หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ ๑๗ ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado บทที่ 8 Qualitative Data Analysis รวมทั้งผมเพิ่มเติมแนวคิดของผมเองเข้าไปด้วย
ข้อมูลเชิงคุณภาพเรื่องนักเรียนถูกดูถูกว่ายากจน ที่นักเรียนแต่ละคนเขียนข้อสะท้อนคิดของตนคนละหนึ่งย่อหน้า และที่ได้จากการทำแบบสอบถามปลายเปิด สมมติว่าได้มา ๘๐ คำตอบ เรียกว่าข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) เป็นข้อมูลที่ต้องมีการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงคุณภาพ แตกต่างจากข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative data) ตรงที่ข้อมูลเชิงปริมาณนับได้ วัดได้ เป็นข้อมูลเชิงตัวเลข นำมาคำนวณและเปรียบเทียบหาความหมายได้ง่าย มีความเป็นรูปธรรม (objectivity) สูง แต่ข้อมูลเชิงคุณภาพทำเช่นนั้นไม่ได้ และมีความเป็นนามธรรม (subjectivity) สูง การหาความหมายจากข้อมูลจริงของนักเรียน ต้องการทักษะ ๓ ประการ ที่ไม่มีอยู่ในการศึกษาแบบที่ใช้กันอยู่ ได้แก่
- ทักษะของนักวิจัย เมื่อมีข้อมูลเชิงคุณภาพแล้ว จะวิเคราะห์หาความหมายให้น่าเชื่อถือ และแม่นยำ ได้อย่างไร
- ทักษะของทีมวิจัย จะวิเคราะห์หาความหมาย ของข้อมูลเชิงคุณภาพ ให้น่าเชื่อถือ และแม่นยำ ได้อย่างไร
- ทักษะของครู ในการทำหน้าที่ นั่งร้าน (scaffolding) ช่วยหนุนนักเรียน ผู้เป็นนักวิจัยมือใหม่
นักเรียนควรตั้งคำถามต่อข้อมูล ไม่ด่วนหาข้อสรุป เพื่อเปิดพื้นที่ให้เข้าใจประสบการณ์ของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะนำสู่ความเข้าใจเชิงวิพากษ์ และการเรียนรู้ระดับเปลี่ยนใจตนเอง (transformative learning)
ดำเนินการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ
ข้อมูลเชิงคุณภาพควรช่วยให้ครูและทีมวิจัยเล่าเรื่องราว รวมทั้งช่วยให้ครู นักเรียน และผู้เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจประสบการณ์ และทัศนคติของตนเอง และของผู้เกี่ยวข้อง ในระดับที่ลึก
เป้าหมายของการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ คือ การนำประสบการณ์ของทีมวิจัยออกสู่การนำเสนอ
งานในขั้นตอนนี้ มีเป้าหมายให้นักเรียนมีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพ (qualitative data) ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการ 3 ขั้น ได้แก่ (1) การเข้ารหัสข้อมูล (coding) (2) การจัดหมวดหมู่ (categorizing) และ (3) การตีความและหาข้อสรุป (interpreting and drawing conclusions) ทั้งนี้กระบวนการวิเคราะห์ช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับประสบการณ์ของตนเอง และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ทั้งยังส่งเสริมให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลงในชั้นเรียนผ่านการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ข้อมูลเชิงคุณภาพคืออะไร
ข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) คือข้อมูลที่มีลักษณะเป็นคำพูด ภาพ หรือสัญลักษณ์ที่สะท้อนประสบการณ์ มุมมอง ความรู้สึก และความหมายของผู้เรียน ตัวอย่างได้แก่ บันทึกการสนทนา (transcripts) บันทึกภาคสนาม (field notes) งานศิลปะ งานเขียนส่วนตัว วิดีโอ ภาพถ่าย และสิ่งสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่สะท้อนเสียงของนักเรียน การยอมรับข้อมูลเหล่านี้ในฐานะ “ข้อมูล” ช่วยเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีตัวตนในกระบวนการวิจัย และทำให้การเรียนรู้มีความเป็นมนุษย์ และมีคุณค่ามากขึ้น
เตรียมข้อมูล
ขั้นตอนการเตรียมข้อมูลคุณภาพเพื่อการวิเคราะห์อย่างมีระบบ เน้นการจัดระเบียบข้อมูลที่ได้จากนักเรียน เช่น การถอดเสียงจากการสัมภาษณ์หรือการสนทนา การจัดระเบียบบันทึกภาคสนาม การรวบรวมงานศิลปะหรือสิ่งประดิษฐ์ให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงและวิเคราะห์ได้ง่าย คืออยู่ในสภาพข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้วิจัยควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วน ชัดเจน และมีความสัมพันธ์กับคำถามวิจัย เพื่อให้สามารถตีความได้อย่างมีความหมาย การเตรียมข้อมูลอย่างรอบคอบเป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการวิเคราะห์เชิงคุณภาพที่ดี
ใส่โค้ดข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านกระบวนการ "โค้ด" หรือการจัดหมวดหมู่ข้อมูล เป็นการแบ่งข้อมูลทั้งหมดออกเป็นส่วนย่อยที่มีขนาดเล็กลง เพื่อให้ครูและนักเรียนร่วมกันตีความ หรือให้ความหมายข้อมูลได้ง่ายขึ้น โค้ดอาจเป็นคำหรือวลีที่สะท้อนแนวคิดหรือประเด็นสำคัญที่ปรากฏในข้อมูล เช่น ประสบการณ์ของนักเรียน ความรู้สึก หรือความอยุติธรรม กระบวนการนี้ต้องให้นักเรียนเป็นผู้นำการกำหนดและอภิปรายโค้ด (ครูทำหน้าที่อำนวยความสะดวก เน้นตั้งคำถามกระตุ้นความคิด) เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและการเป็นเจ้าของข้อมูลร่วมกัน การโค้ดไม่ใช่เพียงการจัดระเบียบ แต่เป็นกระบวนการคิดอย่างวิพากษ์และตีความโลกผ่านสายตาของผู้เรียน
โค้ดแบบ อุปนัย (Inductive Coding) เป็นกระบวนการโค้ดข้อมูลแบบอิงจากข้อมูล (data-driven) ที่ไม่ตั้งสมมุติฐานล่วงหน้า แต่ให้แนวคิดหรือหมวดหมู่ (codes) ค่อย ๆ ปรากฏจากการอ่านข้อมูลซ้ำ ๆ อย่างละเอียด (โดยมีโจทย์วิจัยเป็นฐานอยู่ในใจ) กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้เสียงของนักเรียน (student voice) ให้ความหมายในแบบที่เป็นจริง ไม่ถูกตีกรอบด้วยมุมมองของผู้ใหญ่หรือครูเท่านั้น นักเรียนที่เป็นทีมวิจัยและนักเรียนอื่นๆ ทำงานร่วมกันในการสร้างโค้ดจากประสบการณ์และภาษาเฉพาะของนักเรียนเอง เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมความเท่าเทียมในอำนาจการตีความข้อมูล และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ทรงพลังจากความจริงในชีวิตของผู้เรียน
การจัดกลุ่มข้อมูลแบบอุปนัยนี้ เป็นการพัฒนาสิ่งที่เป็นรูปธรรม มีความชัดเจน (specific) สู่ความหมายเชิงนามธรรม (abstract) มีความท้าทายคือ ต่างคนอาจมองวิธีจัดกลุ่มต่างกัน วิธีนี้จึงมักต้องใช้เวลานาน กว่าจะบรรลุข้อตกลงแบบฉันทามติกันได้
โค้ดแบบ นิรนัย (Deductive Coding) เป็นการโค้ด (จัดกลุ่ม) ข้อมูลโดยใช้กรอบแนวคิดหรือหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งมักมาจากทฤษฎี คำถามวิจัย หรือกรอบการเรียนรู้ที่ครูหรือนักวิจัยวางไว้ กระบวนการนี้ช่วยให้การวิเคราะห์มีทิศทางและสามารถเปรียบเทียบข้อมูลกับแนวคิดที่มีอยู่ได้อย่างเป็นระบบ แนะนำให้ทำตารางจัดหมวดหมู่ความคิดไว้ล่วงหน้า สำหรับให้ทีมวิจัยและนักเรียนอื่นๆ สะท้อนคิดข้อมูลบรรจุลงในแต่ละส่วนของตาราง
จุดอ่อนของการจัดกลุ่มข้อมูลแบบนิรนัยคือ อาจมีข้อมูลหรือเสียงนักเรียนที่อยู่นอกกรอบที่กำหนด จึงแนะนำให้เปิดพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรับฟังเสียงของนักเรียนที่อยู่นอกกรอบที่กำหนดไว้ และแนะนำให้นำการโค้ดแบบอุปนัย และนิรนัย มาใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้การวิเคราะห์ที่ลุ่มลึกและครอบคลุมยิ่งขึ้น
ภาคฝึกปฏิบัติ
- ดำเนินการจัดกลุ่ม (โค้ด) ข้อมูลแบบอุปนัย จากการร่วมกันตีความและจัดกลุ่ม แยกออกเป็นชิ้นๆ (segment) โดยทีมงาน โดยแต่ละคนมีอิสระในการเสนอความเห็นในการวิเคราะห์ ตามโจทย์วิจัย
- ดำเนินการแบบนิรนัย โดยใช้ตารางเข้าช่วย ให้ทีมงานจัดกลุ่มข้อมูลเข้าตาราง โดยอาจมีการปรับปรุงตารางให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
- ร่วมกันสะท้อนคิดต่อประสบการณ์ที่เกิดขึ้น กระบวนการแบบใหนช่วยให้คิดลึกซึ้งกว่า ช่วยให้เข้าใจความหมายของข้อมูลแต่ละตอน (segment) ได้ดีกว่า นำสู่ความเข้าใจข้อมูลในภาพรวม เพื่อการตอบโจทย์วิจัยได้ดีกว่า ฯลฯ
ตัวอย่างผลการโค้ด เรื่องการเอื้ออำนาจแก่เยาวชน
| โค้ดระดับ ๑ (กว้าง) | ความหมาย/นิยาม | โค้ดระดับ ๒ (จำเพาะ) | ความหมาย/นิยาม |
| ๑, ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างเยาวชน - ผู้ใหญ่ | เยาวชนกับผู้ใหญ่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร ปฏิสัมพันธ์นั้นแสดงออกมาในข้อมูลอย่างไร | ๑.๑ ผู้ใหญ่รวบอำนาจ (adultism) | ผู้ใหญ่มีปฏิสัมพันธ์กับเยาวชนแตกต่างกันตามอายุของเยาวชน หรือผู้ใหญ่ปฏิบัติตัวในฐานะที่มีอำนาจเหนือกว่า |
| ๑.๒ เอื้ออำนาจ (empowerment) | ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อเยาวชนในฐานะคนเสมอกัน เป็นเพื่อนหรือผู้ร่วมงาน มีการสะท้อนคิดร่วมกันในฐานะหุ้นส่วน | ||
| ๒. เสียงของเยาวชน | วิธีการที่เยาวชนเสนอข้อคิดเห็นของตน ในประเด็นที่ตนให้ความสำคัญ ในหลากหลายสถานการณ์ หรือหลากหลายบริบท | ๒.๑ การเสนอจุดยืนของตน โดยเยาวชน | นักเรียนเสนอให้ บรรจุวาระ นักเรียนเสนอข้อเรียกร้อง ในการประชุม เป็นการกำหนดวาระการประชุมที่ให้โอกาสนักเรียนได้เสนอข้อคิดเห็น |
| ๒.๒ การเสนอจุดยืนของเยาวชน เรื่องนโยบายใหม่ด้านการศึกษา | นักเรียนเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ตนต้องการ ในโรงเรียน หรือในเขตพื้นที่ ต่อผู้กำหนดนโยบาย หรือต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ | ||
| ๒.๓ เยาวชนเสนอมุมมองของตนผ่านงานศิลปะ | นักเรียนเสนอหรือแสดงออกด้านค่านิยม แรงบันดาลใจ หรือความเชื่อ ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ เช่น ภาพวาด บทกวี ดนตรี สุนทรพจน์ |
การฝึกฝนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม ทำโดยครูและนักเรียนร่วมกันเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การเลือกชิ้นข้อมูล การโค้ดข้อมูล และการอภิปรายตีความร่วมกัน เพื่อฝึกความเข้าใจในกระบวนการและเสริมพลังให้กับเสียงของนักเรียน กระบวนการนี้ควรเปิดกว้างต่อความหลากหลายของมุมมอง ใช้ทั้ง inductive และ deductive coding และให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสื่อสารอย่างแท้จริง
การฝึกฝนควรเน้นการพัฒนาทักษะการตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล และให้ความหมายสาระจากเสียงของนักเรียนผู้ให้ข้อมูลอย่างอิสระ เพื่อเชื่อมโยงสู่การเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนและโรงเรียน
ช่วงของข้อมูล (Coding Segments) กระบวนการโค้ดข้อมูล (coding) เป็นการแบ่งข้อมูลออกเป็นช่วงๆ (segments) แล้วให้ความหมายหรือ “โค้ด” แก่แต่ละช่วง เพื่อช่วยให้เข้าใจข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างลึกซึ้ง โดยเน้นว่า แต่ละโค้ดต้องสะท้อนความหมายจากมุมมองของผู้ให้ข้อมูล ไม่ใช่จากอคติของนักวิจัย
แต่ละช่วงต้องมีความยาวพอเหมาะ แนะนำว่าควรยาวสองสามบรรทัดถึงหนึ่งย่อหน้า ไม่ควรสั้นเพียงสองสามคำ หรือยาวเป็นหน้ากระดาษ “พอเหมาะ” ในที่นี้หมายถึงพอเหมาะต่อการตีความให้ความหมายต่อข้อความช่วงนั้น หากสั้นเกินไป อาจมีข้อความไม่พอสำหรับให้ความหมาย หากยาวเกินไป อาจมีหลายความหมายอยู่ในช่วงนั้น เราต้องการให้ข้อมูลแต่ละช่วงมีหนึ่งความหมายหลัก
การโค้ดควรทำอย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยเริ่มจากการอ่านข้อมูลอย่างตั้งใจ ทำความเข้าใจบริบท แล้วค่อยๆ สังเกตคำ วลี หรือประเด็นที่เกิดซ้ำ หรือมีพลังสะเทือนอารมณ์/ความคิด ซึ่งอาจนำไปสู่หัวข้อหรือประเด็นเชิงแนวคิดที่ลึกขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการโค้ดร่วมกับผู้อื่น เช่น เพื่อนนักเรียนหรือครู เพื่อสร้างความหลากหลายของมุมมอง และช่วยให้การตีความมีความรอบด้านยิ่งขึ้น
การโค้ดไม่ใช่แค่เทคนิค แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ การฟัง และทำความเข้าใจเสียงของนักเรียนอย่างให้คุณค่า เพื่อให้ข้อมูลกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
กระบวนการโค้ดดิ้ง กระบวนการโค้ดข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative coding) เน้นที่การแยกแยะข้อมูลให้มีระเบียบและสามารถใช้วิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนแรกคือการทำความเข้าใจข้อมูลที่มี โดยการอ่านข้อมูลหรือบันทึกจากนักเรียนหลายๆ ครั้ง เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดหรือเขียน จากนั้นเริ่มระบุประเด็นหลักหรือคำสำคัญที่มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกันในข้อมูลที่มี
การโค้ดนั้นมีทั้งแบบอุปนัย (Inductive) และแบบนิรนัย (Deductive) การโค้ดแบบอุปนัยเริ่มต้นจากข้อมูลที่มีและค่อยๆ สร้างหัวข้อหรือโค้ดขึ้นจากข้อมูลเอง ส่วนการโค้ดแบบนิรนัยเริ่มต้นจากหัวข้อหรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้วและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลที่มีให้ตรงกับโค้ดที่ตั้งไว้
อาจใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วย เช่น spreadsheet (Excel หรือ Google Sheet) อำนวยความสะดวกในการจัดหมวดหมู่ความหมายของข้อมูล
ตัวอย่างการโค้ดโดยใช้ spreadsheet
| ส่วนหนึ่งของข้อความ | ผู้เสนอ | ชื่อโค้ด | คำอธิบายโค้ด |
| น่าสนใจมากที่ผู้ใหญ่รวบอำนาจในการดำเนินการ แม้จะมีนักเรียนคนหนึ่งถามว่า ขอให้เยาวชนดำเนินการก่อนได้ไหม ก็ไม่มีใครฟัง เยาวชนถูกบังคับให้รอจนผู้ใหญ่ดำเนินการเสร็จ | ครูคาร์ลอส | การโฆษณาชวนเชื่อของนักเรียน | ตัวอย่างการโฆษณาชวนเชื่อโดยนักเรียน ต่อเพื่อนนักเรียน |
| ร้ายยิ่งกว่านั้น ผู้ใหญ่หลายคนออกไปจากห้องประชุมหลังพูดเสร็จ ไม่คิดจะฟังคนอื่น ไม่คิดจะฟังเยาวชน แม้ครูโนนิจะกล่าวว่า นักเรียนเป็นศูนย์กลางของเขตพื้นที่ แต่พฤติกรรมที่เห็น นักเรียนไม่ได้เป็นศูนย์กลางแม้ในโรงเรียนของตน | ครูคาร์ลอส | ลัทธิผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือ (adultism) | ตัวอย่างที่ผู้ใหญ่ถือเอาเสียงของพวกตนเป็นใหญ่ ไม่ฟังเสียงของเยาวชน |
| การที่ครูเอียนถูกเรียกชื่อ ว่ายังไม่ได้เสนอความเห็นใดๆ | ครูคาร์ลอส | ลัทธิผู้ใหญ่มีอำนาจเหนือ (adultism) | ตัวอย่างที่ผู้ใหญ่ถือเอาเสียงของพวกตนเป็นใหญ่ ไม่ฟังเสียงของเยาวชน |
ขั้นตอนถัดมาคือการจัดกลุ่มโค้ดที่มีความคล้ายคลึงกัน และสร้างธีม (หัวข้อ หรือกลุ่มข้อมูล) ที่เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นชุดความรู้ที่มีความหมายมากขึ้น เมื่อทำการโค้ดเสร็จสิ้น นักเรียนหรือผู้วิจัยจะต้องทบทวนและปรับแต่งโค้ดที่ใช้ในการวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับบริบทและประเด็นที่ต้องการเข้าใจ และเหมาะสมต่อการนำเสนอต่อผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง
เพื่อให้ผลการวิจัยที่นำเสนอต่อผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องมีความกระทัดรัดเข้าใจง่าย แนะนำว่าผลการจัดกลุ่มข้อมูล (โค้ดดิ้ง) ควรมี ๕ หรือไม่เกิน ๗ โค้ด และมีไม่เกิน ๒๐ - ๒๕ โค้ดย่อย
การโค้ดเป็นกระบวนการที่ไม่เพียงแค่การจัดระเบียบข้อมูล แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิด วิเคราะห์ (ตีความ) และเชื่อมโยงข้อมูลในมุมมองที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการตีความที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในเรื่องที่นักเรียนกำลังศึกษาหรือสนใจ
วิเคราะห์ข้อมูลเป็นทีม
กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลในทีม เป็นส่วนสำคัญในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจข้อมูลตรงกับเจตนาของนักเรียนผู้ให้ข้อมูล เกิดการเรียนรู้จากข้อมูลที่รวบรวมไว้ ทีมงานต้องแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับจากการเก็บข้อมูล ซึ่งช่วยให้ทุกคนในทีมมีมุมมองที่หลากหลายและลึกซึ้งมากขึ้น
การทำงานเป็นทีมในการวิเคราะห์ข้อมูลมีหลายขั้นตอน เริ่มจากการแบ่งปันข้อมูลที่เก็บได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อความจากการสัมภาษณ์ ผลสำรวจ หรือสังเกตการณ์ จากนั้นสมาชิกในทีมจะร่วมกันโค้ดข้อมูลเพื่อระบุหัวข้อหรือธีมที่สำคัญ โดยใช้วิธีการโค้ดแบบอุปนัย หรือนิรนัย หรือใช้ร่วมกันทั้งสองแนว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์คำถามการวิจัย
หลังจากการโค้ดเสร็จสิ้น สมาชิกทีมจะช่วยกันจัดกลุ่มและประเมินโค้ดต่างๆ เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงหรือรูปแบบที่มีความหมายในข้อมูลนั้นๆ อาจพิจารณารวมโค้ดที่มีความหมายเดียวกันหรืออยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่นรวมโค้ด เกรด, GPA, และ ผลสอบ เป็นโค้ดเดียวชื่อ ผลลัพธ์ทางวิชาการ เน้นการนำเสนอประเด็นหรือธีม ที่สามารถนำไปสู่การอภิปรายเชิงลึกและการแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อชุมชนนักเรียน และผู้เกี่ยวข้อง
ต้องไม่ลืมจัดการเรื่องอคติ โดยตรวจสอบอคติที่อาจแฝงอยู่ในข้อมูล ตระหนักว่า ข้อมูลจากรายบุคคลเป็นข้อมูลที่มีธรรมชาติแฝงอคติที่มาจากประสบการณ์ตรงของชีวิตของผู้นั้น ข้อมูลที่ได้มาจึงไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นกลาง แต่เป็นข้อมูลจากหลากหลายมุมมองหรืออคติที่ได้จากประสบการณ์ตรงของชีวิตที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์และจัดกลุ่มของทีมวิจัยจึงต้องใช้มุมมองที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และระวังอคติของตนเองหรือพวกตน ในการหยิบมาเฉพาะประเด็นที่ตนเห็นด้วย (confirmation bias) หรือหยิบมาเฉพาะประเด็นหรือหลักฐานชิ้นหลังๆ (เพราะลืมข้อมูลชิ้นก่อนๆ ไปแล้ว - recency bias)
การวิเคราะห์ข้อมูลในทีมไม่เพียงแต่เป็นการแยกแยะและจัดระเบียบข้อมูล แต่ยังเป็นการเสริมสร้างการทำงานร่วมกันและการคิดเชิงวิพากษ์ การเรียนรู้จากประสบการณ์และมุมมองของผู้อื่น จะช่วยให้สมาชิกของทีมสามารถเข้าใจปัญหาหรือคำถามการวิจัยได้อย่างรอบด้าน (นำสู่การเรียนรู้และพัฒนาภายในตน) และสร้างคำตอบที่มีประสิทธิภาพและมีความหมายมากขึ้น
สร้างนั่งร้านช่วยนักเรียน
หลักฐานกับความเห็น
การแยกแยะระหว่าง “หลักฐาน” กับ “ข้อคิดเห็น” ในกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ มีความสำคัญยิ่ง โดยหลักฐาน (evidence) หมายถึง ข้อมูลที่ได้จากแหล่งจริง เช่น คำพูดของนักเรียน บันทึกการสังเกต หรือแบบสอบถาม ส่วนข้อคิดเห็น (opinion) คือการตีความหรือการสรุปของผู้วิจัย
ครูอาจช่วยสร้างนั่งร้าน หนุนให้นักเรียนได้ฝึกแยกแยะระหว่างหลักฐานกับข้อคิดเห็น โดยจัดกิจกรรมเล่นแสดงบทการเสนอแนะให้ผู้บริหารโรงเรียนปรับปรุงห้องสมุด โดยนักเรียนทีม ก (สาม-สี่คน) เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ห้องสมุด ทีม ข (จำนวนเท่ากัน) เสนอข้อมูลและข้อวิเคราะห์จากการวิจัย นักเรียนที่เหลือแสดงบทผู้บริหารหรือผู้กำหนดนโยบาย เมื่อสองทีมเสนอจบ นักเรียนที่เหลือให้ความเห็นว่าข้อเสนอของทีมใดน่าเชื่อถือ ชวนสนองตอบมากกว่า เพราะเหตุใด
ฝึกหารูปแบบ (pattern)
ครูอาจชวนนักเรียนเล่นเกม เพื่อฝึกหารูปแบบ หรือจัดกลุ่ม เช่น เมื่อครูพูดคำต่อไปนี้จบ นักเรียนคนใดบอกได้ว่าคำเหล่านั้นมีจุดร่วมเป็นคำใด ให้ยืนขึ้น แล้วตอบ หากตอบถูกได้รางวัล ตะเพียน ช่อน ชะโด นาย ก ลุกขึ้น และตอบว่า ปลาน้ำจืด และได้รับรางวัล
ครูอาจบอกชื่อที่มีความหมายซับซ้อนขึ้น เช่น ปลาทู วาฬ โลมา นาย ข ลุกขึ้น และตอบว่า ปลาทะเล ซึ่งผิด นส. ค ลุกขึ้น และตอบว่า สัตว์ทะเล ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูก เป็นกิจกรรมที่นำสู่การพูดคุยทำความเข้าใจรูปแบบการจัดกลุ่ม และความหมายของแต่ละถ้อยคำ
สร้างโมเดลของกระบวนการ
ครูอาจให้นักเรียนฝึกวิธีสร้าง “โมเดล” หรือแบบจำลองกระบวนการ สำหรับหารูปแบบ (pattern) จากข้อมูลที่นักเรียนช่วยกันรวบรวม เช่นครูอาจให้นักเรียนไปช่วยกันค้นชื่อภาพยนตร์ไทยที่แสดงเรื่องราวของครู แล้วนำมาดูพร้อมกันทีละเรื่อง แล้วนักเรียนช่วยกันระบุคำที่สะท้อนลักษณะจำเพาะของครูในภาพยนตร์ เช่นในเรื่อง ก ได้คำว่า เสียสละ รักนักเรียน มีเมตตา เรื่อง ข ได้คำว่า เจ้าระเบียบ เจ้าอารมณ์ ปากร้าย เป็นต้น เมื่อดูไปหลายๆ เรื่อง และได้คำสะท้อนลักษณะของครูมาจำนวนหนึ่ง ครูชวนนักเรียนสังเกตสิ่งที่เห็นซ้ำๆ เช่นอาจเห็นว่า ครูผู้หญิงเป็นคนมีความเห็นอกเห็นใจนักเรียนที่เรียนอ่อนมากกว่าครูผู้ชาย
กระบวนการสนทนาระหว่างนักเรียน โดยครูช่วยทำหน้าที่ตั้งคำถาม (ซึ่งบางครั้งเป็นคำถามนำ – scaffolding) นี้ ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ๒ ด้าน (๑) นักเรียนสามารถร่วมกันสรุปข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ด้วยตนเอง จากข้อมูลจริง และร่วมกันสร้างแบบแผนวิธีคิดไปสู่ข้อสรุปได้ ไม่ใช่เอาแต่ฟังและเชื่อจากแหล่งภายนอก (๒) ได้เรียนรู้รูปแบบวิธีวิแคราะห์เชิงวิพากษ์ (critical analysis) ต่อถ้อยคำ คือไม่เพียงวิเคราะห์ว่าตามในภาพยนตร์ ครูไทยเป็นคนเจ้าระเบียบ แต่มีการวิพากษ์ต่อว่าในความเป็นจริงผู้คนเขาคิดอย่างไรต่อครู ในเรื่องความเป็นคนเจ้าระเบียบ หรืออาจร่วมกันวิเคราะห์ว่า เรื่องความเป็นคนเจ้าระเบียบของครูในโรงเรียนของตนเองเป็นอย่างไร มีข้อดีหรือข้อเสียต่อนักเรียนอย่างไร
กระบวนการที่ใช้กับข้อมูลเชิงคุณภาพ ขั้นตอนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย ๗ ขั้นตอน ได้แก่
- กำหนดข้อมูลที่จะใช้ตอบคำถามวิจัย
- ทำความชัดเจนเรื่องคำถาม
- ทำความเข้าใจข้อมูล อ่านด้วยใจที่เปิดกว้าง
- ต่อข้อมูลแต่ละแหล่ง ทำความเข้าใจเพื่อตอบคำถามวิจัย
- เมื่อได้หลักฐานหลายหลักฐานจากแต่ละแหล่งข้อมูล ตรวจหารูปแบบ (pattern) และความถี่ที่พบ ธีมอะไรที่โผล่ออกมาจากแหล่งข้อมูลนั้น พบกี่ครั้งในแหล่งข้อมูลนั้น พบกี่ครั้งในทุกแหล่งข้อมูล
- ตรวจสอบข้อมูลสำคัญที่อยู่นอก ธีม
- เล่าเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลที่รวบรวมมาได้
สร้างข้อสรุป
หลักการในเรื่องข้อมูลเชิงคุณภาพคือ ทีมวิจัยสรุปได้ตรงตามข้อมูลที่รวบรวมมา โดยระมัดระวังปัจจัยที่ทำให้เข้าใจผิดและสรุปผิด เช่นข้อมูลที่มาจากนักเรียนเพียงคนเดียว ไม่น่าจะนำไปเสนอเป็นภาพแทนนักเรียนทั้งหมดได้ ต่างจากข้อมูลที่มาจากนักเรียนหลายคน ต่างอายุ ต่างสถานภาพด้านผิวและเชื้อชาติ
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ข้อสรุปตรงหรือตอบคำถามวิจัย
สรุป
ข้อเรียนรู้หลัก
- เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ
- ข้อมูลหลักฐาน เหนือความเห็น
- ทำงานเป็นทีม
- มีการเตรียมข้อมูล
- โค้ดดิ้ง แบบอุปนัย และแบบนิรนัย
- กำหนดรูปแบบ (pattern)
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.ค. ๖๘ ปรับปรุง ๔ ส.ค. ๖๘ และ ๕ ต.ค. ๖๘
I know of 3 major issues on qualitative research:
- measurements (coding) of values (of variables) -different biases give incorrect data, same code for different values or different codes for same values;
- statistical tools used to derive deeper analyses -often wrong tools are used because the conditions for correct use are not follow rigorously (the underlining assumptions are not properly considered in selection of tools); common examples are treating discreet variables as continuous variables (with numeric coding for groups);
- researcher’s bias and preference, often guide results to certain presumption or conclusion that fits apparently safe outcomes for the researcher.
In sum, qualitative data, qualitative methods, and qualitative research have issues.