วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผมทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางและติดตามประเมินผลการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือ สกสว. - กสศ. ครั้งที่ ๒   โดยครั้งที่ ๑ ประชุมเมื่อ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๘  ที่ทำให้ผมตระหนักว่า กสศ. มีการกำหนดโครงการให้ทุนวิจัยมาหมดแล้ว    เอามาขอให้คณะกรรมการแนะนำว่าทำอย่างไรโครงการจึงจะประสบความสำเร็จ    เงิน ๖๐ ล้านบาท ให้แก่ ๔ โครงการเท่านั้น  มีโครงการหนึ่งที่ให้ทุน ๓ ปี ๓๐ ล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากที่ กสศ. ให้ทุนมาก่อนแล้ว    เป็นโครงการระยะยาวที่โจทย์ดีมาก    ผมมองว่าข้อระวังคือ การใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล และการมีผลงานที่มีคุณภาพสูง        

  วันนี้ฝ่ายเลขานุการนำความก้าวหน้าในการดำเนินการทั้ง ๔ โครงการมารายงานเพื่อทราบ และขอคำแนะนำ   ผมตั้งโจทย์ว่า จากเอกสารนำเสนอดังกล่าว   คณะกรรมการกำกับทิศทางฯ ควรระมัดระวังเรื่องอะไรบ้าง เพื่อช่วยเป็นกลไกให้มีการใช้งบประมาณจากภาษีอากรของราษฎรอย่างมีผลลัพธ์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนสูง    ไม่มีความสุรุ่ยสุร่ายจากการดำเนินการและการใช้เงิน   รวมทั้งมีการใช้เงินตรงตามระดับความสำคัญของปัญหา     มีการนำผลวิจัยออกสื่อสารสังคมเป็นระยะๆ เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นป้อนกลับ และเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบาย ตามหลักการสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา    เพื่อให้การใช้เงินก้อนนี้มีผลกระทบสูงต่อสังคม และมีความคุ้มค่าสูง             

ผมนำข้อสะท้อนคิดสองย่อหน้าบนไปถามหกสหายเอไอของผม    โดยใส่ข้อมูลเอกสารประกอบการประชุม ๓ ไฟล์ ลงไปด้วย     ได้รับคำตอบไปในทางเดียวกัน แต่ต่างรายละเอียด    ผมเลือกคำตอบของ Perplexity มาลงไว้ดังนี้

 

Perplexity :

ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการกำกับทิศทางฯ เพื่อให้ ๔ โครงการใช้งบประมาณวิจัย สกสว.-กสศ. “เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่า ไม่สุรุ่ยสุร่าย” พร้อมข้อเสนอการใช้ DE (Developmental Evaluation)

ประเด็นที่ควร “ระมัดระวัง” เพื่อใช้งบประมาณให้เกิดผลลัพธ์สูง

  1. การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization)
    • งบประมาณควรถูกจัดสรรบนฐานของ “ระดับความสำคัญ” และ “ศักยภาพสร้างผลกระทบ” ของปัญหา ไม่ใช่ตามความสะดวกของผู้ขอโครงการหรือแนวเดิมเสมอไป
    • โครงการใหญ่ ระยะยาว (เช่น โครงการฐานข้อมูลฯ ๓๐ ล้านบาท) แม้จะสำคัญ ต้องทบทวนเนื้อหา การดำเนินงาน และการต่อยอดจริงจังในทุกช่วง ไม่ผูกขาดโดยผู้ดำเนินงานรายเดิม
  2. ความโปร่งใสและประสิทธิผลของการใช้จ่าย
    • ติดตาม “smart spending” ทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการใหญ่และระยะยาว ต้องแสดงหลักฐานว่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล ส่งมอบผลผลิต (output) ได้จริงและคุ้มค่า สัดส่วน “overhead” (งบบริหาร, ผู้บริหารโครงการ) ต้องชี้แจงชัดและจำกัดให้น้อยที่สุด
  3. ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ (Tangible Outcome)
    • ต้องกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอย่างละเอียด ชัดเจน ตั้งแต่ต้นทาง เช่น จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ได้ผลจริง ระดับการเปลี่ยนแปลงต่อโรงเรียน/ผู้เรียน ฯลฯ
    • โครงการใดต้องการเวลาดำเนินการนาน ต้องมี milestone ระหว่างทาง ส่งมอบงานที่วัดผลได้ มิใช่รายงานแต่เพียงตามกำหนด
  4. การสื่อสาร บูรณาการข้อเสนอแนะสังคม (Public Feedback & Policy Loop)
    • ผลงานวิจัยต้องถูกนำออกมาสื่อสารต่อสังคมต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปฏิบัติ โรงเรียน ชุมชน นักวิจัยนอกเครือข่าย และสื่อมวลชน
    • เปิดรับข้อท้วงติง/ข้อเสนอแนะแล้ว “นำข้อเสนอแนะกลับไปทบทวน” ไม่ปล่อยผ่าน เพื่อติดตามผลสะท้อนจริงในสังคม (Feedback Loop/Policy Uptake)
    • ใช้หลัก “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” (นักวิชาการ-นโยบายรัฐ-ภาคสังคม/โรงเรียน) ขับเคลื่อนผ่านวงถก, สัมมนา, เวทีเครือข่ายจริง ไม่ใช่เวทีประดิษฐ์
  5. ทำข้อมูลชัดเจน ตรงปัญหา และลงลึกบริบทจริง
    • ข้อมูล/ฐานข้อมูลต้องวิเคราะห์ “ปมปัญหา” ต้นเหตุเชิงระบบ (root cause) และไม่หลงประเด็น ควรมี peer review ทั้งเชิงเนื้อหาและกระบวนการ

การนำ DE (Developmental Evaluation) มาใช้อย่างมีคุณภาพ

  1. เน้นการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนระหว่างดำเนินงาน
    • ใช้ DE ช่วย “ติดตาม-สะท้อน-ปรับแผน” ต่อเนื่อง ไม่ปล่อยโครงการทำงานตาม proposal ที่ผ่านความเห็นชอบแล้วโดยไม่เปลี่ยนแปลง เพิ่มความยืดหยุ่นและตอบสนองปัญหาที่พบจริงระหว่างทาง
  2. เปิดพื้นที่ตรวจสอบ-แลกเปลี่ยนกับกลุ่มเป้าหมาย
    • DE ช่วยให้ทุกโครงการต้องสร้างเวทีป้อนกลับกับครู นักเรียน โรงเรียนในพื้นที่เป้าหมาย และภาคีระดับนโยบาย (ทั้งกลาง-พื้นที่) ตลอดการดำเนินงาน ไม่ใช่แค่ช่วงต้น-หรือปลายโครงการ
  3. พัฒนากระบวนการรายงานและนำผลไปใช้จริง
    • DE ช่วยวางระบบการประเมินเชิงปฏิบัติ (formative & process evaluation) พร้อมสร้างความร่วมมือกับทีมปฏิบัติ-กรรมการติดตาม-โรงเรียน ให้รายงานข้อมูล ความคืบหน้า ปัญหา-ข้อจำกัด และแนวทางแก้ไขเป็นรอบๆ เพื่อให้กรรมการสามารถให้ feedback ที่นำไปปรับใช้ได้จริง
  4. เจาะลึก “impact pathway” และยึดผลกระทบต่อชีวิตคน
    • DE จะชวนโฟกัส impact จริงมากกว่าตัวเลข เช่น การเปลี่ยนชีวิตผู้ด้อยโอกาส การป้องกันเด็กหลุดจากระบบ การต่อยอดข้อมูลสร้างนโยบาย/โปรแกรมโรงเรียนรูปแบบใหม่ ฯลฯ
  5. มีผู้ประเมิน/ที่ปรึกษา DE อิสระ ร่วมออกแบบและติดตาม
    • ควรมีทีม DE อิสระ (ไม่ใช่ผู้ดำเนินงานหลัก) ร่วมรีวิวแผน ติดตามกิจกรรม คุยกับกลุ่มเป้าหมายจริง และเสนอข้อเสนอแนะในฐานะ “moral agent” ต่อคณะกรรมการ
    • ทีม DE ต้องมีอำนาจเสนอเปลี่ยนทิศทาง ทบทวน milestone ได้ ไม่ใช่แค่ทำรายงาน

สาระสำคัญเพื่อ “ผลกระทบสูงสุด ใช้งบคุ้มค่า”

  • ตั้งคำถาม–ติดตามต่อเนื่อง: ทุกบาทควรถูกจับตาด้วย “คำถาม 3 ข้อ” – ให้ใคร? (กลุ่มเป้าหมาย), เพื่ออะไร? (วัดผลกระทบ), คุ้มค่าหรือยัง?
  • สนับสนุน “การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ”: โครงการควรพยายามขับเคลื่อน policy–practice loop ไม่ใช่แค่สร้างฐานข้อมูล–เครื่องมือ–รายงานแล้วหยุด
  • แสดงบทเรียน–ถอดรหัสความสำเร็จ–ล้มเหลว: ผลงาน/ฐานข้อมูล/เครื่องมือวัด ต้องแสดงให้เห็นทั้ง success stories และ pain point เพื่อสังคมไล่ตามอ่าน เข้าใจ ร่วมเสนอแนะ และร่วมขับเคลื่อน

ตัวอย่างแนวทาง DE ที่เป็นรูปธรรม

  • ทุกไตรมาส จัดเวที “Public Reflection” ให้ทุกโครงการหยิบข้อมูล ผลดำเนินงานออกมาให้ภาคีทุกกลุ่มร่วมเสนอแนะ กรรมการต้องสังเคราะห์และสื่อสารกลับเข้าสู่แผนดำเนินงาน
  • กำหนด milestone รายไตรมาสพร้อมหมายเหตุ “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ/อุปสรรค” ให้ชัด ทบทวนปรับเป้าได้
  • ตั้งทีม “buddy/coach” (DE internal/external) ที่ลงพื้นที่พูดคุยกับครู ผู้นำชุมชน นักเรียน และผู้ปกครองในจังหวัดเป้าหมาย เพื่อนำ insight กลับปรับแผน

ทั้งหมดนี้จะทำให้งบประมาณ ๖๐ ล้านบาท สร้างคุณค่า สู่ความเปลี่ยนแปลงจริงต่อชีวิตเด็ก ครู ชุมชน และสร้างศรัทธาในกระบวนการใช้งบประมาณเพื่อส่วนรวม อันเป็นแก่นของหลักธรรมาภิบาลในงานวิจัยและนโยบายสาธารณะ

  1. https://ppl-ai-file-upload.s3.amazonaws.com/web/direct-files/attachments/10772122/539bd714-a2ad-4a70-87ca-9ea50b26b316/raayngaankaarprachumkhnakrrmkaarkMaakabthisthaangphaayait-MOU-sksw.-aela-kss.-khrangthii-1-2568.pdf
  2. https://ppl-ai-file-upload.s3.amazonaws.com/web/direct-files/attachments/10772122/64ce94ac-f840-413c-bd24-11ca8ec05f77/e-ksaarnMaaesn-prachumkhnakrrmkaarkMaakabthisthaang-MOU-sksw.-khrangthii-2-68.pdf
  3. https://ppl-ai-file-upload.s3.amazonaws.com/web/direct-files/attachments/10772122/c92bda98-3df9-4b68-9861-dc48ccc20473/e-ksaarprak-bkaarprachumkhnakrrmkaarkMaakabthisthaang-MOU-sksw.aelakss.-khrangthii-2_2568.pdf

ในการประชุมจริง กรรมการให้ความเห็นดีกว่าเอไอมาก   ประเด็นหลักคือการดำเนินการวิจัยที่ส่งผลกระทบทั้งระดับ micro, meso, และ macro ของระบบการศึกษา    การวิจัยที่ demand-side ทำงานวิชาการร่วมกับ supply-side   เพื่อป้องกันความล้มเหลวในอดีต ที่ผลงานวิจัยออกมาดีมาก แต่ไม่มีการนำไปใช้   โครงการวิจัยสหวิทยาการ ที่นักวิจัยโจทย์ด้านการศึกษามาจากหลายสาขาวิชา   

มีการนำเสนอโครงการวิจัยโดยทีมวิจัย ๒ ทีม คือ (๑) ทีมโครงการพัฒนาเครื่องมือ ประเมินสมรรถนะของผู้เรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน   (๒) โครงการระบบสนับสนุนเครือข่ายวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่นไร้รอยต่อ Seamless Education Research Network (SERN)  ที่เป็นโครงการคุณภาพสูงมาก   แต่ก็ยังต้องการการบริหารให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างแท้จริง   

วิจารณ์ พานิช 

๔ ส. ค. ๖๘