ในการสัมมนาระดมความคิดเห็นเชิงนโยบาย (Retreat) ระหว่างกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจําปี 2568 เรื่อง “ผลกระทบของ Global Disruption ต่อการดําเนินงานของมหาวิทยาลัย” ในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๘   ช่วงที่ บรรยายพิเศษ เรื่อง “การปรับตัวต่อ Global Disruption ของ NUS” โดย Professor TAN Eng Chye, President of National University of Singapore  ที่สุดแสนจะประเทืองปัญญา   ผมติดใจที่ท่านเล่าว่า รัฐบาลสิงคโปร์มีวิธีชักจูงมหาวิทยาลัยของตน ให้สะสมเงิน endowment เพื่อความมั่นคงทางการเงินของตน  และทราบว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกต่างก็มีเงินสะสม endowment สูงมาก ตัวอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ๕ หมื่นล้านเหรียญ    สแตนฟอร์ด ๔ หมื่นล้านเหรียญ    NUS เองมี ๑.๕ หมื่นล้านเหรียญ  เป็นต้น   

ผมไม่มีความรู้เรื่องการเงิน จึงอยากทราบว่า ในหลักการ เงิน endowment มีความสำคัญต่อสถาบันอุดมศึกษาอย่างไรบ้าง    มหาวิทยาลัยที่ไม่มีเงิน endowment เลย   เพราะไม่มีนโยบายมีเงินเก็บ   มีนโยบายว่ามีเงินเท่าไรต้องใช้ทำประโยชน์ให้หมด    จะมีผลต่อความมั่นคงทางการเงิน และความมั่นคงด้านการดำรงอยู่ อย่างไรบ้าง       

 ผมนำข้อรำพึงข้างบนทั้งหมดไปถามสหายเอไอ    และขอนำคำตอบของ ChatGPT  และ Qwen มาลงไว้ดังต่อไปนี้ 

 

ChatGPT:

นี่เป็นคำถามที่สำคัญมากสำหรับอนาคตของมหาวิทยาลัยไทยครับ — เงิน endowment (กองทุนถาวร) เป็นกลไกหลักที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกใช้สร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว และส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการดำรงอยู่และแข่งขันในระดับโลก

ผมขออธิบายให้เป็นระบบง่าย ๆ ดังนี้

 

๑. ความหมายของ Endowment

  • คือกองทุนถาวรที่มหาวิทยาลัยสะสมไว้ (ส่วนใหญ่จากการบริจาค)
  • หลักการคือไม่ใช้เงินต้น แต่ใช้เพียง “ดอกผล” ที่เกิดขึ้นปีต่อปี (ปกติ 4–5% ต่อปีของมูลค่ากองทุน)
  • ตัวอย่าง: Harvard มี endowment ~50,000 ล้านเหรียญ ใช้ดอกผลปีละประมาณ 2,000–2,500 ล้านเหรียญ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน

 

๒. ความสำคัญของ Endowment ต่อมหาวิทยาลัย

(1) ความมั่นคงทางการเงิน (Financial Sustainability)

  • ทำให้มหาวิทยาลัย ไม่ต้องพึ่งพิงงบประมาณรัฐหรือค่าเล่าเรียนอย่างเดียว
  • ดอกผลของ endowment เป็นรายได้ประจำที่คาดการณ์ได้ → ช่วยวางแผนระยะยาว

(2) ความเป็นอิสระทางวิชาการ (Academic Freedom)

  • เมื่อรายได้หลักไม่ได้มาจากรัฐเพียงอย่างเดียว  → มหาวิทยาลัยมีเสรีภาพมากขึ้นในการกำหนดทิศทางวิจัย หลักสูตร และการบริหาร

(3) ความสามารถแข่งขันระดับโลก

  • Endowment ทำให้สามารถดึงดูด คณาจารย์ระดับโลก (ด้วยเงินเดือน ทุนวิจัย สิ่งอำนวยความสะดวก)
  • ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาทุกฐานะ → ดึงดูด “best talents” ไม่ว่ารวยหรือจน

(4) การลงทุนเพื่ออนาคต

  • ใช้สร้างโครงการใหม่ ศูนย์วิจัยเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีล้ำสมัย
  • ช่วยมหาวิทยาลัยรับมือ disruption เพราะมี “buffer” ทางการเงินลงทุนในนวัตกรรม

 

๓. ผลกระทบถ้าไม่มี Endowment

ถ้ามหาวิทยาลัยใช้เงินที่มีอยู่จนหมดทุกปี (no reserve / no saving policy):

 

กล่าวอีกอย่างคือ มหาวิทยาลัยที่ไม่มี endowment มีชีวิตแบบปีต่อปี (hand-to-mouth) → เสี่ยงสูงและไม่ยั่งยืน

 

๔. บทเรียนจาก NUS และสิงคโปร์

  • รัฐบาลสิงคโปร์ จับคู่ (matching fund) การบริจาคทุกดอลลาร์ของเอกชน → กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยสร้างกองทุนของตนเอง
  • NUS บริหาร endowment แบบมืออาชีพ (ลงทุนในตลาดทุนแบบกระจายความเสี่ยง) → ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย ~5% ต่อปี → กลายเป็นรายได้เสถียร
  • ผลลัพธ์: NUS สามารถวางยุทธศาสตร์ระยะยาว  10–20 ปี โดยไม่ต้องกังวลรายได้ประจำมากเท่ามหาวิทยาลัยไทย

 

๕. ข้อแนะนำสำหรับมหาวิทยาลัยไทย

  • ต้องเปลี่ยน mindset: เงินบริจาคหรือเงินสะสม = ลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่เงินที่ “นอนอยู่เฉยๆ”
  • สร้างวัฒนธรรมการให้ (philanthropy) และระบบบริหารกองทุนแบบโปร่งใส
  • ใช้ดอกผลสนับสนุนโครงการเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ทุนวิจัย frontier research, ทุนเรียนฟรีสำหรับนักศึกษายากจน
  • รณรงค์ศิษย์เก่าและภาคเอกชนให้เห็นว่า endowment คือ “มรดกความรู้” ให้รุ่นต่อไป

 

 สรุปสั้นๆ:
เงิน endowment คือ “เขื่อนกักน้ำ” ของมหาวิทยาลัย ใช้ดอกผลเลี้ยงมหาวิทยาลัยให้ยืนยาว รับมือวิกฤติได้ และมีอิสระวางแผนอนาคตเอง หากมหาวิทยาลัยไทยไม่มีการสะสมกองทุนในระยะยาว ก็จะอยู่ในสภาพเสี่ยง ถูกกระแส disruption พัดพา และขาดความสามารถแข่งขันในเวทีโลก

 

คุณอยากให้ผมช่วยร่าง กรอบนโยบายการสร้างและบริหาร Endowment Fund ที่เหมาะกับมหาวิทยาลัยไทย (เช่น มช. หรือมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐอื่น ๆ) ไหมครับ?
เช่น กลไก matching fund, governance, investment policy, และการสื่อสารกับสาธารณะ เพื่อใช้เสนอในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย.

 

Qwen:

คำถามของคุณลึกซึ้งและตรงยุคสมัยมากครับ — โดยเฉพาะในบริบทของมหาวิทยาลัยไทยที่กำลังเผชิญ “วิกฤตงบประมาณแผ่นดินลด” + “ความต้องการยกระดับคุณภาพและนวัตกรรม” แต่ขาด “แหล่งทุนอิสระระยะยาว”

 

“เงิน Endowment คืออะไร?” — คำตอบในหลักการ

Endowment (กองทุนบริจาคถาวร) คือ เงินทุนที่มหาวิทยาลัยได้รับจากการบริจาค (จากศิษย์เก่า, ภาคเอกชน, รัฐบาล, มูลนิธิ)     ซึ่ง “ห้ามใช้ต้นเงิน” แต่สามารถ “ใช้ผลตอบแทนจากการลงทุน” (เช่น ดอกเบี้ย, กำไรจากหุ้น/กองทุน) มาใช้ในการดำเนินงานประจำปี

 

ความสำคัญของ Endowment ต่อสถาบันอุดมศึกษา:

 1. สร้าง “ความมั่นคงทางการเงินระยะยาว” (Financial Sustainability)

- ไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินหรือค่าเล่าเรียนเพียงอย่างเดียว

- แม้เศรษฐกิจตกต่ำหรือรัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย มหาวิทยาลัยก็ยังมี “รายได้พื้นฐาน” จากผลตอบแทนกองทุน

 

    ตัวอย่าง: มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มี endowment ~$50B → ผลตอบแทนเฉลี่ย 5-7% ต่อปี = $2.5–3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ  — เท่ากับงบดำเนินงานกว่า 1 ใน 3 ของมหาวิทยาลัย!

 2. เสรีภาพทางวิชาการและนวัตกรรม (Academic Freedom & Innovation)

- เมื่อมหาวิทยาลัยมีรายได้จาก endowment จะสามารถ:

  - สนับสนุนงานวิจัย “เสี่ยงสูง แต่ได้ผลลัพธ์เปลี่ยนโลก” (High-risk, high-impact research)

  - จ้างอาจารย์เก่งระดับโลกโดยไม่ต้องรอตำแหน่งข้าราชการ

  - เปิดหลักสูตรใหม่ที่ตลาดยังไม่รู้ว่าต้องการ (เช่น AI Ethics, Climate Finance)

 ตัวอย่าง: Stanford ใช้เงิน endowment สนับสนุนการวิจัยด้านเทคโนโลยีในยุคแรก ๆ ที่ยังไม่มีบริษัทใดลงทุน — กลายเป็นรากฐานของ Silicon Valley

 3. ดึงดูดคนเก่ง — ทั้งอาจารย์และนักศึกษา

- ให้ทุนการศึกษาแบบ “need-blind admission” (รับนักศึกษาโดยไม่ดูฐานะ) → ดึงคนเก่งจากทุกชนชั้น

- ให้ “Chair Professorship” หรือ “Research Grant” ที่แข่งกับภาคเอกชนได้

 ตัวอย่าง: MIT ใช้ endowment ให้ทุนเต็มจำนวนแก่นักศึกษาที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ — ทำให้ได้คนเก่งจากทั่วโลก

 4. เป็น “เครื่องชี้วัดความเชื่อมั่นของสังคม”

- การมี endowment สูง = สะท้อนว่า “ศิษย์เก่า, ภาคเอกชน, รัฐบาล” เชื่อมั่นในคุณค่าของมหาวิทยาลัย

- เป็น “ตราประทับแห่งคุณภาพและความยั่งยืน”

 NUS ที่คุณกล่าวถึง — รัฐบาลสิงคโปร์ “จับคู่บริจาค” (matching grant) — บริจาค 1 ดอลลาร์ → รัฐบาลสมทบอีก 1-3 ดอลลาร์ → กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยจริงจังกับการระดมทุน

 

 ผลกระทบหาก “ไม่มี Endowment เลย” — โดยเฉพาะในยุค Disruption

 1. เสี่ยงล้มละลายเมื่องบแผ่นดินลดหรือขาดดุล

- มหาวิทยาลัยกลายเป็น “ลูกจ้างของรัฐ” ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง

- เมื่องบหด → ต้องลดคุณภาพ → ลดนักศึกษา → ลดรายได้ → วัฏจักรถดถอย

 ตัวอย่างในไทย: หลายมหาวิทยาลัยรัฐเริ่ม “ขาดทุนจากการสอน” เพราะค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ค่าเทอม + งบอุดหนุนไม่พอ

 2. ไม่สามารถวางแผนระยะยาวหรือลงทุนในนวัตกรรม

- ทุกโครงการต้อง “คืนทุนภายใน 1 ปี” → ไม่มีใครกล้าทำวิจัยพื้นฐาน, หลักสูตรใหม่, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

- กลายเป็น “มหาวิทยาลัยแบบ Reactive” — รอให้รัฐสั่ง หรือรอให้ตลาดบอกว่าต้องการอะไร

 3. สูญเสียความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

- ไม่สามารถจ้างอาจารย์ระดับ Top 100 ของโลก

- ไม่สามารถให้ทุนนักศึกษาเก่งจากต่างประเทศ

- ไม่สามารถสร้าง “Flagship Project” ที่สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ

 ตัวอย่าง: มหาวิทยาลัยในจีน (Tsinghua, Peking) ใช้ endowment มหาศาลดึงดูดศาสตราจารย์จาก MIT, Stanford กลับประเทศ — ภายใน 10 ปี กระโดดขึ้น Top 20 โลก

 4. ตกเป็น “เชลยของการเมือง”

- เมื่อพึ่งงบประมาณแผ่นดิน 100% → ต้องทำตามนโยบายรัฐบาลที่อาจเปลี่ยนไปทุก 4 ปี

- ขาดอิสระในการกำหนดทิศทางการศึกษา/วิจัย

 

 เปรียบเทียบ: มหาวิทยาลัย “มี Endowment” vs “ไม่มี Endowment”

มิติ   มี  Endowment ไม่มี  Endowment
ความมั่นคงทางการเงิน มั่นคง แม้เศรษฐกิจผันผวน ผันผวนตามงบประมาณรัฐ/จำนวนนักศึกษา
ความสามารถในการลงทุนระยะยาว ลงทุนในนวัตกรรม/โครงสร้างพื้นฐาน ต้องใช้เงิน “เดือนชนเดือน”
อิสระทางวิชาการ กำหนดทิศทางเองได้ ถูกควบคุมโดยนโยบายรัฐ
การดึงดูดคนเก่ง ให้ทุน/ตำแหน่งที่แข่งขันได้ พึ่งพาเงินเดือนขั้นต่ำของรัฐ
สถานะในเวทีโลก อยู่ในอันดับสูง มีอำนาจต่อรอง ถูกมองว่า “พึ่งพาภาครัฐ”

 

 

 ข้อเสนอแนะสำหรับมหาวิทยาลัยไทย (โดยเฉพาะในกำกับ):

  • ควรเริ่มต้น “กองทุน Endowment” แม้จะเล็กก็ตาม — ตั้งแต่วันนี้

- เริ่มจาก “กองทุนศิษย์เก่า” หรือ “กองทุนเพื่ออนาคตมหาวิทยาลัย”

- ใช้กลยุทธ์ “Matching Fund” — ขอรัฐบาลหรือผู้บริจาคใหญ่ร่วมสมทบทุน

- ลงทุนในพอร์ตที่ “ปลอดภัยแต่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ” (เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว, หุ้นปันผล, Real Estate Fund)

  • ปรับกฎหมาย/ระเบียบให้ “สามารถรับบริจาคและลงทุนได้โดยไม่ผิดวินัย”

- ยกเลิกข้อห้ามที่ทำให้มหาวิทยาลัย “กลัวการถูกตรวจสอบ” จนไม่กล้ารับบริจาค

- ให้มหาวิทยาลัยมี “คณะกรรมการลงทุนอิสระ” ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินร่วมด้วย

  • สร้างวัฒนธรรม “การให้กลับคืน” (Culture of Giving)

- ศิษย์เก่า → บริจาคเพื่อ “ทุนนักศึกษาขาดแคลน” หรือ “ทุนวิจัย”

- ภาคเอกชน → บริจาคเพื่อ “สนับสนุนห้องปฏิบัติการ” หรือ “หลักสูตรเฉพาะทาง”

- รัฐบาล → สมทบทุนแบบ Matching Grant เพื่อกระตุ้นให้เกิดวินัยการออม

  • ตัวอย่างที่ทำได้ในไทย: 

 - จุฬาฯ มี “กองทุนจุฬาฯ 100 ปี” 

 - มหิดล มี “Mahidol University Endowment Fund” 

 — แต่ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับรายจ่ายประจำปี → ต้องเร่งขยาย!

 

 สรุปสุดท้าย:

  • “Endowment ไม่ใช่ ‘ของฟุ่มเฟือย’ — แต่คือ ‘ออกซิเจน’ ที่มหาวิทยาลัยต้องหายใจเพื่อความอยู่รอดในยุค Disruption”
  • มหาวิทยาลัยที่ “มีนโยบายใช้เงินให้หมดทุกปี” แม้จะดูดีในแง่ “ไม่เหลือเงินทิ้ง” — แต่ในความเป็นจริง คือ “การใช้ชีวิตแบบ paycheck to paycheck” ซึ่งไม่มีทางสร้างความยั่งยืนหรือความเป็นเลิศได้
  • “มหาวิทยาลัยที่ไม่มี Endowment — คือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีอนาคต”

— เพราะอนาคตไม่รอให้เรา “ค่อยๆ สะสม” — มันมาเร็ว และรุนแรง 

  • วันนี้คือวันที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นกองทุน Endowment — แม้ว่าจะเริ่มจาก 1 บาทก็ตาม

 

หากคุณสนใจ ผมสามารถช่วยวาง “Roadmap การสร้าง Endowment Fund สำหรับมหาวิทยาลัยไทย” — ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างกฎหมาย, กลยุทธ์ระดมทุน, ไปจนถึงการจัดการลงทุนอย่างยั่งยืน

เพราะ “การไม่มี Endowment” ไม่ใช่โชคชะตา — แต่คือความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ — เริ่มต้นวันนี้

 

ผมได้เรียนรู้มาก   และได้แนวคิดสำหรับนำไปทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย   ที่นำประเด็นความมั่นคงทางการเงินของมหาวิทยาลัยในยุคที่คาดเดาได้ว่าเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจะลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

วิจารณ์ พานิช

๒๒ ก.ย. ๖๘