มีคนมาบ่นให้ฟังว่า วงการจัดการงานวิจัยไทยไม่เข้าใจเรื่องการจัดการงานวิจัยเป็นกระบวนการ co-creation ในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่าย ซึ่งก็ตรงกับข้อสังหรณ์ใจของผมว่า ทีมงานที่มีเงินทุนสนับสนุนการวิจัยอยู่ในมือ ทำตัวเป็น “ผู้รู้” ประกาศให้ทุน โดยกำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้ได้ผลงานตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อได้รับข้อเสนอโครงการวิจัย ก็จัดให้มีผู้ประเมิน แล้วให้ทุนตามผลการประเมินนั้น โดยผู้รับทุนต้องส่งรายงานความก้าวหน้า เพื่อให้มีการประเมินว่าโครงการดำเนินไปตามเป้าหมายและมีความก้าวหน้าอย่างเหมาะสมหรือไม่ การจัดการงานวิจัยแนวนี้มักได้รับรายงานผลการวิจัย แต่มักมีผลกระทบต่อสังคมน้อย เพราะขาดวิธีการตั้งโจทย์ที่มีพลัง ที่จะต้องมีตัวแทนของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายผู้ใช้ผลงานวิจัย และฝ่ายนักวิจัยจากหลากหลายสาขา มาร่วมตั้งโจทย์กับฝ่ายจัดการงานวิจัย (ไม่ใช่แค่จัดการทุนวิจัย)
ผมมีข้อสังเกตว่า หากไม่ระวัง ฝ่ายที่มีเงินอยู่ในมือ คือฝ่ายจัดการทุนวิจัย มักเผลอคิดว่าตนทำหน้าที่จัดการ “เงิน” วิจัย ซึ่งที่ถูก ต้องคิดว่า ตนรับผิดชอบการจัดการ “งาน” วิจัย และงานวิจัยต้องส่งผลดีต่อบ้านเมือง มิฉนั้นประชาชนผู้เสียภาษีก็จะไม่เห็นคุณค่าของการลงทุนสนับสนุนงานวิจัย และไม่สนับสนุนหรือเรียกร้องให้รัฐลงทุนวิจัยในระดับที่ควรจะลงทุน เป็นสาเหตุหลักของการที่ระบบ ววน. ไทยอ่อนแอมาจนปัจจุบัน
หลักการ และการจัดการงานวิจัยแบบ co-creation นอกจากมีประโยชน์ด้านการได้โจทย์วิจัยที่ตรงความต้องการของ demand-side แล้ว ยังได้บทบาทของหลากหลายฝ่าย เข้ามาช่วยหนุน ให้ผลงานวิจัยมีคุณภาพสูง และตอบโจทย์ของผู้ใช้อย่างตรงเป้า รวมทั้งทำให้ระบบ ววน. เป็นระบบที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นระบบเปิด น่าเชื่อถือในความซื่อสัตย์สุจริต และทำเพื่อส่วนรวม มีความโปร่งใส ไม่เอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางที่เอื้อประโยชน์ของคนบางคนหรือบางกลุ่ม อย่างที่มีผู้กล่าวหาในรัฐสภา ว่า สกสว. เอาเงินไปซื้อเครื่องมือราคาแพงแจกโรงพยาบาล ๑๐ แห่ง เพื่อเอื้อประโยชน์แก่นักการเมือง ซึ่งไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ แต่คำกล่าวหาก็บอกชัด ว่าหากระบบ ววน. อยู่ในมือของคนไม่ตรงไปตรงมา และเป็นระบบที่ไม่มีกลไกตรวจสอบความโปร่งใส ก็จะเกิดกรณีที่มีการกล่าวหาได้ง่าย
ผมอยากได้ความเห็นว่า แนวคิดข้างต้นเหมาะสมถูกต้องหรือไม่ ส่วนใดที่ควรมีการปรับให้เหมาะสม มีส่วนใดที่ควรเพิ่ม เพื่อให้ระบบ ววน. ของไทย ทำประโยชน์ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และจิตใจของของคนไทย และระบบเศรษฐกิจของไทย ให้ก้าวสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศอื่นๆ ที่ได้ใช้กลไก ววน. ยกระดับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี อย่างไรบ้าง
ผมนำข้อสะท้อนคิดนี้ ไปถามแปดสหายเอไอของผม ได้รับข้อคิดเห็นเชิงเห็นด้วย โดยมีข้อต่อเติมที่ทรงคุณค่ามาก ขอนำคำตอบของ You.com, DeepSeek และ ChatGPT มาลงไว้ ดังต่อไปนี้
You.com:
ความเห็นต่อแนวคิดการจัดการงานวิจัยแบบ Co-Creation ในระบบ ววน. ของไทย
1. ความเหมาะสมและความถูกต้องของแนวคิด
แนวคิดที่เสนอว่าการจัดการงานวิจัยควรเป็นกระบวนการ “co-creation” โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายฝ่ายเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การตั้งโจทย์วิจัยจนถึงการนำผลงานไปใช้ ถือเป็นแนวคิดที่ “เหมาะสมและถูกต้อง” ตามหลักสากลและแนวโน้มของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้ระบบวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคม .
เหตุผลสนับสนุน
- Co-creation ช่วยให้โจทย์วิจัยตรงกับความต้องการของผู้ใช้ (demand-side) และเพิ่มโอกาสที่ผลงานวิจัยจะถูกนำไปใช้จริงในสังคมและเศรษฐกิจ
- การมีส่วนร่วมของหลายฝ่าย (multi-stakeholder engagement) ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และทรัพยากร ส่งผลให้ผลงานวิจัยมีคุณภาพสูงขึ้นและตอบโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนของประเทศได้ดีกว่าแนวทาง top-down
- ระบบที่เปิดกว้าง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ช่วยลดข้อครหาด้านผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม
2. ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงและเพิ่มเติม
แม้แนวคิด co-creation จะเหมาะสม แต่การนำไปปฏิบัติในระบบ ววน. ของไทยยังมีข้อท้าทายและจุดที่ควรปรับปรุง ดังนี้
2.1 การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ปัจจุบัน: การตั้งโจทย์และจัดสรรทุนวิจัยยังเป็นแบบ top-down โดยผู้จัดการทุนเป็นผู้กำหนดเป้าหมายและเงื่อนไขหลัก ผู้ใช้ผลงานและภาคเอกชนมีบทบาทจำกัด
- ข้อเสนอแนะ:
- เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้ผลงานวิจัย ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดโจทย์ (agenda setting)
- ใช้กระบวนการเชิงโครงสร้าง เช่น Delphi technique หรือเวทีประชาพิจารณ์ เพื่อรวบรวมและจัดลำดับความสำคัญของโจทย์วิจัยอย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม
2.2 การจัดสรรทุนและการประเมินผล
- ปัจจุบัน: การให้ทุนและประเมินผลเน้นที่ผลงานวิชาการ (เช่น รายงาน, publication) มากกว่าผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ
- ข้อเสนอแนะ:
- ปรับเกณฑ์การประเมินผลให้เน้น “ผลกระทบต่อสังคม” (societal impact) และการนำผลงานไปใช้จริง โดยใช้ทั้งตัวชี้วัดเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย การปรับปรุงคุณภาพชีวิต หรือการสร้างนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง
- ส่งเสริมการให้ทุนแบบ “seed funding” สำหรับโครงการที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีศักยภาพสูง (high-risk, high-reward) และการวิจัยข้ามสาขา
2.3 การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อ co-creation
- ข้อเสนอแนะ:
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกสนับสนุน เช่น ศูนย์กลางความร่วมมือ (co-creation hubs), เครือข่ายวิจัยข้ามสถาบัน, และแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการมีส่วนร่วม
- สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและชุมชนเข้ามามีบทบาทในระบบวิจัย เช่น การลดหย่อนภาษี การร่วมลงทุน หรือการให้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาแบบยืดหยุ่น
2.4 กลไกความโปร่งใสและตรวจสอบได้
- ข้อเสนอแนะ:
- เปิดเผยข้อมูลการจัดสรรทุน ผลการประเมิน และผลลัพธ์ของโครงการวิจัยต่อสาธารณะ
- จัดตั้งคณะกรรมการอิสระหรือกลไกตรวจสอบภายนอก (external audit) เพื่อป้องกันการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน
- มีช่องทางร้องเรียนและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
2.5 การพัฒนาศักยภาพและลดความเหลื่อมล้ำ
- ข้อเสนอแนะ:
- สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของสถาบันวิจัยในภูมิภาคและกลุ่มที่ขาดโอกาส เพื่อให้เข้าถึงทุนและมีส่วนร่วมในกระบวนการ co-creation
- ส่งเสริมการวิจัยข้ามสาขาและข้ามสถาบัน (interdisciplinary & inter-institutional research)
3. บทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ
3.1 เกาหลีใต้
- จุดเด่น: รัฐบาลมีบทบาททั้งในฐานะผู้ให้ทุนและ “facilitator” สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ co-creation ระหว่างภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และรัฐ
- แนวปฏิบัติ: มีการตั้งโจทย์วิจัยร่วมกับผู้ใช้และภาคเอกชน, มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม, และมีการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องโดยอิงกับมาตรฐานสากล
3.2 เยอรมนี
- จุดเด่น: ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ เช่น Delphi technique ในการตั้งโจทย์วิจัยระดับชาติ โดยมีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมและให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการประเมินผลหลายมิติ
- แนวปฏิบัติ: มีการจัดลำดับความสำคัญของโจทย์วิจัยโดยใช้เกณฑ์หลากหลายและเปิดเผยผลต่อสาธารณะ
3.3 ญี่ปุ่น
- จุดเด่น: พัฒนา “ecosystem” ที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และรัฐ (triple helix) โดยเน้นการสร้างนวัตกรรมและการนำผลงานวิจัยไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์และสังคม
- แนวปฏิบัติ: มีศูนย์กลางความร่วมมือ (joint research centers), ส่งเสริมการตั้งบริษัทสตาร์ทอัพจากผลงานวิจัย, และมีนโยบายสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี
3.4 กลไกความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Best Practices)
- ตัวอย่าง: Global Fund, World Bank, EU Emissions Trading System มีการเปิดเผยข้อมูล, มีคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ, และมีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้ .
4. สรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
- แนวคิด co-creation เหมาะสมและควรเป็นทิศทางหลักของระบบ ววน. ไทย เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์สังคมและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
- ควรปรับปรุงกระบวนการตั้งโจทย์และจัดสรรทุน ให้มีการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง และเน้นผลกระทบต่อสังคมมากกว่าผลงานวิชาการ
- สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการ co-creation ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน กลไกสนับสนุน และแรงจูงใจ
- ยกระดับความโปร่งใสและกลไกตรวจสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดข้อครหา
- เรียนรู้และปรับใช้บทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ โดยเน้นการมีส่วนร่วม การประเมินผลกระทบ และการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
การขับเคลื่อนระบบ ววน. ไทยด้วยแนวคิด co-creation อย่างจริงจัง จะช่วยให้ประเทศสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และก้าวสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
DeepSeek:
ขอชื่นชมกับบทวิเคราะห์ที่แหลมคมและตรงประเด็นอย่างยิ่งครับ ข้อสังเกตและข้อกังวลของท่านเกี่ยวกับระบบการจัดการงานวิจัยไทย เหมาะสมและถูกต้องแล้วเป็นส่วนใหญ่ และสะท้อนถึงปัญหาหลักที่ทำให้ระบบวิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของไทยยังไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มที่
ผมขอเสริมและขยายความเห็นดังนี้
ส่วนที่ความเห็นของคุณเหมาะสมและถูกต้องแล้ว
1. วัฒนธรรม "ผู้ให้-ผู้รับ" (Grantor-Grantee) แบบลำดับชั้น: ระบบที่ฝ่ายจัดการทุนทำตัวเป็น "ผู้รู้" และ "ผู้ตรวจสอบ" ส่งผลให้เกิดการวิจัยเพื่อ "เอาใจผู้ให้ทุน" มากกว่าเพื่อแก้ปัญหาจริง โจทย์วิจัยจึงมักลอยอยู่เหนือจริงและไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ (End-users) โดยตรง
2. การจัดการ "เงิน" วิจัย แทนที่การจัดการ "งาน" วิจัย: เมื่อเป้าหมายหลักคือการใช้งบประมาณให้หมดตามแผนและกฎระเบียบ ผลลัพธ์ที่ได้คือ "รายงานที่สวยงาม" ที่ไม่มีชีวิตชีวาและไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนทางสังคมต่ำ
3. การขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง: การที่ผู้ใช้ผลงาน (ภาคอุตสาหย์ ภาคสังคม หน่วยงานราชการ) ไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การ ตั้งโจทย์ ทำให้ผลวิจัยจำนวนมากถูกวางบนหิ้ง เพราะไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง หรือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
4. ปัญหาความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส: ข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐสภา (ไม่ว่าจะจริงหรือไม่) เป็นอาการของระบบที่ขาดการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบจากสาธารณะ (Public Scrutiny) ซึ่งเป็นอันตรายต่อความชอบธรรมของการใช้งบประมาณแผ่นดิน
ส่วนที่ควรปรับและเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบเข้มแข็งขึ้น
แนวคิด Co-creation เป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่อย่างที่ท่านว่า ต้องไม่ใช่แค่คำสวยหรู การจะทำให้เกิดผลจริงต้องมีการออกแบบระบบและกลไกใหม่ๆ ต่อไปนี้
1. เปลี่ยนบทบาท "ผู้จัดการทุน" สู่ "ผู้อำนวยความสะดวกและผู้ออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรม"
- หน้าที่ใหม่: ไม่ใช่แค่ประกาศรับข้อเสนอและตัดสินให้ทุน แต่ต้องลงไปทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนของประเทศ (Grand Challenges) เช่น ปัญหาฝุ่นPM2.5 ระบบอาหารของประเทศ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน แล้วออกแบบโปรแกรมวิจัยขนาดใหญ่ (Research Programme) ที่ชัดเจน
- วิธีการ: จัด "เวทีสร้างสรรค์โจทย์ร่วม" (Co-creation Workshop) โดยบังคับว่าต้องมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมานั่งร่วมวงกันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อร่วมกันกำหนดโจทย์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน
2. สร้างโครงสร้างและเครื่องมือสำหรับการทำงานแบบ Co-creation ให้ชัดเจน
- กองทุนร่วม (Matching Funds): กำหนดให้ภาคอุตสาหย์หรือหน่วยงานผู้ใช้ ต้องร่วมลงขันทุนวิจัยด้วย เพื่อสร้าง Sense of Ownership และทำให้แน่ใจว่าโครงการตอบโจทย์ความต้องการจริง
- ทีมวิจัยข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary Teams): บังคับว่าโครงการวิจัยสำหรับปัญหาเชิงซ้อนต้องมีนักวิจัยจากหลายสาขา (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์) และต้องมี "ผู้ใช้" เป็นส่วนหนึ่งในทีมวิจัย ไม่ใช่แค่ที่ปรึกษาชื่อสวย
- ตัวชี้วัดความสำเร็จแบบใหม่: ลดน้ำหนักการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ (ซึ่งสำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมด) และเพิ่มน้ำหนัก "ผลกระทบ" (Impact) ที่วัดได้จริง เช่น นโยบายใหม่ที่เกิดขึ้น, ผลิตภัณฑ์/บริการใหม่ที่ออกสู่ตลาด, พฤติกรรมของสังคมที่เปลี่ยนไป, การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น
3. สร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือผ่าน Open Science
- เปิดข้อมูลวิจัยสู่สาธารณะ: นำแนวคิด Open Science มาใช้เต็มรูปแบบ โดยให้ข้อมูลดิบ (Open Data) และรายงานผลการวิจัย (Open Access) ต้องถูกเผยแพร่ผ่านคลังข้อมูลแห่งชาติ ทำให้ทุกคนสามารถตรวจสอบ ติดตาม และนำผลงานไปใช้ต่อได้
- เปิดกระบวนการให้ทุน: ทำให้กระบวนการพิจารณาให้ทุน โครงการที่ได้รับทุน และผลการดำเนินงาน เป็นข้อมูลเปิด (ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและทรัพย์สินทางปัญญาอาจต้องมีข้อยกเว้นบางส่วน) เพื่อลดข้อครหาความไม่โปร่งใส
4. เรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศอื่นๆ
หลายประเทศใช้ระบบ ววน. เป็นเครื่องยนต์หลักในการพัฒนาประเทศ โดยมีหลักการที่เรานำมาปรับใช้ได้
- ฟินแลนด์: ระบบ Strategic Research Council
- แนวทาง: รัฐบาลกำหนด "ความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์" ระดับชาติ (เช่น การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ, การดูแลผู้สูงอายุ) แล้วจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเพื่อออกแบบกรอบการวิจัยและจัดสรรทุนขนาดใหญ่ให้กับ consortium ที่แข็งแกร่ง
- บทเรียน: การวิจัยต้องผูกกับวาระแห่งชาติอย่างชัดเจน และต้องให้ความสำคัญกับปัญหาสังคมไม่น้อยไป่านวัตกรรมเทคโนโลยี
- สิงคโปร์: การเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นระหว่าง A*STAR กับอุตสาหกรรม
- แนวทาง: หน่วยงานวิจัยหลัก (A*STAR) ทำงานร่วมกับบริษัทข้ามชาติและบริษัทในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนา Talent Pipeline และโจทย์วิจัยที่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก
- บทเรียน: ต้องสร้างให้อุตสาหกรรมเป็น "ผู้ขับเคลื่อน" การวิจัยอย่างแท้จริง
- อิสราเอล: วัฒนธรรมการยอมรับความล้มเหลวและส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการ
- แนวทาง: ระบบสนับสนุน Startup และ VC ที่แข็งแกร่ง รัฐบาลลงทุนในโครงการวิจัยความเสี่ยงสูง (High-risk, High-return) และยอมรับว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
- บทเรียน: ระบบ ววน. ต้องสร้าง "ความกล้า" ในการทดลองสิ่งใหม่และกล้าที่จะล้มเหลว
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย
- ปฏิรูปกฎหมายและกรอบนโยบาย: ปรับพ.ร.บ. การวิจัยและนวัตกรรม ให้เอื้อต่อการทำงานแบบ Co-creation และการวัดผลกระทบ แทนที่การติดตามงบประมาณเป็นหลัก
- ปรับระบบการประเมินผลงานวิชาการ: มหาวิทยาลัยและ วช./สกสว. ต้องให้คุณค่ากับ "ผลงานสร้างผลกระทบ" (Impact Case Study) ในการประเมินตำแหน่งทางวิชาการและหน่วยงาน
- สร้าง Talent Hub: ผลิตและดึงดูด "บุคคลรอยต่อ" (Boundary Spanners) ซึ่งเป็นคนที่เข้าใจทั้งภาษาแห่งการวิจัยและภาษาแห่งภาคปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองโลก
สรุป: แนวคิดของท่านนั้นอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องและก้าวหน้า การจะเปลี่ยนระบบ ววน. ไทยให้จาก "ระบบบริหารงบประมาณ" สู่ "ระบบขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ" ได้นั้น ต้องปฏิรูปจากภายในโดยยึดหลัก Co-creation, Outcome-Oriented, และ Openness อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำพูด แต่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม โครงสร้าง และระบบ Incentive ให้สอดคล้องกัน การเดินตามเส้นทางนี้แม้จะยาก แต่เป็นทางเดียวที่จะทำให้ประชาชนเห็นคุณค่าและสนับสนุนการลงทุนในงานวิจัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการก้าวสู่ "เศรษฐกิจเทคโนโลยีสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" อย่างยั่งยืน
ChatGPT:
ข้อสังเกตของคุณชัดเจน มีเหตุผล และผมเห็นด้วยโดยรวม — ปัญหาที่คุณยกมาคือปัญหาหลักที่ทำให้ระบบ ววน. หลายประเทศ (รวมทั้งไทย) ไม่เกิดผลลัพธ์เชิงสังคมที่ชัดเจน: คือ “ผู้ถือเงินทุนคิดว่าเขาเป็นเจ้าของโจทย์และผลลัพธ์” มากกว่าเป็นผู้จัดการงานวิจัยเชิงระบบที่เชิญทุกฝ่ายมาร่วมตั้งโจทย์ ติดตาม และรับผิดชอบร่วมกัน ผลคืองานวิจัยได้ผลลัพธ์เชิงวิชาการแต่ไม่ถูกใช้หรือเปลี่ยนเป็นนโยบาย/บริการ/นวัตกรรมที่ช่วยประชาชนจริง ๆ
ต่อไปนี้เป็นความเห็นเชิงวิเคราะห์ และข้อเสนอเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเปลี่ยนระบบจาก “การจัดการทุน” ไปสู่ “การจัดการงานวิจัยแบบ co-creation” — มีทั้งหลักการ องค์ประกอบการจัดการ ขั้นตอนปฏิบัติ และบทเรียนจากต่างประเทศที่ควรนำมาพิจารณา
1) ตอบคำถามว่าความคิดของคุณ “เหมาะสม/ถูกต้องหรือไม่”
สรุปสั้น ๆ: เหมาะสมและถูกต้องในเชิงหลักการ — การมองว่างานวิจัยควรถูกตั้งโจทย์ร่วมกัน (co-creation / co-production) ระหว่างผู้ใช้ผลวิจัย (demand-side) ผู้วิจัย ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม เป็นแนวปฏิบัติที่เพิ่มโอกาสให้งานวิจัยมีผลกระทบจริงและยั่งยืนทางสังคมและเศรษฐกิจ (co-creation ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งโจทย์ การออกแบบวิธีการ การเก็บวิเคราะห์ข้อมูล ไปถึงการแปลงผลงานเป็นการปฏิบัติ) ซึ่งมีกรอบงานเชิงทฤษฎีและงานวิจัยอธิบายแนวปฏิบัตินี้อย่างชัดเจน. (PMC)
2) ข้อบกพร่องที่ควรแก้ (สรุปจุดสำคัญ)
- คิดว่า “จัดการเงิน” แทน “จัดการงาน” → ต้องเปลี่ยน mindset ของผู้จัดการทุนเป็น “convener / enabler / steward” ของงานวิจัย ไม่ใช่เจ้าของโจทย์
- ตั้งโจทย์โดยฝั่งอุปทาน (supply-side) ล้วน ๆ → ขาดผู้แทนผู้ใช้จริง จึงได้โจทย์ไม่ตรงความต้องการ
- ระบบประเมินที่เน้น output เชิงวิชาการ (pubs, impact factor) → ไม่สนับสนุนผลกระทบต่อสังคม (policy uptake, service improvement, local adoption)
- ขาดกลไกการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส → เกิดข้อครหาการใช้งบไม่เหมาะสมได้ง่าย
- ระยะเวลาทุนสั้นและความยืดหยุ่นต่ำ → งาน co-creation ต้องการเวลาและงบประมาณสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ (trust building, partnership formation)
3) แนวทางและมาตรการที่ควร “ปรับ/เพิ่ม” — เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ (Actionable)
A. เปลี่ยนบทบาทผู้จัดการทุน (funder) — จาก “เจ้าของเงิน” เป็น “ผู้ชวน/ผู้อำนวยความสะดวก”
- กำหนดบทบาทชัดเจนว่า หน้าที่ของผู้ให้ทุนคือ “จัดการงานวิจัย” (research stewardship): ระดมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, ตั้งเวทีร่วมคิด, สนับสนุนการแปลงผลงานเป็นนโยบาย/บริการ/สินค้า และติดตามผลระยะยาว
- จัดงบ “partnership-building seed” ให้ก่อนเริ่มโครงการหลัก เพื่อให้ทีมสร้างความร่วมมือกับผู้ใช้ผลงาน (user partners) ได้จริง
B. ปรับกระบวนการตั้งโจทย์ (Agenda setting)
- นำกระบวนการ participatory agenda-setting / participatory grantmaking มาใช้: เชิญตัวแทนชุมชน องค์กรใช้งาน และภาคธุรกิจมาร่วมกำหนดธีมและคำถามวิจัยตั้งแต่แรก. ตัวอย่างแนวทาง participatory grantmaking อธิบายวิธีการและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ได้จริง. (fordfoundation.org)
C. ออกแบบรูปแบบการประกวด/เชิญชวน (Calls) ให้รองรับ co-creation
- แบ่งการให้ทุนเป็นขั้นตอน: (1) seed for co-creation partnership (6–9 เดือน) (2) main project (หลังผ่านการประเมินจากทั้งผู้ใช้และผู้เชี่ยวชาญ) (3) scale/implementation fund (เมื่องานพิสูจน์ผลได้)
- ข้อกำหนดในประกาศรับข้อเสนอ: ต้องมี user partner เป็น co-applicant, แผนการถ่ายโอนผล/uptake, KPI ที่เป็น impact metrics (policy change, service adoption, cost savings, social outcomes) ไม่ใช่แค่จำนวนบทความ
D. ปรับระบบประเมิน (Review & Monitoring)
- ให้ คณะกรรมการประเมินผสม (mixed panels): ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ + ผู้แทนภาคบริการ/ผู้ใช้จริง + ผู้แทนภาคประชาสังคม เพื่อให้การคัดเลือกพิจารณาทั้งคุณภาพวิชาการและศักยภาพในการนำไปใช้จริง (use-ability)
- ใช้การประเมินแบบ formative (ให้ feedback เป็นระยะ) มากกว่า punitive monitoring; เปิดเผยผลการติดตามและบทเรียนเป็นสาธารณะ (transparency)
E. มาตรวัดความสำเร็จใหม่ (Beyond bibliometrics)
- เพิ่มตัวชี้วัดเช่น: evidence of policy uptake, changes in service delivery, lives impacted, economic spillovers, environmental co-benefits, co-created outputs (toolkits, guidelines), และการมีส่วนร่วมของภาคี
- ใช้ mixed-methods evaluation (qual + quant) และติดตามระยะยาว (3–7 ปี) เพื่อจับผลลัพธ์เชิงระบบ
F. ความโปร่งใสและกลไกตรวจสอบ
- เปิดเผยข้อมูลทุนแบบ real-time: ใครได้ทุน ทุกแผนงาน งบประมาณ ผลการติดตาม และ Conflict of Interest disclosures
- ตั้ง “หน่วยตรวจสอบอิสระ” หรือ audit trail และช่องทางร้องเรียนที่เป็นรูปธรรม
G. สนับสนุนความสามารถ (capacity building)
- ให้ทุนพัฒนา "knowledge brokers / boundary organisations" (คนกลางที่เชื่อมผู้วิจัยและผู้ใช้)
- สร้างหลักสูตรฝึกอบรม co-creation methods, facilitation, stakeholder engagement, impact evaluation, and policy translation
H. การทดลองแบบภาคนำร่อง (Pilots) และการขยายผล
- เริ่มด้วย “pilot calls” ในประเด็นนโยบายสำคัญ (เช่น การดูแลผู้สูงอายุ ระบบสุขภาพระดับพื้นที่ การจัดการน้ำ) แล้วใช้บทเรียนปรับกระบวนการก่อนขยายเป็นนโยบายระดับชาติ
4) เครื่องมือ/กลไกเชิงปฏิบัติการ (Practical toolbox)
- Seed partnership grants (fund partnership formation)
- Co-creation requirement ใน ToR ของการให้ทุน (ต้องมี user partners, knowledge translation plan)
- Participatory review panels พร้อม scoring rubric ที่รวม “use-value”
- Impact-oriented contracts เช่น payment tranches tied to uptake outcomes (not only milestones)
- Open data / open methods requirement เพื่อให้ผลงานตรวจสอบและนำไปใช้ต่อได้
- Intermediary organizations (knowledge brokers, tech transfer offices, community liaison) ที่ได้รับคงที่จากผู้ให้ทุน
5) บทเรียนจากต่างประเทศที่ควรเรียนรู้ (หลักและตัวอย่างเชิงนโยบาย)
- Responsible Research and Innovation (RRI) / EU — เน้น public engagement, ethics, open access, gender, science education — เป็นกรอบการทำงานที่รวมความรับผิดชอบทางสังคมไว้ในกระบวนการวิจัยตั้งแต่ต้นจนจบ. (era-learn.eu)
- Mission-oriented innovation (Mazzucato / Horizon Europe Missions) — กำหนด “ภารกิจ” (missions) ระดับชาติ/ภูมิภาคเพื่อตอบโจทย์สังคมใหญ่ (เช่น Net Zero, Cancer) แล้วใช้เครื่องมือที่หลากหลาย (นโยบาย งบวิจัย การลงทุน) เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น — ประเด็นสำคัญคือการออกแบบให้มี stakeholder engagement ตั้งแต่ตั้งภารกิจจนถึงการประเมินผล. (Research and innovation)
- Participatory grantmaking / philanthropic practice — องค์กรการกุศลระดับโลก (เช่น Ford Foundation, Fund for Shared Insight) ใช้วิธี participatory grantmaking เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีบทบาทในการกำหนดงบประมาณและวัดผล ซึ่งลดช่องว่างระหว่างความต้องการพื้นที่กับงบประมาณ. (fordfoundation.org)
- Korea: R&D coordination & data tools (R&D PIE) — เกาหลีพัฒนาระบบบริหารการลงทุน R&D โดยใช้ข้อมูลข้ามหน่วยงาน และแพลตฟอร์มเชื่อมโยงโครงการเพื่อลดการซ้ำซ้อนและสร้าง synergy ระหว่างหน่วยงาน (ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ big data/analytics เพื่อวางแผนการลงทุน). ระบบนี้ช่วยให้การลงทุนมุ่งเป้าและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม. (Observatory of Public Sector Innovation)
(ผมยกตัวอย่างกลุ่มหลัก 4 ชุดนี้เพราะเป็นกรอบที่นำมาใช้จริงได้ — RRI เน้นความรับผิดชอบสังคม, Mission-oriented เน้นการตั้งเป้าระดับรัฐ, Participatory grantmaking เน้น power-shift ในการตัดสินใจงบประมาณ, ส่วนเกาหลีเป็นตัวอย่างการประสานเชิงข้อมูลและการลงทุน)
6) ภาพรวมกลยุทธ์เชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย (Roadmap — สั้น 5 ขั้น)
- Policy commitment (0–6 เดือน): สร้างนโยบายชาติที่ประกาศ “research stewardship for public value” และออกแนวปฏิบัติ co-creation เป็นหลัก (หน่วยงานนำ: สกสว./วช./กระทรวงที่เกี่ยวข้อง)
- Pilots & capacity building (6–24 เดือน): เปิดทุน pilot ใน 3 ประเด็น (เช่น สุขภาพชุมชน, เกษตรยืดหยุ่น, การจัดการน้ำ) โดยมี seed partnership grants และ training programs สำหรับ knowledge brokers
- Institutional redesign (1–3 ปี): ปรับ guideline การให้ทุน: participatory calls, mixed review panels, new KPIs, open data mandate และสร้าง national open repository ของโครงการที่ได้ทุน
- Scale & embed (3–5 ปี): ขยายรูปแบบ co-creation ไปยังทุนหลักระดับชาติ บรรจุในเกณฑ์ประเมินสถาบัน/อาจารย์ และเชื่อมกับนโยบายภาคเศรษฐกิจ (mission-oriented)
- Sustain & evaluate (ระยะยาว): ติดตามผลเชิงระบบ ประเมินผลกระทบต่อสังคม และปรับวงเงิน/รูปแบบตามข้อมูลเชิงประจักษ์
7) ความเสี่ยงและวิธีลดความเสี่ยง (Risk mitigation)
- ความเสี่ยง: การเมืองแทรกแซง → มีกลไกความโปร่งใส/อิสระ เช่น คณะกรรมการอิสระ, เปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง
- ความเสี่ยง: tokenistic participation (มีแต่รูป) → วัด “quality of engagement” (จำนวนผู้มีส่วนร่วมไม่ได้เท่ากับคุณภาพ) และให้ทุนสำหรับการสร้างความเชื่อมั่น (trust building)
- ความเสี่ยง: เพิ่มภาระงานให้ผู้วิจัย → ให้ค่าชดเชย/ทุนเวลา (time compensation) สำหรับงาน engagement และค่าใช้จ่ายของ partner
- ความเสี่ยง: ผลลัพธ์ช้า → ออกแบบ funding tranches ที่รองรับการเรียนรู้และการปรับกิจกรรม (adaptive funding)
8) ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ (ตัวอย่าง clause ในประกาศทุนที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที)
- “ข้อเสนอจะต้องมีพาร์ทเนอร์จากภาคผู้ใช้ผลงาน (user partner) อย่างน้อยหนึ่งหน่วยงาน/องค์กรที่เป็น co-applicant และต้องระบุบทบาทชัดเจนในการตั้งโจทย์ การออกแบบงาน และแผนการนำผลงานไปใช้”
- “โครงการต้องมีแผน Knowledge Translation / Uptake (ไม่เกิน 2 หน้า) และมีตัวชี้วัดการนำไปใช้ (e.g., policy brief produced, pilot adoption by X municipality, cost saving estimate)”
- “การประเมินจะทำโดย mixed panel (academic + user representative + civil society) และผู้ให้ทุนจะเปิดเผยรายงาน monitoring ทั้งหมดต่อสาธารณะ”
9) สรุปสั้น ๆ (Takeaways)
- แนวคิดของคุณถูกต้อง: ถ้าผู้จัดการทุนยังคิดว่า “ตนจัดการเงิน” ระบบจะยังผลิตงานที่ไม่ตอบโจทย์สังคม
- การเปลี่ยนเป็น co-creation / stewardship model ต้องการการเปลี่ยน mindset, การปรับกระบวนการตั้งโจทย์ การออกแบบ calls, ระบบประเมินใหม่, งบสำหรับ partnership building, และความโปร่งใส
- มีกรอบและเครื่องมือจากนานาชาติที่นำมาปรับใช้ได้ เช่น RRI, mission-oriented policy, participatory grantmaking, และระบบประสานข้อมูลแบบเกาหลี — ซึ่งควรนำมาทดลองปรับใช้ในบริบทไทยเป็น pilot ก่อนขยาย. (era-learn.eu)
ถ้าต้องการต่อ ผมช่วยได้ดังนี้ (เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง):
- ร่างประกาศรับข้อเสนอตัวอย่าง (Call text) ที่มีเงื่อนไข co-creation + scoring rubric สำหรับ panel (พร้อมตัวชี้วัด impact) — ผมร่างให้ได้ทันที
- ร่างนโยบายฉบับย่อ (policy brief) 2–3 หน้า สำหรับผู้บริหาร (สกสว./วช.) อธิบาย roadmap และตัวชี้วัดความสำเร็จ
- ออกแบบ pilot call (ธีมหนึ่ง) — พร้อม timeline, งบประมาณแนะนำ, รูปแบบการเลือก และมาตรการติดตามผล
บอกผมได้เลยว่าต้องการแบบไหน ผมจะร่างให้ทันที (ผมจะไม่ขอข้อมูลเพิ่ม — ผมจะใช้แนวทางมาตรฐานแล้วให้เทมเพลตที่แก้ไขได้)
ระบบการจัดการ ววน. ไทย ต้องการการปรับใหญ่ เพื่อให้การลงทุนด้าน ววน. ของภาครัฐก่อผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง และเพื่อให้ประชาชนมีศรัทธาต่อระบบ และการลงทุนของภาครัฐต่อระบบ ววร.
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ต.ค. ๖๘