ตอนที่ 9 การดำเนินงานการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาตามแนวทางสมรรถนะ
ระยะที่ 3 (Phase III) การประเมินผลการฝึกอบรมสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (Competency Based training Evaluation for educational administrators in the 21st Century and Digital Age)
                                                                           ดร.ชัชรินทร์  ชวนวัน ข้าราชการบำนาญ 
                                                                สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา, 2568
ในระบบการศึกษาตามตวามสามารถ หรือการเรียนรู้ตามความสามารถ หรือ การฝึกอบรมตาม ความสามารถ ระบบการประเมินความสามารถ (Competency Based Assessment System) ถือว่ามีความสำคัญเพราะเป็นหัวใจของระบบทั้งหมด คือ เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเพื่อทำให้ทราบถึงระดับความสามารถของบุคคลเมื่อเทียบกับมาตรฐานหรือความคาดหวังขององค์การที่กำหนดไว้ และเพื่อนำผลการประเมินมาใช้ตามวัตถุประสงค์ของระบบบริหารทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ การประเมินความสามารถจะเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการดำเนินงานทั้ง 3 ระบบ เช่น ระยะที่ 1 (Phase I) มีการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบสมรรถนะ และนำโมเดลสมรรถนะมาประเมินระดับพื้นฐานของบุคคลด้วยการประเมินหาค่าความต่าง (Gap) ของความสามารถเพื่อนำผลไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเป็นรายบุคคล (IDP: Individual Development Plan) และใช้ข้อมูลกำหนดความต้องการฝึกอบรมและพัฒนาหลักสูตรความสามารถให้เหมาะสม เมื่อเข้าสู่การดำเนินงานในระยะที่ 2 (Phase II) นอกจากจะมีการประเมินการสร้างหลักสูตรแล้วยังมีการประเมินความสามารถก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกอบรม เรียกว่า การประเมินความสามารถก่อนหน้า (Prior  Learning Assessment : PLA) เป็นกระบวนการที่สถาบันการศึกษาหรือหน่วยจัดฝึกอบรมประเมินเพื่อให้เครดิตการเรียนรู้แก่ผู้เรียนที่สั่งสมมาจากดั้งเดิม เช่น ประสบการณ์การทำงาน การฝึกอบรม การศึกษาด้วยตนเอง หรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อรับรองและให้ผู้เรียนจบหลักสูตรเร็วขึ้นและลดค่าใช้จ่าย โดยพิจารณาจากความรู้และทักษะที่ผู้เรียนนำเสนอผ่านการสมัคร แฟ้มผลงาน (Portfolio) การทดสอบ หรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผลการเรียนรู้เทียบเท่ากับผลลัพธ์ที่คาดหวังในหลักสูตรและยังใช้เพื่อจัดกลุ่มผู้สมัครตามระดับความสามารถให้เข้ารับการเรียนรู้ในหลักสูตรที่สอดคล้องอีกด้วย  นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความสามารถระหว่างการฝึกอบรมและหลังจากกระบวนการฝึกอบรมเสร็จสิ้นลงแล้ว เป็นต้น การประเมินสมรรถนะทั้ง 3 ระยะดังกล่าว เนื่องจากผู้ประเมินไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้และการปฏิบัติงานตามความสามารถทั้งหมด จึงต้องอาศัยโมเดลความสามารถของกลุ่มตำแหน่งที่กำหนดขึ้นเป็นหลักซึ่งจะระบุถึงระดับ รายการพฤติกรรมบ่งชี้ และผลลัพธ์การเรียนรู้ความสามารถที่สามารถวัดได้ในการดำเนินงานเพื่อประเมินความสามารถของผู้เรียนรู้ การดำเนินงานระยะที่ 3 (Phase III) การประเมินผลการฝึกอบรมสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล   มีพื้นฐานจาก การประเมินสมรรถนะ (Competency-Based Assessment : CBA) ซึ่งเป็นวิธีการประเมินทักษะ ความรู้ และความสามารถของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบทบาทงานหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งแตกต่างจากการประเมินแบบดั้งเดิมที่เน้นความรู้เชิงทฤษฎี วิธีการประเมินตามสมรรถนะจะเน้นที่ประสิทธิภาพการทำงานจริง โดยประเมินว่าบุคคลสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ดีเพียงใด  ดังนั้น การประเมินสมรรถนะแบบต่างๆ จึงต้องได้รับการออกแบบเพื่อสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของบทบาทหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการประเมินจะวัดผลการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลเทียบกับสมรรถนะหลักที่กำหนดไว้ การประเมินสมรรถนะในการฝึกอบรมสำหรับผู้บริหารการศึกษา จะประเมินความเชี่ยวชาญในทักษะหรือความรู้เฉพาะด้านของผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยมุ่งเน้นไปที่การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงมากกว่าการท่องจำ แนวทางนี้เน้นย้ำว่าผู้บริหารการศึกษาที่เข้ารับการฝึกอบรมสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้หรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริหารการศึกษาจะมีความสามารถตามมาตรฐานทางวิชาการหรือมาตรฐานวิชาชีพ  แนวทางนี้ช่วยให้สามารถกำหนดเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคลได้ โดยให้ผู้บริหารการศึกษาพัฒนาทักษะตามกรอบความสามารถที่กำหนด ดังนั้น การประเมินสมรรถนะจะช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหารการศึกษาสำหรับการปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่ โดยส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัว ส่งผลให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้บริหารการศึกษาสอดคล้องกับทักษะการทำงานในอนาคตที่จำเป็นในสังคมสมัยใหม่ การประเมินสมรรถนะผู้บริหารการศึกษากำหนดขอบเขตการประเมิน ดังนี้
1.การประเมินความรู้ (Knowledge assessments) เป็นการวัดความเข้าใจของผู้บริหารการศึกษาเกี่ยวกับข้อเท็จจริง แนวคิด และทฤษฎี โดยทั่วไป จะใช้เพื่อตรวจสอบสิ่งที่ผู้บริหารการศึกษารู้เกี่ยวกับหัวข้อเฉพาะต่างๆ แต่อาจไม่ได้ประเมินความสามารถในการนำความรู้นั้นไปใช้ในสถานการณ์จริง
2.การประเมินทักษะ (Skills assessments) มุ่งเน้นไปที่การประเมินทักษะเฉพาะด้าน เช่น ทักษะทางเทคนิคหรือทักษะทางสังคม การประเมินเหล่านี้จะวัดความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ของผู้บริหารการศึกษา เช่น การสื่อสาร การแก้ปัญหา หรือความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ซึ่งต้องอาศัยกรอบทักษะเพื่อให้มั่นใจว่ามีวิธีการที่มีโครงสร้างในการวัดและพัฒนาทักษะเหล่านี้
3.การประเมินความสามารถ (Competency assessments) เป็นการนำความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมมาผสมผสานกันเพื่อปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จในสถานการณ์จริง โดยวัดว่าผู้บริหารการศึกษาสามารถบูรณาการองค์ประกอบต่างๆ เข้าด้วยกันได้ดีเพียงใดเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ องค์ประกอบของการประเมินตามสมรรถนะ 1.กำหนดกรอบความสามารถที่ชัดเจน (Clear Competency Frameworks) กรอบความสามารถ หรือโมเดลสมรรถนะของผู้บริหารการศึกษาสามารถที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนจะกำหนดทักษะ ความรู้ และพฤติกรรมเฉพาะที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จในบทบาทเฉพาะ เกณฑ์การประเมินนี้ คือเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการวัดผลผู้บริหารการศึกษาสามารถ เพื่อให้มั่นใจว่าการประเมินสอดคล้องกับความคาดหวังและผลลัพธ์เฉพาะงาน 2.ใช้เครื่องมือสำหรับการประเมิน (Rubrics for Evaluation) แบบรูบริกจะระบุเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โดยระบุระดับประสิทธิภาพที่คาดหวังสำหรับแต่ละสมรรถนะ ซึ่งช่วยให้ผู้ประเมินรักษาความเป็นกลาง ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นระบบในการวัดว่าผู้บริหารการศึกษาบรรลุมาตรฐานที่กำหนดได้ดีเพียงใด 3.ระบุสถานการณ์จำลองในโลกแห่งความเป็นจริง (Real-World Scenarios) การประเมินตามสมรรถนะมักใช้สถานการณ์จำลองในสถานที่ทำงานจริง เพื่อประเมินว่าผู้บริหารการศึกษานำสมรรถนะไปใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร วิธีการนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าการประเมินสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของการปฏิบัติงานซึ่งเป็นการวัดความสามารถที่นำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 4.วงจรป้อนกลับ (Feedback Loops) การใช้วงจรป้อนกลับอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินสมรรถนะ การป้อนกลับแบบสร้างสรรค์ช่วยให้ผู้บริหารการศึกษาเข้าใจจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงของตนเอง ซึ่งวิธีการนี้ช่วยให้ผู้บริหารการศึกษาพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถบรรลุข้อกำหนดด้านสมรรถนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประเมินการฝึกอบรมสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21และยุคดิจิทัล (Competency -based training assessment system for Education administrators in 21st century and Digital age : CBTAS) คือ กรอบการดำเนินการประเมินการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาจากความสามารถในการแสดงทักษะและความรู้เฉพาะด้านที่เกี่ยวข้อง  เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริหารการศึกษาจะสามารถนำความรู้ ทักษะไปประยุกต์ใช้ได้จริงในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล หลักการสำคัญของระบบการประเมินสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา 1.เน้นที่ความเชี่ยวชาญ (Focus on Mastery) ระบบนี้ให้ความสำคัญกับความสามารถของผู้บริหาร การศึกษาในการแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในทักษะและความรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น ความรู้ด้านดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 2.สมรรถนะที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน (Clearly Defined Competencies) สมรรถนะและทักษะ สำคัญที่ผู้บริหารการศึกษา ระบุและกำหนดไว้ใน ระยะที่ 1 (Phase I) กำหนดสมรรถนะและโมเดลสมรรถนะซึ่งจัดทำเป็นมาตรฐานสมรรถนะและวิเคราะห์กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในการออกแบบหลักสูตรและโมดูลการเรียนรู้ (Course and Learning Module) .ในระยะที่ 2 (Phase II)  3.เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning Paths) คือ ระบุแผนงานที่มีโครงสร้างซึ่งนำพา ผู้บริหารการศึกษาให้สามารถพัฒนาตนเองได้ตามจังหวะของตนเอง ผ่านชุดหลักสูตร กิจกรรม และแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้บรรลุสมรรถนะและทักษะเฉพาะตามบทบาท โดยจะก้าวไปข้างหน้าเมื่อแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในสมรรถนะนั้นๆ  4.การประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง (Real-World Application) การประเมินออกแบบมา เพื่อวัดว่าผู้บริหารการศึกษาสามารถนำสมรรถนะและทักษะที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาและสถานการณ์ที่ซับซ้อนจริงที่ต้องเผชิญได้ดีเพียงใด 5.ข้อเสนอแนะที่นำไปปฏิบัติได้จริง (Actionable Feedback) ระบบการประเมินจะให้ข้อเสนอแนะ ที่มีความหมายและตรงเป้าหมาย เพื่อช่วยให้ผู้บริหารการศึกษาพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนามากกว่าการได้รับแค่คะแนนหรือเกรด 6.การผสานรวมเครื่องมือดิจิทัล (Integration of Digital Tools) คือ การใช้เทคโนโลยีและเลือก แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เหมาะสมในการฝึกอบรมและประเมินตามสมรรถนะ ช่วยให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ส่วนบุคคล การทำงานร่วมกันทางออนไลน์ และการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลที่จำเป็นต่อภูมิทัศน์การศึกษาสมัยใหม่ กระบวนการประเมินสมรรถนะในระบบการฝึกอบรมสมรรถนะสำหรับผู้บริหารการศึกษา
1. กำหนดสมรรถนะเฉพาะบทบาท (Define Competencies Articulate) คือ   วิเคราะห์โมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา(Competency Based Assessment Model for Education Administrators) และระบุสมรรถนะสำคัญที่จำเป็น เช่น ความเป็นผู้นำ การสื่อสาร การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการแก้ปัญหา (หรือกำหนดประเมินสมรรถนะทุกสมรรถนะในโมเดลสมรรถนะที่กำหนดไว้)  1.1 กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) จากสมรรถนะแต่ละสมรรถนะต่างๆ  1.2 กำหนดดกิจกรรมที่ผู้เรียนจะเรียนรู้และทำการประเมินผล 2.การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และประเมินผล (Design learning activities and assessment) หรือการออกแบบกำหนดหลักฐานความสามารถต่างๆ (Develop Evidence of Competencies) คือ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และกิจกรรมการประเมินการเรียนรู้  ได้แก่ 2.1 กิจกรรมการเรียนรู้และประเมินผลระหว่างการฝึกอบรม (Formative Assessment) หรือ การประเมินเพื่อการพัฒนา ตัวอย่าง เช่น .		2.1.1 กิจกรรมการเรียนรู้จากบทเรียนและการประเมินผล
    		2.1.2 กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง (IS) และการประเมินผล
   		2.1.3 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นกลุ่ม (GS) และการประเมินผล
    		2.1.4 กิจกรรมการฝึกประสบการณ์การจัดการสัมมนาและการประเมินผล
	2.1.5 กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการวิจัยและการประเมินผล 2.1.6 กิจกรรมการเรียนรู้ประสบการณ์จริงจากการศึกษาดูงานและการประเมินผล
   	2.1.7 กิจกรรมการเรียนรู้การฝึกปฏิบัติงานในสถานที่จริงและการประเมินผล
        	2.1.8 กิจกรรมการเรียนรู้การปฏิบัติงานโครงการและการประเมินผล 2.1.9 กิจกรรมการรายงานและนำเสนอผลงานและการประเมินผล
	2.1.10 กิจกรรมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ (Create the Learning Experiences) อื่นๆ หมายถึง การกำหนดกิจกรรมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในการฝึกอบรมแก่ผู้บริหารการศึกษา   เช่น 1.การจัดกิจกรรมการสัมมนาฯ คือ การวางแผนและดำเนินกิจกรรมการจัดการ สัมมนาในหัวข้อที่ทันสมัย โดยการมีส่วนร่วมของทีมผู้บริหารการศึกษา และมีอาจารย์/พี่เลี้ยงเป็นผู้กำกับและให้คำปรึกษา 2.การจัดกิจกรรมนิทรรศการการเรียนรู้ของผู้บริหารการศึกษาที่อาจมีส่วนสนับสนุนการ เรียนรู้และสร้างเสริมสมรรถนะการบริหารการศึกษาหรือสนับสนุนการเรียนรู้ตามหลักสูตรๆ 3.การประชุมสัมมนาร่วมระหว่างผู้บริหารการศึกษา,คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสรุปผล ข้อดี ข้อบกพร่องและแสวงหาแนวทางปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพ 4.การประเมินผลกิจกรรมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และกิจกรรมประกอบ อื่นๆ  2.2 กิจกรรมการเรียนรู้และประเมินผลหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม (Summative Assessment) หรือการประเมินผลสรุป ตัวอย่างเช่น
    		2.2.1 กิจกรรมการประเมินหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษา ฯ
    		2.2.2 กิจกรรมการประเมินการเรียนรู้หัวข้อการฝึกอบรมฯ รายโมดูล
    		2.2.3 กิจกรรมการประเมินการเรียนรู้สมรรถนะสำหรับผู้บริหารการศึกษาฯ (ภาพรวม)
   		2.2.4 กิจกรรมการประเมินความพึงพอใจการเรียนรู้ตามหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษา ฯ 
    	2.2.5 กิจกรรมการประเมินความคิดเห็นต่อการเรียนรู้หลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษา ฯ  3.ตรวจสอบรูปแบบการประเมินการเรียนรู้ (Learning Model Validation) หมายถึง การตรวจสอบรูปแบบการประเมินการเรียนรู้ในหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษา โดยออกแบบเครื่องมือตรวจสอบการประเมินผลรูปแบบการประเมินการเรียนรู้และการประชุมกลุ่มโฟกัสแบบอิงผู้เชี่ยวชาญเพื่อสรุปผลความเหมาะสมของรูปแบบฯและการนำไปใช้ประโยชน์ 4. กำหนดวิธีการประเมิน คือ การเลือกใช้เครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมวัดสมรรถนะ เช่น 2.1 การประเมินตนเอง (Self Assessment) -ผู้บริหารการศึกษาจะพิจารณาจุดแข็งและ จุดที่ต้องพัฒนาตนเอง 2.2 การสัมภาษณ์ (Interviews) -การสนทนาแบบมีโครงสร้างหรือกึ่งมีโครงสร้างเพื่อ ประเมินความเข้าใจและการประยุกต์ใช้ทักษะ 2.3 การสังเกต (Observations) การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ผู้บริหารการศึกษาใน สถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลอง 2.4 แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolios)  การใช้ชุดตัวอย่างผลงานของผ฿บริหารการศึกษาที่ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในช่วงเวลาหนึ่ง 2.5 การจำลอง (Simulations)  การใช้สถานการณ์จำลองที่สมจริงเพื่อทดสอบทักษะการ แก้ปัญหาและการตัดสินใจ 2.5 การตอบรับแบบ 360 องศา (360 Degree Feedback) การรวบรวมข้อมูลของ ผู้บริหารการศึกษาจากเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และผู้ใต้บังคับบัญชา 5. สื่อสารกับผู้บริหาร (Communicate with Administrators) คือ การแจ้งให้ผู้บริหารการศึกษาที่เข้ารับการฝึกอบรมทราบถึงสิ่งที่เกี่ยวกับความคาดหวัง วัตถุประสงค์ กระบวนการ เกณฑ์การประเมิน ฯลฯ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมิน  6. ดำเนินการประเมินผล (Implement the assessment) คือ การดำเนินการประเมินโดยกระบวนการที่มีโครงสร้าง ใช้เกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจน การรวบรวมหลักฐานความสามารถและวิธีการประเมินที่เป็นกลาง เพื่อให้มั่นใจว่าการประเมินจะยุติธรรมและแม่นยำ สร้างความมั่นใจว่าการประเมินจะยุติธรรมซึ่งจะช่วยลดอคติ เพิ่มความน่าเชื่อถือ  7. วิเคราะห์ผลลัพธ์ (Analyze results) ใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์ดิจิทัลประเมินหลักฐานเกี่ยวข้องที่รวบรวมได้เทียบกับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ เพื่อติดตามความคืบหน้าของการประเมินและระบุจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาสมรรถนะ ซึ่งจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์และเปรียบเทียบสมรรถนะของผู้บริหารการศึกษาปัจจุบันกับเกณฑ์มาตรฐานที่ต้องการ 8. พัฒนาแผนปฏิบัติการ (Develop action plans) จัดทำแผนพัฒนาวิชาชีพที่ตรงเป้าหมายเพื่อแก้ไขช่องว่างที่ระบุ ซึ่งอาจรวมถึงการฝึกอบรมหรือการฝึกสอนเพิ่มเติม 9.บูรณาการกับ LMS หรือเครื่องมือดิจิทัล (Integrate with LMS or Digital Tools) ใช้ระบบการจัดการการเรียนรู้ (LMS) และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการประเมิน ติดตามความคืบหน้า และรวบรวมข้อมูลโดยอัตโนมัติ 10. ให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Provide Feedback and Adjust) ให้ข้อ เสนอแนะเชิงสร้างสรรค์โดยอิงจากผลการประเมิน บูรณาการกระบวนการประเมินเข้ากับวงจรการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั้งสำหรับผู้บริหารการศึกษาและกรอบการประเมิน สรุป การประเมินสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา (Evaluation of educational administrators' competencies.) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ โดยเป็นเครื่องมือในการบริหารทรพยากรบุคคลในด้านต่างๆ อาทิ การคัดสรร การพัฒนา และการประเมินบุคลากรตามเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังช่วยในการวางแผนกลยุทธ์ สนับสนุนวิสัยทัศน์องค์กร การพัฒนาอาชีพและการให้ผลตอบแทน ฯลฯ การประเมินนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา บทบาทและความสำคัญของการฝึกอบรมและประเมินสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา  นอกจากเป็นการส่งเสริมให้ผู้บริหารการศึกษามีการพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  ดังนั้น การฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาตามแนวทางสมรรถนะ (Competency based Training for Education Administrators) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพผู้บริหารการศึกษาและเป็นการประกันว่าผู้บริหารมีคุณสมบัติ ความรู้ และทักษะที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำมืออาชีพ ในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล.
                                       ............................................................