ต่อจาก บันทึกที่ ๑๙
ในภาพใหญ่ สภา มทส. กำลังทำหน้าที่ Generative Mode of Governance ให้แก่ มทส. คือสร้างความเข้มแข็งในอนาคต จากการเป็นองค์กรที่กระจายอำนาจ และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาคม ที่ประชาคมจะได้เรียนรู้ว่า ต้องเป็นการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ อย่างพอดี ยึดผลประโยชน์ของ มทส. และสังคมไทยเป็นที่ตั้ง ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่ง่าย ไม่ราบรื่น ต้องฟันฝ่า
ดังเห็นชัดจากการมีข้อร้องเรียน ๒ เรื่องที่ มีผู้ร้องที่ปรากฎตัวตนชัดเจนทั้ง ๒ เรื่อง คือเรื่องการบริหารโรงพยาบาล กับเรื่องตัวบุคคลและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาอธิการบดี ซึ่งเรื่องที่สองเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ และเมื่อผมกลับมาอ่านเอกสารที่บ้าน ก็เห็นว่า เป็นข้อมูลที่จะช่วยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวต่อ มทส. มากกว่าความยุ่งยากระยะสั้นที่จะต้องเผชิญและฟันฝ่า
สภาได้แต่งตั้งคณะทำงานหาข้อเท็จจริงจากข้อร้องเรียนดังกล่าว ที่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากทำ ผมต้องแสดงความขอบคุณในน้ำใจของกรรมการสภาท่านที่ยอมรับหน้าที่นี้
ข้างบนนั้นเป็นเรื่องการแก้ปัญหาระยะสั้น ต่อไปนี้เป็นเรื่องการวางระบบการบริหาร มทส. ในระยะยาว ให้ยึดหลักกระจายอำนาจ และคนในประชาคมมีส่วนรับรู้และมีส่วนร่วม โดยสภาได้เห็นชอบการออกข้อบังคับ ๓ ฉบับคือ (๑) ข้อบังคับว่าด้วยคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย (กบม.) (๒) ข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาและแต่งตั้งคณบดี (๓) ข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาและแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันหรือศูนย์ ย้ำว่าการมีข้อบังคับทั้ง ๓ ฉบับนี้จะ transform มทส. ในระยะยาว
ได้กล่าวในบันทึกที่แล้ว ว่า ในวันอาทิตย์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๘ สภา มทส. ใช้เวลาประชุม ๙.๐๐ - ๑๘.๑๕ น. เพราะเราใช้เวลาประชุมวาระลับ ๙.๐๐ - ๑๓.๑๕ น. ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการร้องเรียนบ้าง เรื่องที่เชื่อมกับการมีข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาและแต่งตั้งคณบดี และผู้อำนวยการศูนย์ฯ บ้าง ที่กรรมการมีความเห็นแตกต่างหลากหลาย กว่าจะสรุปได้ต้องใช้เวลาถกเถียงกันนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระมัดระวังมิติด้านกฎหมาย
ผมพยายามสังเกต ว่าการนำวาระต่างๆ ของ มทส. เข้าสภา ผู้นำเข้ามีท่าทีที่สะท้อนเจตนาของการนำเข้าอย่างไร หากสะท้อนท่าทีของการนำเข้าตามที่ระบุในกฎหมาย ก็เท่ากับฝ่ายบริหารผู้เสนอเรื่อง คาดหวังให้กรรมการสภาทำหน้าที่ fiduciary mode of governance (หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย) เท่านั้น ผมอยากให้การเสนอเรื่องเข้าสภามีท่าทีสะท้อนเจตนารมณ์ให้กรรมการสภาช่วยให้คำแนะนำแนวทางพัฒนากิจการของ มทส. ในเรื่องนั้นๆ ทั้งในเชิงการดำเนินการให้เกิดคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (strategic mode of governance) และคำแนะนำให้ดำเนินการแตกต่างโดยสิ้นเชิงในอนาคต (generative mode of governance)
วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๘ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดีชั้น ๑๔ โรงพยาบาลตำรวจ ให้จำคุกจำเลย ๑ ปี โดยมีหลักฐานตามแนวทางเดียวกันกับที่แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ปฏิกิริยาของเจ้าตัว คนในครอบครัว และคนที่ชื่นชอบจำเลย สะท้อนค่านิยมในความเก่ง โดยยอมรับพฤติกรรมสีเทา (เข้ม) ผมนึกในใจว่า ประชาคม มทส. และสภามหาวิทยาลัยกำลังร่วมกันร่วมกันปกป้อง มทส. จากพฤติกรรมสีเทาในทุกระดับ โดยหลักการส่วนตัวของผมที่ใช้มาตั้งแต่ตอนเป็นผู้บริหารอายุน้อยคือ ไม่รื้อเรื่องเก่า แต่ไม่ประนีประนอมกับพฤติกรรมทุจริต หลังฝ่ายบริหารประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนแล้ว แต่ในสภา มทส. มีผู้ตั้งประเด็นว่า หากเรื่องเก่าแดงขึ้นมา (โดย ผู้เป่านกหวีด) ก็จำเป็นต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย หรือกฎระเบียบ เป็นเรื่องที่ผมยุ่งยากใจมาก
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ก.ย. ๖๘
“ธรรมาภิบาลฉบับเลือกคนกันเอง”
พูดถึง “การกระจายอำนาจ” กันอย่างภาคภูมิ แต่สุดท้ายอำนาจกลับกระจายไปอยู่ในวงเดิม คนใกล้ชิด คนรู้ใจ และคนที่ “เข้าใจแนวทางท่าน” อย่างน่าชื่นชม
พูดถึง “ความโปร่งใส” ก็โปร่งจริง… โปร่งจนมองไม่เห็นเลยว่ากระบวนการแต่งตั้งเกิดขึ้นเมื่อไร ใครตัดสินใจ และพิจารณาจากอะไร
พูดถึง “ธรรมาภิบาล” ก็น่าประทับใจยิ่ง เพราะเป็นธรรมาภิบาลที่ไม่ต้องมีหลักฐาน แค่มีความไว้วางใจส่วนตัวก็เพียงพอ
คนอื่นโดนวิจารณ์ว่าไม่โปร่งใส ท่านก็เขียนเตือนอยู่บ่อย ๆ ว่าต้องทำงานด้วยคุณธรรมและความโปร่งใส แต่พอถึงคิวตัวเอง… คำสอนกลับกลายเป็นเพียงแค่คำบนกระดาษ
ถ้าธรรมาภิบาลหมายถึงการรวมศูนย์อำนาจไว้กับพวกพ้อง ก็นับว่าท่านทำได้สำเร็จอย่างงดงาม