อรรถการ สัตยพาณิชย์
ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของจีน มักมีภูมิหลังการศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ (STEM) มากขึ้น เห็นได้จาก สี จิ้น ผิง (ประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2013) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา วิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยชิงหฺวา (Tsinghua University) กรุงปักกิ่ง หลี่ เฉียง (นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เมื่อปี 2023) ศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ วิศวกรรมการจัดการ และเศรษฐศาสตร์ (จากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง) แม้กระทั่งอดีตผู้นำที่โดดเด่น เช่น หู จิ่นเทา (อดีตประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2003) จบสาขา วิศวกรรมไฮดรอลิก จากมหาวิทยาลัยชิงหฺวา และ เวิน เจียเป่า (อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2003) จบด้าน ธรณีวิทยาและวิศวกรรม จากสถาบันธรณีวิทยาปักกิ่ง
การที่ผู้นำระดับสูงมีพื้นฐานการศึกษาด้าน STEM ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายและแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ยุคหลังปฏิรูปและเปิดประเทศ โดยมีเหตุผลหลัก ดังนี้
1. ความเข้าใจเชิงลึกในกลไกการพัฒนา
ผู้นำที่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์มักมีความสามารถในการ คิดอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking) การ แก้ไขปัญหา (Problem Solving) และการเข้าใจ กลไกทางเทคนิค ของอุตสาหกรรม การผลิต และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศให้เป็น มหาอำนาจด้านนวัตกรรม และหลุดพ้นจากการเป็นเพียงฐานการผลิตราคาถูก
2. การผลักดันยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี
จีนได้ประกาศและดำเนินยุทธศาสตร์สำคัญหลายอย่างที่เน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก เช่น
- Made in China 2025 (MIC2025): เป็นการ เจาะจง ลงไปใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีเข้มข้น (High-Tech) ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต:
- เทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นใหม่ (New Generation Information Technology): เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์, 5G/6G, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud Computing และ IoT
- เครื่องมือกลที่ควบคุมด้วยตัวเลข (Numerical Control Machine Tools) และหุ่นยนต์: การเปลี่ยนโรงงานไปสู่ การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing)
- อุปกรณ์อากาศยานและอวกาศ (Aerospace and Aviation Equipment): การพัฒนาเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ (เช่น C919) และการสำรวจอวกาศ
- อุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเลและเรือไฮเทค (Ocean Engineering Equipment and High-Tech Ships): การสร้างขีดความสามารถทางทะเล
- อุปกรณ์ขนส่งทางรางที่ทันสมัย (Advanced Rail Transit Equipment): การขยายอิทธิพลของเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง
- รถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles - NEV): เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) โดยตั้งเป้าให้เป็นผู้นำตลาดโลกทั้งการผลิตและนวัตกรรม
- อุปกรณ์ด้านพลังงาน (Power Equipment): โซลาร์เซลล์, กังหันลม และระบบส่งพลังงานอัจฉริยะ
- วัสดุใหม่ (New Materials): เช่น วัสดุขั้นสูงสำหรับชิป, แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) และโลหะผสมพิเศษ
- ชีวเภสัชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ระดับสูง (Biopharma and High-end Medical Equipment)
- เครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตรสมัยใหม่ (Modern Agricultural Machinery)
- การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี (Technological Self-Reliance):โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเผชิญ
หน้าทางเทคโนโลยีกับสหรัฐอเมริกา จีนต้องการให้ผู้นำที่มีความรู้ความเข้าใจด้านนี้โดยตรงมาเป็นผู้กำกับดูแลการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: เช่น การลงทุนในสถาบันวิจัยชั้นนำและ
การเปิดสาขาวิชาใหม่ ๆ ในมหาวิทยาลัยเพื่อตอบสนองความต้องการเชิงยุทธศาสตร์
3. การสร้างความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือ
ในระบบการเมืองของจีน การมี ความสามารถทางเทคนิค ถือเป็น ความชอบธรรม (Legitimacy) ในการบริหารประเทศ การเลือกผู้บริหารที่มีประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรมหรือมีพื้นฐานการศึกษาที่หนักแน่นในด้าน STEM จึงช่วยให้ประชาชนและพรรคฯ เชื่อมั่นว่า ผู้นำสามารถนำพาประเทศไปสู่ความทันสมัยและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้จริง
รูปธรรมจากผู้นำมีพื้นฐานด้าน STEM
การมีผู้นำที่มีพื้นฐานด้าน STEM จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การสนับสนุนและกำกับดูแลนโยบายทางเทคโนโลยีเหล่านี้ สามารถทำได้อย่างมีทิศทางและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแสดงผลลัพธ์ในบางอุตสาหกรรมแล้ว เช่น
- รถยนต์ไฟฟ้า (EVs): จีนเป็นผู้นำด้านการผลิตและส่งออก EV และแบตเตอรี่ EV ของโลกอย่างชัดเจน โดยมีบริษัทอย่าง BYD และ CATL เป็นผู้เล่นหลัก
- พลังงานหมุนเวียน: จีนครองส่วนแบ่งตลาดโลกในการผลิตแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมในระดับที่สูงมาก
- ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัล: จีนมีการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล (เช่น 5G, E-commerce, FinTech) มาประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในชีวิตประจำวันและภาคอุตสาหกรรม
ในยุคที่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาชาติ จีนได้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาผู้นำและกำลังคนที่มีพื้นฐานทางสายนี้เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ การที่ผู้นำจีนส่วนใหญ่เป็นนักวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องโชคช่วย แต่คือ การวางยุทธศาสตร์เพื่อให้ประเทศพร้อมรับมือกับความท้าทายและเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล ท้ายที่สุดแล้ว ทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นจีนหรือชาติใด อาจต้องพิจารณาว่า “การลงทุนในคน คือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด” เพื่อที่จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไม่มีที่สิ้นสุดนี้.......