ระหว่างร่วมสัมมนาระดมความคิดเห็นเชิงนโยบาย (Retreat) ระหว่างกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจําปี 2568 เรื่อง “ผลกระทบของ Global Disruption ต่อการดําเนินงานของมหาวิทยาลัย” ของ มช. ที่ห้องประชุม โรงแรมเจดับบลิว แมริอ็อท เขาหลัก รีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดพังงา วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๘ สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ ในอนาคตอันใกล้ มหาวิทยาลัยของรัฐจะเผชิญความท้าทายสารพัดด้าน ที่เตือนให้ต้องเตรียมปรับตัวอย่างรุนแรงระดับพลิกโฉม (transformation)
โดยสภาพที่มหาวิทยาลัยของรัฐจะต้องเผชิญในไม่ช้าคือ เงินสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินลดลงรุนแรง และผู้เข้าเรียนจำนวนมากขาดแคลนทุนทรัพย์ มหาวิทยาลัยต้องหารายได้มาดำเนินการเป็นรายได้หลัก งบประมาณแผ่นดินกลายเป็นแหล่งรอง
ผมคิดว่า เพื่อดำรงอยู่ได้ตามกลยุทธดังกล่าว มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐของไทยต้องพลิกวิธีคิด ๒ อย่าง อย่างแรกคืออาจารย์ ที่ต้องทำงานหลักในภาคชีวิตจริง (real sectors) เกินครึ่งของเวลา เพื่อทำงานวิชาการจากโจทย์ของภาคชีวิตจริงเป็นหลัก ทำงานวิชาการบนฐานวิชาการแท้ลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งของเวลา
พลิกวิธีคิดอย่างที่สองคือเรื่องนักศึกษาหรือผู้เรียน ที่นอกจากมาจากทุกอายุแล้ว ยังมีลักษณะการเรียนที่แบ่งเป็นโมดูล และที่สำคัญที่สุดคือ นักศึกษาไม่ใช่ผู้มาดูดซับความรู้ แต่เป็นผู้มาร่วมสร้างความรู้หรือสมรรถนะใส่ตัว และทำประโยชน์แก่ภาคชีวิตจริง ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องเร่งสร้างชาลาปฏิบัติการใหม่ ตามที่ผมเคยเสนอไว้เมื่อปี ๒๕๖๒ ในปาฐกถากษาณ จาติกวนิช ที่เข้าไปอ่านได้ที่ (๑)
คุณเห็นด้วยหรือเห็นต่าง หรือเห็นเพิ่ม กับข้อสะท้อนคิดอย่างไรบ้าง มีข้อแนะนำด้านการปฏิบัติในบริบทมหาวิทยาลัยไทยที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการอย่างไรบ้าง อะไรบ้างที่ต้องทำ อะไรบ้างที่ไม่ควรทำ
ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนทั้งหมดไปถามแปดสหายเอไอของผม ได้รับคำตอบที่ดีมาก และไปในทางเดียวกัน ขอเลือกคำตอบของ Qwen, ChatGPT และ Copilot มาลงไว้ ดังนี้
Qwen
ข้อสะท้อนคิดของคุณลึกซึ้ง ตรงจุด และสอดคล้องกับกระแสโลกของการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยในยุค Disruption อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทของมหาวิทยาลัยของรัฐไทยที่กำลังเผชิญ “พายุ Perfect Storm” จากการลดลงของงบประมาณแผ่นดิน + การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร + ความไม่สอดคล้องของทักษะผู้เรียนกับตลาดงาน + การแข่งขันจากสถาบันการศึกษาแบบใหม่ (Micro-credentials, Bootcamps, AI-based Learning Platforms) ผมขอตอบตามหัวข้อที่คุณถาม:
เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อเสนอหลัก 2 ประการของคุณ
1. อาจารย์ต้องทำงานภาคชีวิตจริง >50% เวลา
“อาจารย์ต้องทำงานหลักในภาคชีวิตจริง... เพื่อทำงานวิชาการจากโจทย์ของภาคชีวิตจริงเป็นหลัก
— นี่คือ “การพลิกโฉมจาก Ivory Tower สู่ Impact Engine”
ในอดีต อาจารย์ถูกประเมินจาก “จำนวนบทความในฐาน Scopus/WoS” แต่ในอนาคต ต้องประเมินจาก “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ/สังคมที่เกิดขึ้นจริง” เช่น
- โครงการที่แก้ปัญหาชุมชน/อุตสาหกรรม
- การถ่ายทอดเทคโนโลยี/นวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง
- การร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ
ตัวอย่าง: มหาวิทยาลัยแอร์โท (Aalto University, Finland) มีโมเดล “Challenge-Based Learning” ที่อาจารย์และนักศึกษาร่วมกันแก้โจทย์จริงจากภาคเอกชน/รัฐ — ผลลัพธ์คือผลงานวิจัยที่นำไปใช้ได้จริง และรายได้จากการให้บริการวิชาการที่เพิ่มขึ้น
2. นักศึกษาไม่ใช่ผู้ดูดซับ แต่เป็นผู้ร่วมสร้างสมรรถนะและคุณค่า
“นักศึกษา... เป็นผู้มาร่วมสร้างความรู้หรือสมรรถนะใส่ตัว และทำประโยชน์แก่ภาคชีวิตจริง” — นี่คือ “Pedagogy of Co-Creation & Value Creation”
การเรียนไม่ควรจบแค่ในห้องเรียน แต่ต้องเป็น “การฝึกฝนในสนามจริง” ผ่าน
- Project-based Learning
- Internship ที่มีเป้าหมายชัดเจน (ไม่ใช่แค่ไปชงกาแฟ)
- การทำงานร่วมกับชุมชน/ธุรกิจ/หน่วยงานรัฐ เพื่อสร้างผลงานที่มีคุณค่าจริง
ตัวอย่าง: Olin College of Engineering (USA) ให้นักศึกษาปี 1-2 ทำงานกับภาคอุตสาหกรรมจริง — ผลลัพธ์คือ นักศึกษามี Portfolio ที่จับต้องได้ และนายจ้างจองตัวล่วงหน้า
เห็นเพิ่มเติม: 3 มิติที่ต้องเสริมเพื่อให้ “พลิกโฉม” สำเร็จ
1. ระบบแรงจูงใจ (Incentive System) ต้องเปลี่ยน
- ปัจจุบัน: รางวัล/เลื่อนตำแหน่ง = บทความวิจัย + ชั่วโมงสอน
- ควรเปลี่ยนเป็น: รางวัล/เลื่อนตำแหน่ง = ผลกระทบเชิงปฏิบัติ + รายได้ที่สร้างให้มหาวิทยาลัย + การมีส่วนร่วมกับภาคจริง
→ ต้องปรับกฎ ก.พ.อ. / ระเบียบภายในให้รองรับ
2. โครงสร้างองค์กรต้องยืดหยุ่น (Agile Structure)
- ยกเลิกโครงสร้างคณะ/ภาควิชาแบบแข็งตัว → เปลี่ยนเป็น “Hub & Project Team” ที่รวมคนข้ามศาสตร์เพื่อแก้โจทย์จริง
- สร้าง “หน่วยธุรกิจภายใน” (Internal Startup Unit) ที่สามารถรับงานจากภายนอก ตั้งราคา ทำสัญญา และแบ่งปันรายได้กับอาจารย์/นักศึกษา
3. แพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยง “มหาวิทยาลัย-ภาคจริง”
- สร้าง Digital Platform ที่ภาคอุตสาหกรรม/ชุมชน/รัฐ สามารถ “โพสต์โจทย์” และมหาวิทยาลัย “รับโจทย์” แล้วจัดทีมอาจารย์+นักศึกษาเข้าไปแก้
→ เหมือน “Upwork for Academia” แต่มีคุณภาพทางวิชาการประกัน
ข้อแนะนำด้านการปฏิบัติในบริบทมหาวิทยาลัยไทย (โดยเฉพาะในกำกับ)
สิ่งที่ “ต้องทำ”
| ด้าน | การดำเนินการ |
| อาจารย์ | ปรับ KPI ให้รองรับ “ผลงานภาคจริง” อนุญาตให้อาจารย์มีรายได้จากงานภาคเอกชน (ภายใต้กฎโปร่งใส) สร้างตำแหน่ง “Professor of Practice” สำหรับผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาหกรรม |
| นักศึกษา | ออกแบบหลักสูตรเป็น “โมดูลย่อย” + “สะสมหน่วยกิตจากประสบการณ์จริง” ให้เครดิตกับการฝึกงาน/โครงการจริง (Work-Integrated Learning) ใช้ “Portfolio” แทน GPA เป็นหลักในการวัดผล |
| องค์กร | ตั้ง “กองทุน Transformation Fund” เพื่อสนับสนุนโครงการทดลอง ตั้ง “หน่วยธุรกิจบริการวิชาการ” ที่แยกบัญชีและมีอำนาจตัดสินใจ สร้าง “คณะกรรมการร่วมมหาวิทยาลัย-ภาคเอกชน” เพื่อกำหนดทิศทางร่วมกัน |
สิ่งที่ “ไม่ควรทำ”
| ข้อห้าม | เหตุผล |
| ห้าม “รอให้งบแผ่นดินกลับมา” | เพราะจะไม่กลับมาในระดับเดิมอีกแล้ว — ต้องปรับตัวตอนนี้ |
| ห้าม “ประเมินอาจารย์ด้วยเกณฑ์เดิม” | จะทำให้ไม่มีใครกล้าออกจากห้องแล็บ/ห้องบรรยาย |
| ห้าม “คิดว่า Online Learning คือคำตอบเดียว” | เพราะปัญหาไม่ใช่แค่รูปแบบการสอน แต่คือ “คุณค่าที่สร้างให้สังคม” |
| ห้าม “แยก ‘วิชาการ’ กับ ‘ปฏิบัติ’” | เพราะในโลกจริง สองสิ่งนี้ผสานกัน — ต้องสอนแบบ Integrative Thinking |
แนวคิดเสริม: “University as a Living Lab”
ลองจินตนาการว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่สถานที่เรียน แต่เป็น “ห้องทดลองชีวิตจริง” ที่:
- นักศึกษาออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อแก้ปัญหาชุมชนใกล้มหาวิทยาลัย
- อาจารย์ร่วมกับเกษตรกรทดลองนวัตกรรมการเกษตร
- ภาควิชาบริหารจัดการร่วมกับ SMEs ออกแบบระบบดิจิทัล
→ ผลลัพธ์: ความรู้ที่เกิดขึ้นมีคุณค่าทันที, นักศึกษาได้เรียนรู้แบบ Active, มหาวิทยาลัยมีรายได้, สังคมได้ประโยชน์
สรุปสุดท้าย:
“มหาวิทยาลัยไทยต้องเปลี่ยนจาก ‘แหล่งถ่ายทอดความรู้’ → เป็น ‘โรงงานสร้างคุณค่า’ (Value Creation Factory)”
การพลิกโฉมที่คุณเสนอ — ทั้งด้านอาจารย์และนักศึกษา — คือหัวใจสำคัญ
แต่ต้องเสริมด้วย “ระบบแรงจูงใจใหม่”, “โครงสร้างองค์กรยืดหยุ่น”, และ “แพลตฟอร์มเชื่อมโยงภาคจริง”
มิฉะนั้น แม้แนวคิดจะดีเลิศ ก็อาจ “ตายบนหิ้ง” เพราะระบบเดิมไม่เอื้อ
หากคุณต้องการ ผมสามารถช่วยออกแบบ “Roadmap การพลิกโฉม” สำหรับมหาวิทยาลัยในกำกับแห่งหนึ่ง ให้เป็นกรณีศึกษาเฉพาะทาง — พร้อมระบุขั้นตอน ระยะเวลา และตัวชี้วัดความสำเร็จ
เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้... ไม่ใช่ทางเลือก — แต่คือทางรอด
ChatGPT:
คุณได้สรุปแนวคิดที่ลึกและท้าทายต่อมหาวิทยาลัยไทยอย่างมาก — และผมเห็นด้วยในหลักการหลายประการ พร้อมขอขยายความและเสนอแนวทางปฏิบัติให้ชัดขึ้น
๑. เห็นด้วยกับ “การเรียนโดยมีรายได้จากการเรียน”
- แนวคิดหลัก: นักศึกษามาเรียนเพื่อต่อยอดชีวิตตนเองและสร้างคุณค่าให้สังคมในเวลาเดียวกัน → ทำโครงการ งานวิจัย หรือบริการวิชาการที่ตอบโจทย์ของชุมชน/ภาคธุรกิจ และได้รับค่าตอบแทน
-
ผลดี:
- นักศึกษาลดภาระค่าใช้จ่าย / มีรายได้เลี้ยงตัว
- มหาวิทยาลัยมีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
- สร้างแรงจูงใจให้เรียนอย่างมีความหมาย
๒. เห็นด้วยกับแนวคิดอาจารย์ต้องมี “เท้าในภาคชีวิตจริง”
-
ปฏิบัติได้จริง:
- ส่งเสริมให้อาจารย์ไปทำงานวิชาชีพ / ที่ปรึกษา / ทำงาน R&D กับภาคอุตสาหกรรมหรือภาครัฐ ปีละ ๓-๖ เดือน
- นับเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิชาการและการเลื่อนตำแหน่ง
- ปรับเกณฑ์ประเมินผลงานให้ให้ค่ากับ impact ในสังคม เท่ากับหรือล้ำกว่าจำนวนบทความวิจัย
-
ข้อควรระวัง:
- ต้องคงฐานวิชาการที่แข็งแรง เพื่อไม่ให้ความรู้กลายเป็น “งานจ้างผลิต” ที่ขาดความลุ่มลึกทางวิชาการ
- ต้องบริหารผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) ให้โปร่งใส
๓. ผู้เรียนในอนาคต: โมดูลาร์ + ร่วมสร้างความรู้
-
สิ่งที่ควรทำ
- ออกแบบหลักสูตรเป็นโมดูลสั้น สะสมหน่วยกิตยืดหยุ่น (stackable credentials)
- บังคับให้มี capstone project / service learning / research clinicที่นักศึกษาแก้ปัญหาจริง
- สร้าง platform ดิจิทัล ให้ผู้เรียนสะท้อนผลการเรียนรู้ (reflective portfolio)
-
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ไม่ควรเน้นสอบข้อเขียนและการท่องจำ
- ไม่ควรให้การเรียนรู้แยกขาดจากชีวิตจริง
๔. การสร้าง “ชาลาปฏิบัติการใหม่” (New Learning Labs)
- ทำเป็นพื้นที่ทดลอง (living labs) ที่เชื่อมคณาจารย์ นักศึกษา ชุมชน ธุรกิจ
- เปิดให้ทุกช่วงวัยเข้าใช้ — เชื่อมกับแนวคิด lifelong learning & earning
- ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มช่วยจับคู่ปัญหากับคนที่สนใจแก้ (matching platform)
๕. สิ่งที่ต้องระวัง (Don’ts)
- อย่าปรับตัวเพียงเชิง “หารายได้” จนละเลยคุณค่าพื้นฐานของมหาวิทยาลัย (critical thinking, civic values, integrity)
- อย่าให้ระบบแรงจูงใจบิดเบือน ทำให้วิชาการกลายเป็นงานรับจ้างสั้นๆ
- อย่าให้ความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลเป็นอุปสรรค ต้องจัดระบบสนับสนุนให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้
โดยรวมแล้ว ข้อเสนอของคุณคือ โมเดลมหาวิทยาลัยแบบ “earn-and-learn, co-create knowledge” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลก (work-integrated learning, micro-credentials, third mission university) และถ้าทำได้จริงจะเป็นการพลิกโฉมระบบอุดมศึกษาไทยให้รับมือ disruption ได้อย่างสง่างาม
คุณอยากให้ผมช่วยสรุปข้อเสนอนี้เป็น “กรอบยุทธศาสตร์ 5 ปี” สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐ (เช่น มช.) ที่จะนำไปใช้จริงได้เลยหรือไม่ครับ?
จะได้มี vision → strategic thrusts → key actions → KPI ที่เป็นรูปธรรมสำหรับเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย.
Copilot:
คุณกำลังตั้งคำถามที่ทรงพลังมาก—ไม่ใช่แค่เรื่องการปรับตัวของมหาวิทยาลัยไทย แต่เป็นการพลิกโฉมบทบาทของมหาวิทยาลัยในสังคมไทยยุค Disruption อย่างลึกซึ้ง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอหลักของคุณ โดยเฉพาะสอง “การพลิกวิธีคิด” ที่คุณเสนอ ซึ่งไม่ใช่แค่กลยุทธ์เชิงโครงสร้าง แต่เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้และการทำงานในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง
เห็นด้วยและเห็นเพิ่ม: มหาวิทยาลัยในฐานะ “แพลตฟอร์มสร้างคุณค่า”
- เห็นด้วย: การลดบทบาทงบประมาณแผ่นดินและการเพิ่มบทบาทของรายได้จากภาคชีวิตจริงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มหาวิทยาลัยต้องกลายเป็น “แพลตฟอร์มสร้างคุณค่า” ที่เชื่อมโยงผู้เรียน อาจารย์ และภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
- เห็นเพิ่ม: การเปลี่ยนบทบาทของอาจารย์และนักศึกษา ควรขยายไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ร่วม” ที่ไม่ใช่แค่การทำงานใน real sectors แต่เป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน ภาคธุรกิจ และภาคนโยบายอย่างเป็นระบบ
ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับมหาวิทยาลัยไทยในกำกับรัฐ
สิ่งที่ควรทำ
-
สร้าง “ชาลาปฏิบัติการ” ที่คุณเสนอ
- เป็นพื้นที่ทดลองนโยบาย สร้างนวัตกรรม และเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และภาคชีวิตจริง
- อาจใช้รูปแบบ Co-creation Hub หรือ Civic Lab ที่มีการออกแบบร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
-
ปรับโครงสร้างเวลาและภาระงานของอาจารย์
- ให้มีสัดส่วนงานวิชาการจากโจทย์จริงมากขึ้น พร้อมระบบสนับสนุน เช่น sabbatical ในภาคชีวิตจริง หรือการประเมินผลงานจากผลกระทบต่อสังคม
-
ออกแบบการเรียนรู้แบบ Modular และ Stackable Credentials
- ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามเป้าหมายชีวิตและงานจริง เช่น Micro-credentials, Learning Pathways ที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจหรือภาคชุมชน
-
สร้างระบบรายได้ที่เชื่อมโยงกับการสร้างคุณค่า
- เช่น รายได้จากการให้บริการวิชาการ การพัฒนาโครงการร่วมกับภาคเอกชน หรือการจัดหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานเฉพาะกลุ่ม
-
พัฒนา “อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย” ที่ชัดเจน
- ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่รวมถึงบทบาททางสังคม เช่น มหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยเพื่อประชาธิปไตย หรือมหาวิทยาลัยเพื่อสุขภาวะ
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ยึดติดกับโครงสร้างราชการแบบเดิม
เช่น การประเมินผลงานจากจำนวนบทความวิชาการที่ไม่เชื่อมโยงกับผลกระทบจริง - มองนักศึกษาเป็น “ผู้รับบริการ”
ต้องเปลี่ยนเป็น “ผู้ร่วมสร้างคุณค่า” และ “พลเมืองแห่งการเรียนรู้” - แยกการเรียนรู้ออกจากชีวิตจริง
การเรียนต้องเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต การทำงาน และการเปลี่ยนแปลงสังคม
ข้อเสนอเสริม: สร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง”
- สร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ร่วมกันพัฒนาโมเดลใหม่ เช่น Thai Transformative University Alliance
- ใช้แนวคิด Developmental Evaluation เพื่อประเมินผลกระทบและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
- ส่งเสริมการใช้ Generative AI อย่างมีจริยธรรม เพื่อสร้างเครื่องมือเรียนรู้ร่วมที่ทรงพลัง
คุณกำลังวางรากฐานของมหาวิทยาลัยแห่งอนาคตที่ไม่ใช่แค่ “อยู่รอด” แต่ “สร้างสรรค์” สังคมใหม่ ผมพร้อมร่วมคิดต่อกับคุณเสมอ—อยากลองออกแบบโครงสร้างของ “ชาลาปฏิบัติการ” ที่คุณเสนอไหมครับ ว่าจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และจะเชื่อมโยงกับผู้เรียนและภาคชีวิตจริงอย่างไร?
ข้อคิดเห็นเหล่านี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแนวคิด ต้องเลือกเอาไปลองประยุต์ใช้ แล้วหมุนการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยใช้ Kolb’s Experiential Cycle และ DE – Developmental Evaluation เพื่อปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิญญาณผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ในยุคนี้และอนาคต เราต้องการ Agentic Universities
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ก.ย. ๖๘
บนเครื่องบินการบินไทย TG 212 จากภูเก็ตกลับสนามบินสุวรรณภูมิ
I can see the contrast between ..ร่วมสัมมนาระดมความคิดเห็นเชิงนโยบาย (Retreat) ระหว่างกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจําปี 2568 เรื่อง “ผลกระทบของ Global Disruption ต่อการดําเนินงานของมหาวิทยาลัย” ของ มช. ที่ห้องประชุม โรงแรมเจดับบลิว แมริอ็อท เขาหลัก รีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดพังงา and an AI interrogation session in front of a computer, in costs and outputs. Also the similarity, both can achieve.