมก็มีชีวิตที่ไม่เคยราบเรียบ”

          หนังเรื่องนี้มีประโยคที่เป็นภาษาอังกฤษว่า "Always be able to look back and say, at least I didn't lead no humdrum life." จีระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ ประจำปี พ.ศ. 2532 แปลเป็นภาษาไทยไว้ในหนังสือ “the Wit and Wisdom of Forrest Gump. คำคม คมคำของ ฟอร์เรสท์ กัมพ์” (ฉบับจิ๋ว) จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์คู่แข่งบุ๊คส์ เมื่อ พ.ศ. 2538 จีระนันท์ได้แปลประโยคดังกล่าวไว้อย่างสละสลวยว่า “อย่างน้อย...ผมก็มีชีวิตที่ไม่เคยราบเรียบ” 

          นับเป็นอีกประโยคหนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และให้กำลังใจในการดำเนินชีวิตของคนเรา เพราะการเดินทางของชีวิตมนุษย์ย่อมมีเรื่องราวเสมอ มีคนเคยกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า "เมื่อถึงวันที่เรามองย้อนกลับไปในชีวิต จงหวังว่าเราจะสามารถบอกตัวเองได้ว่า อย่างน้อย...ชีวิตของเราไม่เคยราบเรียบจนเกินไป" นี่ไม่ใช่เพียงประโยคสวยหรู แต่คือคำเตือนใจสำคัญที่ชวนเราตั้งคำถามกับทุกวันของการมีชีวิตอยู่ว่า เรากำลัง "มีชีวิต" หรือเพียงแค่ "ดำเนินไปตามวงจรเดิม"

          ชีวิตที่ไม่ราบเรียบ ไม่ได้หมายถึง ชีวิตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายหรือความเสี่ยง แต่หมายถึง ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง ชีวิตที่เต็มไปด้วยการลองผิดลองถูก การเรียนรู้ การก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ และการเลือกที่จะเดินตามสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง แม้จะมีความกลัวปะปนอยู่ก็ตาม นับเป็นมุมมองชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งที่ว่า "ความไม่ราบเรียบ" เป็นของขวัญอันล้ำค่า และเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณย้อนกลับมามองตัวเองในอนาคตด้วยความภาคภูมิใจ

ความราบเรียบอาจสบาย แต่ไม่เคยสร้างเรื่องราว

          เราทุกคนมีช่วงเวลาที่อยากให้ชีวิตนิ่งสงบ ปลอดภัย และคาดเดาได้ แต่ถ้านานเกินไป ความรู้สึกนั้นจะกลายเป็นความจำเจ ความจำเจนี้จะค่อย ๆ กลืนความกระตือรือร้น ความฝัน และพลังของเราไปโดยไม่รู้ตัว ชีวิตที่ "ไม่ได้ราบเรียบ" คือชีวิตที่คุณได้ลองสิ่งใหม่ ๆ แม้จะเล็กน้อย เช่น เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เปลี่ยนเส้นทางเดินทางกลับบ้าน กล้าพูดในที่ประชุม ลงมือเริ่มโปรเจกต์ที่ค้างคา หรือการตัดสินใจเดินหน้าสิ่งที่เคยกลัว

          สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้แต่ละวันต่างจากเดิม และเมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่ที่น่าจดจำในชีวิต ลองนึกภาพตัวคุณในอนาคตที่หันกลับมามองตัวเองตอนนี้ คุณจะอยากเห็นชีวิตที่แบนเรียบ หรือชีวิตที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของการเติบโต

ความกลัวเป็นเพียงเพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่ศัตรู

          หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เรายึดติดกับชีวิตที่ราบเรียบคือ ความกลัว กลัวล้มเหลว กลัวผิดหวัง กลัวถูกตัดสิน กลัวเริ่มต้นใหม่ แต่ความจริงก็คือ ทุกคนบนโลกนี้กลัวเหมือนกัน ความแตกต่างมีเพียงว่าใคร "เดินต่อไปพร้อมความกลัว" และใคร "หยุดอยู่กับที่เพราะความกลัว"

          ความไม่ราบเรียบของชีวิตเกิดขึ้นในวันที่เราตัดสินใจเดินต่อแม้จะไม่มั่นใจ เช่นเดียวกับนักเดินทางที่ยังมองไม่เห็นขอบฟ้า แต่ยังก้าวต่อไปเพราะรู้ว่าการหยุดนั้นไม่พาไปไหน บางครั้งเราอาจล้ม บางครั้งอาจผิดพลาด แต่ก็อย่าลืมว่า แผลเป็นทุกแผลคือ บทเรียนที่ทำให้เรามีชีวิตที่ลึกซึ้งขึ้น

ไม่มีเรื่องราวยิ่งใหญ่ใดเกิดจากความสบาย

          ทุกความสำเร็จที่คุณชื่นชมในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักกีฬา นักสร้างสรรค์ ศิลปิน หรือแม้แต่คนธรรมดาที่กลายเป็นแรงบันดาลใจ ล้วนเกิดขึ้นจากวันที่พวกเขาตัดสินใจไม่ใช้ชีวิตอย่างราบเรียบ พวกเขาเลือกความยากมากกว่าความสบาย ความท้าทายมากกว่าความปลอดภัย ความกล้าเหนือความกลัว และคุณก็ทำได้เช่นกัน เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโลก ไม่จำเป็นต้องมีผลงานระดับประวัติศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงการสร้าง "เรื่องราวของตัวเอง" ให้มีคุณค่า และมีความหมายต่อหัวใจของตัวคุณเอง

วันที่เหนื่อยล้า คือวันที่เรื่องราวกำลังถูกเขียนขึ้น

          คนจำนวนมากคิดว่าชีวิตที่ไม่ราบเรียบต้องเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์ เต็มไปด้วยความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริง ชีวิตที่ทรงคุณค่าที่สุดมักจะประกอบด้วยช่วงเวลาแบบนี้ วันที่รู้สึกว่าพยายามแล้วแต่ไม่เห็นผล วันที่ต้องเริ่มต้นใหม่หลายครั้ง วันที่รู้สึกว่าเดินช้าเหลือเกิน วันที่ต้องอดทนกับสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อไปให้ถึงสิ่งที่รัก วันที่ต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง  ช่วงเวลาเหล่านี้ต่างหากคือ บทที่สำคัญที่สุดในหนังสือชีวิต เพราะมันสอนเราให้เข้มแข็ง สอนให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น และทำให้เรามีมุมมองที่โตขึ้นกว่าที่เคย เมื่อวันหนึ่งคุณได้อ่าน "บทที่ยากที่สุด" กลับไป คุณจะรู้สึกขอบคุณตัวเองในตอนนั้นอย่างสุดหัวใจ

ชีวิตที่ไม่ราบเรียบ คือชีวิตที่ได้ใช้หัวใจนำทาง

          การเลือกเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ไม่ใช่เพราะอยากลำบาก แต่เพราะหัวใจเรียกร้องให้เราก้าวไป ลองถามตัวเองแบบตรงไปตรงมาว่า อะไรคือสิ่งที่คุณอยากลองทำสักครั้ง? อะไรคือสิ่งที่คุณเสียใจที่สุดที่ยังไม่ได้เริ่ม? เสียงเรียกร้องไหนในใจที่คุณเงียบมานานเกินไป? บางครั้งคำตอบอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ อาจเป็นเพียงการอยากเรียนวาดรูป อยากเปิดร้านเล็ก ๆ อยากออกเดินทางหนึ่งครั้ง อยากปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นทีละน้อย หรืออยากกลับไปเป็นตัวเองที่สดใสแบบเมื่อก่อน ไม่ว่าจะเป็นอะไร หากมันมีความหมายต่อหัวใจของคุณ ก็จงให้คุณค่ากับมัน

วันหนึ่งคุณจะขอบคุณ "ความไม่ราบเรียบ" นี้เอง

          ลองหลับตาและนึกภาพตัวเองในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ยืนอยู่บนยอดเขาแห่งประสบการณ์ แล้วมองย้อนกลับมาที่เส้นทางที่เดินผ่านมาอย่างยาวนาน วันนั้นคุณอาจพูดกับตัวเองว่า "ดีแล้วที่วันนั้นฉันกล้าก้าวออกมา" "ดีแล้วที่ฉันไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ" "ดีแล้วที่ชีวิตของฉันไม่เคยเดินเป็นเส้นตรง" และคุณจะภาคภูมิใจที่ได้มีชีวิตที่เต็มไปด้วยบทเรียน เต็มไปด้วยความหมาย เต็มไปด้วยโอกาส เต็มไปด้วยความท้าทายที่ทำให้คุณแข็งแรงขึ้น เต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจเต้นแรง สุดท้าย คุณจะพูดได้เต็มปากว่า "อย่างน้อย...ผมก็มีชีวิตที่ไม่เคยราบเรียบ" เพราะนั่นคือ ชีวิตที่ "ถูกใช้" อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงถูกปล่อยให้ผ่านไปวัน ๆ

วันนี้…คุณจะเลือกแบบไหน?

          ชีวิตไม่เคยต้องสมบูรณ์แบบ แต่ควรเป็นชีวิตที่คุณภูมิใจเมื่อหันกลับไปมอง หากตอนนี้ชีวิตคุณกำลังนิ่งเกินไป ให้ลองเติมสีสันบางอย่างเข้าไป หากตอนนี้ชีวิตคุณกำลังวุ่นวายจนหมดแรง ให้จำไว้ว่าความไม่ราบเรียบนี้เองคือ เรื่องราวในอนาคต และหากวันนี้คุณกำลังลังเลที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ให้ใช้ประโยคนี้เป็นแรงผลักดัน

"Always be able to look back and say, 'At least I didn't lead no humdrum life.'"

          เพราะความหมายลึก ๆ คือ จงกล้าที่จะมีชีวิตที่คุณพร้อมจะเล่าอย่างภาคภูมิใจในวันหนึ่ง ขอให้ชีวิตของคุณเป็นตำนานที่ดีที่สุดที่จะถูกเล่าขานต่อไปในอนาคต และใช้เป็นประโยคที่เตือนใจเราให้ “เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนักผจญภัย ไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์” เพื่อเมื่อถึงเวลาที่เรามองย้อนกลับไป เราจะมีเรื่องราวมากมายที่น่าเล่า และรู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ที่สุด......