อรรถการ สัตยพาณิชย์
“บุญคุณ” กับ “ทวงบุญคุณ” คำที่ดูธรรมดา แต่ความหมายช่างลึกซึ้งยิ่งนัก!!!!!
คำสองคำนี้มีผู้ใหญที่ผมเคารพท่านหนึ่งเปรยขึ้นมา ถึงความแตกต่างของความหมาย เมื่อได้ฟังแล้วทำให้ผมฉุกคิด ถึงคำว่า “บุญคุณ” และ “ทวงบุญคุณ” ได้ไม่น้อย ทั้งบริบทการใช้ชีวิตในสังคม รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่บ้าน หรือแม้กระทั่งในที่ทำงาน
ถ้าพูดถึงคำว่า “บุญคุณ” คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเราคุ้นเคยกับคำนี้มานาน ตอนที่เรายังเป็นเด็ก ก็มักจะได้รับการพร่ำสอนให้รู้จัก “ความกตัญญูรู้คุณ” ต่อผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ฯลฯ และในขณะเดียวกัน สังคมก็มักจะเชิดชูผู้ที่ “รู้จักบุญคุณ” ผู้ที่ให้การอุปถัมป์ค้ำชูเรามา

นิยามของคำว่า “บุญคุณ” จึงเป็นสิ่งที่ “ผู้รับ” เป็นฝ่ายระลึก นึกถึง สิ่งที่ “ผู้ให้” ได้ให้เราไว้
แต่ขณะที่ในชีวิตจริงของคนเรา หลายครั้ง “บุญคุณ” มักจะกลายเป็นพันธนาการที่ “ผู้ให้” ใช้ในการเป็น “ข้ออ้าง” เพื่อกดดัน หรือลำเลิก ให้ “ผู้รับ” ต้องอยู่ในอาณัติ ปฏิบัติตาม ตามที่ตนเองมุ่งมาดปรารถนา จนกลายเป็นการ “ทวงบุญ ทวงคุณ” ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นเรื่องที่ผู้ให้ “ตั้งใจ” ทวง มากกว่า “ไม่ตั้งใจ” จนกลายเป็นเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ความดีงาม” กับ “การใช้อำนาจ” ในการอยู่เหนือผู้ที่ตนเองให้การช่วยเหลือ

บุญคุณ-ทวงบุญคุณ คืออะไร?
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมาย “บุญคุณ” ไว้ว่า
บุญคุณ น. ความดีที่ทำไว้ต่อผู้ใดผู้หนึ่งและสมควรจะได้รับการตอบแทน เช่น พ่อแม่มีบุญคุณต่อเรา
ดังนั้น ถ้าพูดง่าย ๆ “บุญคุณ” ก็คือ “ความเมตตา” ของ “ผู้ให้” ที่ให้ด้วยใจ ให้แล้วจบ ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จาก “ผู้รับ” ส่วน “ผู้รับ” ถ้ามีจิตสำนึกที่ดีก็ย่อมจะอยากตอบแทนผู้ให้ เมื่อตนเองมีจังหวะเวลาที่พร้อม
ทุกอย่างจึงมีความ “งดงาม” ภายใต้ศักดิ์ศรีที่ทัดเทียมกัน ที่นำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจ และอบอุ่นใจของทั้งสองฝ่าย ได้อย่างมั่นคงและยาวนาน
ส่วนคำว่า “ทวงบุญคุณ” แม้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะไม่ได้ให้ความหมายของคำนี้โดยตรง แต่ก็มีคำว่า “ทวง” ที่พจนานุกรมฯ ได้ให้ความหมายไว้ว่า
ทวง ก. เรียกเอาสิ่งที่เป็นของตนหรือที่ติดค้างกลับคืน เช่น ทวงหนี้ ทวงเงิน ทวงค่าเช่า, เรียกร้องเอาสิ่งที่จะพึงมีพึงได้ เช่น ทวงสิทธิ ทวงบุญทวงคุณ
ดังนั้น ถ้านำคำว่า "ทวง" มารวมกับคำว่า "บุญคุณ" ความหมายอย่างง่าย ก็จะหมายถึง การหยิบยกความดีของ "ผู้ให้" มาแกมบังคับให้ "ผู้รับ" ต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นการ "ตอบแทน” โดยไม่สนใจว่าจะข้ามเส้นพรมแดนความสบายใจของ “ผู้รับ” หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ความงดงามของ “บุญคุณ” ที่ควรจะเป็น จึงจะต้องเป็นการให้ของ “ผู้ให้” โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ขณะที่ “ผู้รับ” ก็จะเกิดความรู้สึกอุ่นใจ สบายใจ และอยากตอบแทนด้วยความสมัครใจเมื่อตนเองมีความพร้อมตามวาระและโอกาสที่เหมาะสม ส่วน “ทวงบุญคุณ” เป็นสถานภาพที่ “ผู้ให้” ให้แล้ว “หวังผล” แอบแฝง จนทำให้ “ผู้รับ” อึดอัดใจ และจำใจตอบสนองด้วยความไม่เต็มใจ
“บุญคุณ” กับ “ทวงบุญคุณ” ในชีวิตจริง
“ถ้าคุณไม่มีผม คุณก็ไม่มีตำแหน่งเติบโตจนถึงวันนี้หรอก”
“อย่าลืมนะ พี่ช่วยคุณมาแล้วกี่ครั้ง”
“ได้ดิบได้ดีแล้วลืมผู้มีพระคุณ” หรือ
“ถ้าไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ลูกก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีจนถึงวันนี้หรอก”
คำเหล่านี้ เราอาจได้ประสบพบเจอ ทั้งในที่ทำงาน หรือที่บ้าน แต่คำพูดของพ่อแม่ที่มีต่อลูกอาจจะไม่ถึงขั้นเรียกร้องสิ่งที่ให้เหมือนกับ “หัวหน้า” ทวงบุญคุณ “ลูกน้อง” ในที่ทำงานก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการ “กดทับ” ความรู้สึกที่ดีของลูกที่มีต่อพ่อแม่ได้อย่างไม่ตั้งใจ
ส่วนหนึ่งของการ “ทวงบุญคุณ” นั้น อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมไทย ที่มักพร่ำสอนให้ “เด็ก” ต้องเชื่อฟัง “ผู้ใหญ่” จนกลายเป็นว่า “ผู้อ่อนอาวุโส” ต้องประพฤติปฏิบัติตาม “ผู้อาวุโส” ไปทุกเรื่อง จึงทำให้ “การทวงบุญ ทวงคุณ” เกิดขึ้นแบบทั้งตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ ได้ในทุกหนทุกแห่ง และเป็นภาพสะท้อน “อำนาจนิยม” ในเชิงโครงสร้างของสังคมไทยแบบไม่รู้ตัว
ดังนั้น สิ่งที่ใช้ตรวจสอบใจของ “ผู้ให้” ว่า “บริสุทธิ์ใจ” ที่จะเป็นผู้ให้อย่างจริงใจหรือไม่ ต้องลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้....
ประการแรก ถ้าผู้ที่เราเคยให้การช่วยเหลือ เมื่อถึงคราวที่เราต้องขอความช่วยเหลือบ้าง แล้วเขาปฏิเสธ เราจะเข้าใจเหตุผลที่เขาปฏิเสธ และยังคงดีกับเขาเหมือนเดิมหรือไม่ อย่างไร
ประการที่สอง ถ้าเราเอ่ยถึง “ความดี” ที่เคยทำให้ในอดีต มีเจตจำนงเพื่อประสงค์ที่จะ “กดดัน” หรือ “ล้ำเส้น” ให้เขาต้องอึดอัดใจหรือไม่
ประการที่สาม สิ่งที่เราเอ่ยอ้าง “บุญคุณ” มีความประสงค์ต้องการปิดปากสิ่งที่เราทำไม่ถูกต้อง เพื่อให้เขาช่วยเหลือเราหรือไม่
ประการสุดท้าย ขอให้คิดถึงหลัก “ใจเขา ใจเรา” ว่าถ้าเราเป็นเขา และอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เขาจะรู้สึกอย่างไร
คำตอบที่ได้จากข้อคำถามเหล่านี้ก็บอกได้ว่าเราจะพูด หรือร้องขอในระดับใดที่จะไม่เข้าข่าย “ทวงบุญคุณ” เพราะต้องไม่ลืมว่า “ภาษานั้นส่อเจตนา” ของ “ผู้พูด” ทั้งสิ้น
“ผู้รับบุญคุณ” มาแล้วต้องทำอย่างไร
การตอบแทนให้แก่ “ผู้ให้” ต้องยึดหลักความถูกต้อง ทั้งในเชิงคุณธรรม จริยธรรม กฎหมาย และทุกอย่างที่ทำต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่ทำให้ตัวเองต้องลำบากทั้งกาย และใจ
กล่าวได้ว่า ความหมายของคำในภาษาไทยนั้น หลายคำมีความหมายที่ลึกซึ้ง ชวนคิด และถ้ามองในมิติชีวิตของคนเรา ทุกคนล้วนเป็นทั้ง “ผู้ให้” และ “ผู้รับ” แต่ทั้งหลายทั้งปวง เนื้อหาทั้งหมดนี้ สรุปได้ว่า “บุญคุณ” ผู้รับต้องเป็นผู้คิด ส่วน “ผู้ให้” ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามพูดถึง “บุญคุณ” ที่ให้ไป เมื่อนั้นก็จะเป็นการ “ทวงบุญคุณ” โดยทันที...…