เกษตรกรรมแบบประณีต เป็นอาชีพและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ทำสืบต่อกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ก็ถูกทอดทิ้งไปอยู่ช่วงเวลาหนึ่งด้วยภัยคุกคามทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตามภาวะความทันสมัย และแนวนโยบายแห่งรัฐเมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา   

แต่ครั้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจคงเป็นบทพิสูจน์แล้วครับว่า เกษตรกรรมแบบประณีตสามารถที่จะกู้วิกฤตให้กับครอบครัวเกษตรกร ให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังตัวอย่างที่เห็นตามภาคีเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสาน  

    แล้วจะขยายผลอย่างไร นี่เป็นหัวใจสำคัญของการขยายผลครับ เพราะแนวคิดของเกษตรกรส่วนใหญ่ยังยึดมั่นกับเกษตรกรรมสมัยใหม่ (เทคโนโลยี) อยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งเหมือนกันกับการทำเกษตรอินทรีย์ ผมเคยถามพี่น้องเกษตรกรหลายคนว่า การทำเกษตรอินทรีย์ หรือข้าวอินทรีย์ ท่านคิดว่าดีไหม ทุกคนที่ผมถามก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันครับว่า ดี และถามต่อว่าแล้วท่านจะทำไหมส่วนใหญ่ก็บอกว่าไม่ทำ และมีบางคนตอบแบบเอาใจครับ จะทำอยู่ถ้ามีเวลา  

ผมจึงไม่เข้าใจเช่นกันครับว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น   หลังจากนั้นจึงได้ลองหาคำตอบดู และได้สอบถามกับคนที่ทำเกษตรประณีตอยู่แล้วสองสามคน ท่านเหล่านั้นก็บอกว่าให้เชิญเขามาดู เพื่อให้เขาได้เห็นของจริง และท่านก็บอกว่า ตัวอย่างที่ดี  มีค่ายิ่งกว่าคำสอน   น่าสนใจนะครับ  

บางท่านก็บอกว่าต้องสร้าง แรงบันดาลใจ เล่าถึงผลดี ผลเสีย และเปรียบเทียบกับเกษตรสมัยใหม่ให้ดูซิ เพราะการทำเกษตรแบบประณีตนี้ทำแล้วมีอยู่มีกิน ได้กินของที่ปลอดภัย สุขภาพดี สามารถพึ่งตนเองได้อีกด้วย  อีกทั้งมีพืชผล เห็ด และสัตว์เลี้ยงขายตลอดทั้งปี สามารถใช้หนี้ใช้สินให้หมดได้  ซึ่งเราต้องสร้างแรงจูงใจและอธิบายให้เขาเข้าใจ ดังกล่าว  

ในบางครั้งจึงเป็นเรื่องยากเช่นกันนะครับ ที่จะชักชวนใครมาทำอะไรสักอย่าง เสมือนการทำเกษตรอินทรีย์ และเกษตรประณีตที่กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้  ถึงแม้จะบอกว่าดีแต่คนส่วนใหญ่ก็กล้าๆ กลัวๆ สำหรับผมเองก็คงจะได้ทดลองใช้ทั้งสองประเด็นที่กล่าวมาผสมผสานกัน  และหากท่านใดมีประเด็นที่เห็นว่าน่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนได้ กรุณาเติมเต็มให้ด้วยนะครับ และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้  

สวัสดีครับ

อุทัย   อันพิมพ์

13 มกราคม 2550