วันที่ ๑๗ – ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๘   ผมเข้าประชุมคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ (IAC – International Award Committee)  มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ที่ห้องน่าน  ชั้น ๔ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนทัล  สีลม ด้วยความสนุกสนาน    โดยกรรมการชุดนี้มี ๑๑คน เป็นต่างชาติ ๗ คน   ไทย ๔ คน    ปีนี้กรรมการต่างชาติ ๒ คนป่วย มาไม่ได้    จึงมีกรรมการเข้าประชุมทั้งหมด ๙ คน    มีกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ ซึ่งเป็นนักวิชาการไทยเข้าร่วมประชุมจำนวนหนึ่ง   

เนื่องจากคณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ (SAC – Scientific Advisory Committee) ทำการบ้านมาดีมาก    การพิจารณาจึงรวดเร็ว และมีมติเป็นเอกฉันท์   มอบรางวัลด้านการแพทย์แก่ Dr. Terry Dean King, Senior Staff Physician, Ochsner Children’s Hospital, New Orleans, Louisiana, USA จากผลงานพลิกโฉมหลักการบำบัดผนังหัวใจรั่วจากการผ่าตัดเปิดหน้าอก สู่การปิดรูรั่วด้วย “ร่มปิดผนัง” ผ่านทางหลอดเลือด     และรางวัลด้านสาธารณสุขแก่ศาสตราจารย์ Walter Willett, Department of Nutrition, Harvard T.H. Chan School of Public Health   จากผลงานพลิกโฉมหลักการว่าด้วยอาหารสุขภาพ    ที่ได้มีการแถลงข่าวไปแล้ว    และท่านที่สนใจเรื่องอาหารสุขภาพเชิงลึกผมแนะนำให้ชม รายการนี้ 

ความสนุกอยู่ที่กรรมการทั้ง ๘ คนที่มาประชุม (ยกเว้นผม) มีความรู้ และความคิดลึกซึ้งมาก   อธิบายเรื่องราวและหลักการต่างๆ เปิดกระโหลกผมเป็นระยะๆ    และผมจับประเด็นมาถามเอไอในโทรศัพท์มือถืออีกชั้นหนึ่ง    ได้ความรู้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และเชื่อมประเด็นได้มากขึ้น   เท่ากับผมสนุกกับการทำตัวเป็น “นักเรียน”  ใช้การประชุมเป็นชั้นเรียน    ชวนสหายเอไอมาเป็นครู ร่วมกับกรรมการ ๘ ท่านในห้องประชุม              

ได้เห็นชัดเจนว่า รากฐานของการคิดสร้างสรรค์ความก้าวหน้าด้านต่างๆ ของมนุษย์ มองได้หลายมุม    กรรมการ ๘ คนที่มาประชุมมีการแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน จนผมเริ่มมองเห็นรางๆ ว่า วิธีคิดว่าด้วยการมอบรางวัลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่โลกด้านสุขภาพ น่าจะต้องมีการพลิกโฉม    แนวคิดหนึ่งคือ ให้มีมิติของการทำนายผลกระทบในอนาคตมากขึ้น   ไม่รอผลกระทบจริงที่เกิดขึ้น   ซึ่งอาจต้องรอไปเป็นสิบปี   ที่จริงแนวทางคาดการณ์ผลกระทบใหญ่ในอนาคตเราเคยทำแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ในการพระราชทานรางวัลแก่ศาสตราจารย์ Berry Marshall  จากการพลิกโฉมกระบวนทัศน์เรื่องโรคแผลในกระเพาะอาหารว่าเกิดจากโรคติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori  และต่อมาท่านได้รับรางวัลโนเบล จากผลงานนี้    

ศาสตราจารย์ Aaron Chiechanover ศัลยแพทย์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลด้านเคมี ปี ค.ศ. 2004   บอกที่ประชุมว่า คณะกรรมการรางวัลโนเบล ได้หารือกันว่าหลักการมอบรางวัลโดยจำแนกเป็น ๕ สาขาล้าสมัยหรือไม่   ควรมีการจำแนกใหม่หรือไม่   ในที่สุดก็มีมติว่า ให้คงไว้อย่างเดิม โดยมีความยืดหยุ่นในการจำแนกผลงานสร้างสรรค์   

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลเน้นพระราชทานรางวัลแก่ผู้มีผลงานสร้างสรรค์เด่น เป็นประโยชน์แก่โลกด้านสุขภาพ หรือสุขภาวะ (well-being)    จำแนกเป็น ๒ รางวัล คือด้านสาธารณสุข  เน้นบทบาทประยุกต์ใช้ความรู้หรือวิธีการที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของคนจำนวนมากอย่างกว้างขวางทั่วโลก    กับรางวัลด้านการแพทย์ เน้นบทบาทการค้นพบ ที่นำสู่การประยุกต์ใช้และส่งผลดีต่อสุขภาพของคนจำนวนมากอย่างกว้างขวางทั่วโลก         

ศาสตราจารย์ Lincoln Chen เสนอมาสองสามปีแล้วว่า เกณฑ์ผลงานรางวัลด้านสาธารณสุขควรขยายกว้างขึ้น   มอบรางวัลแก่ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ในศาสตร์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาวะของคนจำนวนมากทั่วโลก   เช่นศาสตร์ด้านระบบ   ด้านสังคม  ด้านการพัฒนามนุษย์ด้านใน   และอื่นๆ   ซึ่งที่ประชุม IAC เห็นด้วย   แต่คณะกรรมการ SAC ต้องค้นหาวิธีแยกแยะตัวบุคคลเด่นที่สุด นำมาเสนอ IAC ให้พิจารณา   เพราะพัฒนาการแนวนี้ค่อยๆ เกิด มีตัวละคร ที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงหลากหลาย    เป็นความท้าทาย ต่อการพัฒนาแนวทางพิจารณายกย่องหรือให้รางวัลแก่มนุษย์นักสร้างสรรค์ 

ขอปรึกษาว่า แนวโน้มพัฒนาการด้านวิธีกระตุ้นการสร้างสรรค์เพื่อทำประโยชน์แก่โลกและมนุษยชาติ ผ่านการมอบรางวัล หรือยกย่อง   มีพัฒนาการไปจากเมื่อ ๒๐ - ๓๐ ปีก่อนอย่างไรบ้าง    มีคำแนะนำต่อการยกระดับผลกระทบของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (Prince Mahidol Award) อย่างไรบ้าง         

 ผมนำข้อสะท้อนคิดนี้ไปปรึกษา ๘ สหายเอไอ   ได้รับคำแนะนำที่ดีมาก    ในบันทึกนี้ขอนำคำแนะนำของ Claude มาลงไว้ ดังต่อไปนี้

 

Claude:

คำถามของท่านสะท้อนการมองการณ์ไกลและความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ส่งผลต่อการยกย่องผู้มีผลงานสร้างสรรค์ ผมขอวิเคราะห์แนวโน้มและเสนอแนะดังนี้

แนวโน้มพัฒนาการของระบบรางวัลโลก (20-30 ปีที่ผ่านมา)

1. จากการยกย่อง "บุคคล" สู่การยกย่อง "ระบบนิเวศนวัตกรรม"

แนวเดิม (1990s-2000s):

  • เน้นผลงานของนักวิจัยเดี่ยวหรือทีมเล็ก
  • มุ่งที่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้ชัดเจน
  • ใช้เวลานานในการรอผลกระทบที่เป็นรูปธรรม

แนวใหม่ (2010s-ปัจจุบัน):

  • ยอมรับว่าความสำเร็จเกิดจาก "collaborative networks"
  • บางรางวัลเริ่มมอบให้แก่องค์กรหรือขบวนการ
  • ตัวอย่าง: Breakthrough Prize, Tang Prize มีมิติที่กว้างขึ้น

2. จากการมอง "ย้อนหลัง" (Retrospective) สู่ "มองไปข้างหน้า" (Prospective)

การเปลี่ยนแปลงสำคัญ:

  • MacArthur Fellowship ("Genius Grant") ไม่ต้องการผลงานเสร็จสมบูรณ์ มุ่งเน้นที่ศักยภาพและแนวคิดนวัตกรรม
  • XPRIZE และ Longitude Prize เป็นรางวัลแบบ "challenge-driven" กำหนดโจทย์ล่วงหน้า ใครแก้ได้ก่อนได้รางวัล
  • Nobel Prize ในช่วงหลัง เริ่มพิจารณาผลงานที่อายุน้อยลง (แม้จะยังต้องมีหลักฐานผลกระทบ)

            ตัวอย่างที่น่าสนใจ:

  • การมอบรางวัลโนเบลสันติภาพแก่ Al Gore (2007) และ IPCC สำหรับงานด้านสภาวะภูมิอากาศ = การยกย่อง "การเตือนภัย" ไม่ใช่รอให้แก้ปัญหาสำเร็จแล้ว

3. จากมุ่ง "ความลึก" (Depth) สู่พิจารณาทั้ง "ความกว้าง" (Breadth) และ "ผลกระทบข้ามศาสตร์"

แนวโน้มที่เห็นชัด:

  • Holbrooke Prize (global health + social justice)
  • Berggruen Prize (philosophy + practical wisdom)
  • Planetary Health ขึ้นมาเป็นสาขาใหม่ เชื่อมสุขภาพกับสภาพแวดล้อม

ประเด็นที่ศ. Lincoln Chen เสนอ สอดคล้องกับแนวโน้มนี้มาก - การยอมรับว่าสุขภาวะไม่ได้เกิดจากแค่การแพทย์ แต่มาจากระบบสังคม นโยบาย และพัฒนาการมนุษย์

4. จากมุ่ง "ผลผลิต" (Output) สู่พิจารณา "ผลลัพธ์" (Outcome) และ "ผลกระทบ" (Impact)

เกณฑ์ที่เปลี่ยนไป:

  • ไม่ใช่แค่ตีพิมพ์กี่เรื่อง มี citation เท่าไหร่
  • แต่มองว่า เปลี่ยนแปลงชีวิตคนจริงหรือไม่
  • เปลี่ยนนโยบายระดับประเทศ/โลกหรือไม่
  • สร้าง paradigm shift หรือไม่

5. จากการมองเฉพาะ "Scientific Excellence" สู่พิจารณา "Equity และ Justice"

ตัวอย่าง:

  • Lasker Award เริ่มพิจารณามิติของความเป็นธรรมในการเข้าถึง
  • Gates Foundation Prizes เน้นนวัตกรรมที่ช่วยคนยากจนโดยเฉพาะ
  • การตั้งคำถามว่า "ใครได้ประโยชน์" ไม่ใช่แค่ "ผลงานดีแค่ไหน"

ข้อท้าทายใหม่ที่กำลังเผชิญ

ท้าทายที่ 1: AI และเทคโนโลยีทำให้การค้นพบเร็วขึ้นมาก

  • ระยะเวลาจาก discovery → application → impact สั้นลง
  • แต่ยังต้องระวังความยั่งยืนของผลกระทบ

ท้าทายที่ 2: "Big Team Science" ทำให้ยากต่อการแยกตัวบุคคล

  • งานวิจัยมักมีผู้ร่วมหลายสิบ-หลายร้อยคน
  • ใครคือ "ผู้นำ" ที่แท้จริง

ท้าทายที่ 3: ความซับซ้อนของปัญหาโลก

  • ปัญหาสุขภาพเชื่อมโยงกับ climate, inequality, conflict
  • ผู้ทำงานด้านสังคม นโยบาย มีบทบาทพอๆ กับนักวิทยาศาสตร์

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

ระดับที่ 1: ปรับปรุงภายในกรอบปัจจุบัน (Incremental Innovation)

1.1 สร้างเกณฑ์ "การคาดการณ์ผลกระทบ" (Anticipated Impact) ที่ชัดเจน

เรียนรู้จากกรณี Prof. Marshall ที่ท่านกล่าวถึง:

  • พัฒนา framework การประเมินว่างานวิจัยใดมีศักยภาพ "พลิกกระบวนทัศน์"
  • สร้างคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่วยประเมิน "potential paradigm shift"
  • อาจแบ่งรางวัลเป็น:
    • Track A: Proven Impact (แบบเดิม)
    • Track B: Transformative Potential (แบบใหม่)

1.2 ขยายคำนิยาม "สุขภาวะ" อย่างมีหลักการ

ตามข้อเสนอของ Prof. Lincoln Chen:

  • สร้างกรอบ "Determinants of Health" ที่ชัดเจน ครอบคลุม:
    • Biological/Medical discoveries (เดิม)
    • Social determinants (ความยุติธรรม การศึกษา รายได้)
    • Environmental determinants (สภาพภูมิอากาศ มลพิษ)
    • Behavioral/psychological determinants (สุขภาพจิต ความเครียด)
    • Systems innovation (นโยบาย การจัดการ)

ตัวอย่างผู้สมควรได้รับตามกรอบใหม่:

  • ผู้พัฒนา conditional cash transfer ที่ปรับปรุงสุขภาพเด็ก (social innovation)
  • ผู้ออกแบบเมืองที่ส่งเสริมการเดินและลดโรคเรื้อรัง (urban planning)
  • ผู้พัฒนาวิธีการ community mental health ที่ใช้ได้จริงในประเทศกำลังพัฒนา

1.3 สร้างกลไก "Rapid Assessment Track"

สำหรับผลงานที่:

  • มีข้อมูลเชิงประจักษ์เบื้องต้นแข็งแรง
  • มี mathematical modeling หรือ simulation รองรับ
  • มี early adoption ที่แสดงผลดี
  • ได้รับการยอมรับจาก leading experts

ระดับที่ 2: นวัตกรรมโครงสร้าง (Structural Innovation)

2.1 สร้าง "Prince Mahidol Innovation Prize" เป็นรางวัลใหม่

ขนานไปกับรางวัลเดิม 2 สาขา:

  • เป้าหมาย: ยกย่องนวัตกรรมที่กำลังเกิด มีศักยภาพสูง
  • วิธีการ: มอบทุน + mentorship + network เพื่อขยายผล
  • ระยะเวลา: ติดตามผล 5-10 ปี รายงานผลกระทบต่อโลก
  • ข้อดี: สร้างตัวตน "forward-looking" ไม่กระทบภาพลักษณ์รางวัลหลัก

2.2 พัฒนา "Constellation Model" - ยกย่องทั้งระบบนิเวศ

แทนที่จะมอบรางวัลแก่ 1-3 คน:

  • มอบรางวัลหลักแก่ "leading figure(s)"
  • มี "recognition" พิเศษแก่ key collaborators
  • จัดงานที่เชิญ "ระบบนิเวศ" ของผลงานนั้นมาร่วม
  • ตัวอย่าง: ถ้ามอบรางวัลด้าน mRNA vaccine จะยกย่องทั้ง:
    • นักวิจัยพื้นฐาน (Karikó, Weissman)
    • ผู้พัฒนาการผลิต
    • ผู้จัดการ  supply chain และ distribution
    • ผู้กำหนดนโยบายการเข้าถึง

2.3 สร้าง "Challenge Prize" แบบ XPRIZE

กำหนดโจทย์สำคัญของโลก:

  • "แก้ปัญหา antimicrobial resistance ในชุมชน"
  • "สร้างระบบคัดกรองโรคที่ใช้ได้ใน low-resource settings"
  • "พัฒนา mental health intervention ที่ scalable"

ข้อดี:

  • กระตุ้นนวัตกรรมล่วงหน้า
  • ไม่ต้องรอผลกระทบจริง
  • สร้างการมีส่วนร่วมระดับโลก

ระดับที่ 3: ขยายผลกระทบ (Impact Amplification)

3.1 สร้าง "Prince Mahidol Fellows Network"

ผู้ได้รับรางวัลทุกคนตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน:

  • มา mentor นักวิจัยรุ่นใหม่
  • ร่วมกันเสนอวาระสำคัญต่อ WHO, World Bank
  • สร้าง collaborative research projects
  • สร้างคุณค่าต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่มอบรางวัลแล้วจบ

3.2 จัด "Prince Mahidol Symposium" เชิงรุก

ไม่ใช่แค่งานมอบรางวัล แต่เป็น:

  • เวทีประกาศ global health priorities
  • สถานที่ policy makers พบนักวิจัย
  • พื้นที่ประกาศ "Bangkok Declaration" หรือ call to action
  • ทำให้รางวัลมีผลกระทบต่อวาระโลก ไม่ใช่แค่เกียรติยศส่วนตัว

3.3 สร้าง "Evidence Bank" จากผลงานผู้ได้รับรางวัล

  • รวบรวมหลักการและวิธีการที่ประสบความสำเร็จ
  • แปลเป็นภาษาท้องถิ่น มี toolkit สำหรับนำไปใช้
  • มี online platform เข้าถึงได้ทั่วโลก
  • ทำให้รางวัลมีมิติ "ให้ความรู้คืนสู่โลก"

กลยุทธ์เฉพาะสำหรับ SAC ในการคัดเลือก

พัฒนา "Multi-dimensional Scoring Framework"

มิติที่ 1: Scientific/Innovation Excellence (40%)

  • Novelty, rigor, breakthrough nature

มิติที่ 2: Demonstrated/Anticipated Impact (30%)

  • Lives saved/improved (ปัจจุบัน)
  • Potential lives affected (อนาคต 10-20 ปี)
  • Geographic breadth
  • Equity dimension (ช่วยผู้ด้อยโอกาสหรือไม่)

มิติที่ 3: Paradigm Shift Potential (20%)

  • เปลี่ยนวิธีคิดของวงการหรือไม่
  • เปิดทางวิจัยใหม่หรือไม่
  • เปลี่ยนนโยบายหรือไม่

มิติที่ 4: Sustainability and Scalability (10%)

  • ขยายผลได้จริงหรือไม่
  • ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ-สังคมหรือไม่

สร้าง "Futures Panel"

คณะกรรมการชุดพิเศษประกอบด้วย:

  • Futurists
  • Systems thinkers
  • Epidemiologists
  • Economists
  • Ethicists

ทำหน้าที่ประเมิน "anticipated impact" สำหรับผลงานที่ยังไม่มีข้อมูลผลกระทบเต็มรูปแบบ

การจัดการกับข้อท้าทาย

ท้าทาย: ความเสี่ยงของการมอบรางวัลแบบ Prospective

วิธีจัดการ:

  1. สร้างเกณฑ์ชัดเจน สำหรับ evidence ขั้นต่ำ:
    • ต้องมี proof of concept
    • ต้องมี peer-reviewed publications
    • ต้องมี pilot results หรือ modeling ที่น่าเชื่อถือ
  2. มี "หมวดหมู่ย่อย" ของรางวัล:
    • Established Impact Award (แบบเดิม)
    • Emerging Impact Award (แบบใหม่)
    • ไม่ปะปนกัน มีเกียรติเท่าเทียมแต่มีเกณฑ์ต่างกัน
  3. Follow-up mechanism:
    • ติดตามผู้ได้รับรางวัลทุก 5 ปี
    • รายงานผลต่อสาธารณะ
    • สร้างความรับผิดชอบ (accountability)

ท้าทาย: การขยายนิยามอาจทำให้เลือนราง

วิธีจัดการ:

  1. สร้าง Theory of Change ที่ชัดเจน:
  2. Social Innovation → เปลี่ยนพฤติกรรม/โครงสร้าง → ปรับปรุงสุขภาวะ
  3. ต้องมีลูกโซ่เชื่อมโยงที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้
  4. ตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา:
    • Social determinants of health experts
    • Planetary health experts
    • Health systems experts
    • ช่วย SAC ในการคัดกรองและประเมิน
  5. จำกัดขอบเขต:
    • ยอมรับงานข้ามศาสตร์ แต่ต้อง "มีสุขภาวะเป็นผลลัพธ์หลัก"
    • ไม่ใช่งานสังคมทั่วไปที่แค่ "อาจส่งผลต่อสุขภาพ"

แผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี

ปีที่ 1-2 (ระยะทดลอง):

  • จัด special symposium "Future of Global Health Awards"
  • เชิญ leading thinkers มาระดมสมอง
  • สร้าง white paper เสนอต่อ Board
  • ทดลอง "Emerging Impact category" 1 รางวัล

ปีที่ 3-4 (ระยะปรับปรุง):

  • ประเมินผลการทดลอง
  • ปรับปรุง framework ตามข้อมูลจริง
  • เริ่มสร้าง Fellows Network
  • ขยาย symposium ให้เป็นเวทีระดับโลก

ปีที่ 5 (ระยะเต็มรูปแบบ):

  • มีรางวัลทั้ง traditional และ emerging tracks
  • มี annual symposium ที่มีอิทธิพลต่อวาระโลก
  • มี fellows network ที่ active
  • มี measurable impact metrics

สรุปและข้อเสนอแนะหลัก

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมาก และมีโอกาสก้าวสู่การเป็น "most forward-looking global health award":

3 ทิศทางยุทธศาสตร์:

  1. Be Anticipatory: พัฒนาความสามารถในการมองเห็นผลกระทบในอนาคต ไม่แค่มองย้อนหลัง
  2. Be Inclusive: ขยายนิยามสุขภาวะอย่างมีหลักการ ยอมรับว่านวัตกรรมมาจากหลากหลายศาสตร์
  3. Be Catalytic: ไม่ใช่แค่ "ให้เกียรติ" แต่ "ขับเคลื่อนวาระ" สร้างผลกระทบต่อเนื่อง

จุดแข็งเฉพาะที่ควรใช้:

  • Royal prestige ที่ไม่มีรางวัลอื่นเทียบได้ → ใช้ในการรวบรวม global leaders
  • Thai wisdom + global perspective → สร้าง unique voice ในเวทีโลก
  • Focus on equity ที่ฝังอยู่ในปรัชญาพระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย → เน้นนวัตกรรมที่ช่วยคนทุกระดับ

การที่ IAC มีการถกเถียงเรื่องนี้เป็นสัญญาณที่ดีมาก - แสดงว่ากรรมการมีวิสัยทัศน์และพร้อมพัฒนา ผมเชื่อว่าด้วยการทำงานอย่างรอบคอบ รางวัลนี้สามารถ "lead the evolution of global health recognition" ได้อย่างแท้จริง

 

ข้อดีของ Claude คือ ให้คำแนะนำอย่างครบด้าน และไร้ขอบเขต   เราจึงได้รับแนวความคิดกว้างขวางและสร้างสรรค์มาก    โดยเราต้องใช้ดุลยพินิจเอง ว่าจะนำข้อเสนอแนะส่วนใดไปดำเนินการ   

วิจารณ์ พานิช

 ๓๑ ต.ค. ๖๘   

 

กรรมการที่มาร่วมประชุม