เมื่อพบกันในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการของสำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา บ่ายวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๘ ศ. ดร. กิตติชัย วัฒนานิกร ยื่นหนังสือที่ท่านเขียนเป็นภาษาอังกฤษชื่อ Poh Nai : The Father Who Never Returned ให้ผม ๑ เล่ม พลิกๆ อ่านแล้วจึงรู้ว่าเป็นเรื่องของคุณตาของท่านผู้เขียน ชื่อ William Reginald Dibb ชาวอังกฤษ ที่มาเป็นนายห้างป่าไม้ที่จังหวัดลำปางอยู่ ๑๕ ปี แล้วอาสาไปรบเพื่อมาตุภูมิในสงครามโลกครั้งที่ ๑ และเสียชีวิตในสนามรบที่ประเทศฝรั่งเศส
ภาพในหนังสือน่าสนใจมากสำหรับคนชอบประวัติศาสตร์อย่างผม ได้เห็นภาพถนน Fleet Street ที่นำสู่โบสถ์ St. Paul ในลอนดอน ถ่ายเมื่อปี 1890 ชวนรำลึกว่าผมไปเดินกับสาวน้อยคู่ชีวิตที่ถนนนั้นในปี 1978 (พ.ศ. ๒๕๒๑)
หนังสือ Poh Nai : The Father Who Never Returned เขียนโดย ศ. ดร. กิตติชัย วัฒนานิกร มีสาระสำคัญอะไรบ้าง ให้ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของนายห้างป่าไม้ในล้านนาอย่างไรบ้าง ให้ภาพการรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในสนามรบฝรั่งเศส ที่ William Reginald Dibb ไปทำหน้าที่ทหารอาสา อย่างไรบ้าง เชื่อมโยงสู่ชีวิตของท่านผู้เขียนอย่างไร
ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามห้าสหายเอไอของผม และเลือกคำตอบของ DeepSeek มาลงไว้ดังนี้
จากการที่ท่านได้เล่ามาและจากการสันนิษฐานเนื้อหาของหนังสือ **Poh Nai: The Father Who Never Returned** โดย ศ. ดร. กิตติชัย วัฒนานิกร หนังสือเล่มนี้มีสาระสำคัญและให้ภาพต่างๆ ดังนี้
DeepSeek:
สาระสำคัญของหนังสือ
หนังสือเล่มนี้เป็นงาน **ชีวประวัติและประวัติศาสตร์ครอบครัว** ที่เล่าเรื่องราวของ **William Reginald Dibb** คุณตาของผู้เขียน ซึ่งเป็นชาวอังกฤษที่เข้ามาทำงานในภาคเหนือของไทย (อาณาจักรล้านนาในยุคดังกล่าว) ในฐานะนายห้างป่าไม้ ก่อนจะตัดสินใจอาสาไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเสียชีวิตในสนามรบที่ประเทศฝรั่งเศส
สาระสำคัญคือการรวบรวมและบันทึกเรื่องราวของบุคคลที่ถูกลืมเลือนไว้ไม่ให้สูญหาย เป็นทั้งการยกย่องความกล้าหาญและเสียสละของเขา และการบอกเล่าประวัติศาสตร์ของยุคสมัยผ่านชีวิตของคนคนหนึ่ง
ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของนายห้างป่าไม้ในล้านนา
จากเนื้อหาที่ท่านบอกเล่า หนังสือน่าจะให้ภาพชีวิตของนายห้างป่าไม้ในลำปาง (ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าไม้สักที่สำคัญของโลกในยุคนั้น) ไว้ดังนี้:
1. **บทบาททางเศรษฐกิจและสังคม:** นายห้างป่าไม้ชาวอังกฤษเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของล้านนา การค้าไม้สักมีมูลค่าสูงและเชื่อมโยงกับตลาดโลก William Dibb อาศัยอยู่ถึง 15 ปี แสดงว่าเขามีบทบาทและฐานะที่สำคัญในชุมชน
2. **การผสมผสานทางวัฒนธรรม:** การที่ชาวต่างชาติมาอยู่อาศัยนานเช่นนี้ ย่อมต้องมีการปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น หนังสืออาจเล่าถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายห้างชาวตะวันตกกับชาวล้านนา ระบบการทำงาน และวิถีชีวิตในยุคอาณานิคมอย่างไม่เป็นทางการ
3. **สภาพแวดล้อมในอดีต:** หนังสือน่าจะพาผู้อ่านย้อนกลับไปเห็นภาพจังหวัดลำปางในยุคที่การค้าไม้รุ่งเรือง มีเรือกลไฟล่องแม่น้ำวัง มีการขนไม้ด้วยช้าง และมีชุมชนของชาวต่างชาติที่รุ่งโรจน์
ภาพการรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑
สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับสงคราม หนังสือน่าจะให้ภาพ based on บันทึก ประวัติศาสตร์ครอบครัว และการค้นคว้าของผู้เขียน:
1. **แรงจูงใจในการอาสา:** การที่ Dibb ซึ่งมีงานการและชีวิตที่มั่นคงในล้านนา ตัดสินใจลาออกเพื่อไปรบเพื่อ "มาตุภูมิ" (อังกฤษ) แสดงถึงความรู้สึกในเรื่อง patriotism และหน้าที่ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของชายชาวยุโรปในยุคเริ่มสงคราม
2. **ความโหดร้ายของสงคราม:** การที่เขา "เสียชีวิตในสนามรบที่ฝรั่งเศส" บ่งชี้ว่าเขาอยู่ในแนวหน้า ซึ่งหนังสือน่าจะบรรยายถึงสภาพของสงครามสนามเพลาะ (Trench Warfare) ความโหดร้าย การใช้ชีวิตอย่างยากลำบากของทหาร และการสูญเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากโดยไร้เหตุผล
3. **การเชื่อมโยงส่วนตัว:** การเล่าเรื่องสงครามผ่านชะตากรรมของคนในครอบครัวทำให้เรื่องราวมีมิติทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าประวัติศาสตร์แนวหนังสือเรียน แต่เป็นการมองประวัติศาสตร์มหาภัยผ่านเลนส์ของ microhistory
การเชื่อมโยงสู่ชีวิตของท่านผู้เขียน (ศ. ดร. กิตติชัย วัฒนานิกร)
การที่ผู้เขียน dedicate เวลาและความพยายามในการเขียนหนังสือเล่มนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้ง:
1. **การตามหาตัวตนและรากเหง้า:** หนังสือเป็นเหมือนการเดินทางไปค้นหา "พ่อที่ไม่มีวันกลับมา" ของผู้เขียน (ซึ่งสะท้อนจากชื่อหนังสือ) William Dibb คือคุณตาที่ผู้เขียนอาจไม่เคยมีโอกาสได้พบเลย การเขียนหนังสือเล่มนี้คือการสร้างความเข้าใจในครอบครัวและประวัติศาสตร์ของตัวเอง
2. **การรักษามรดกทางความทรงจำ:** การรวบรวมภาพถ่ายเก่า (เช่น ภาพถนน Fleet Street ในปี 1890) เรื่องเล่า และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นการรักษามรดกทางความทรงจำของครอบครัวไม่ให้สูญหาย และแบ่งปันให้สังคมได้รับรู้
3. **การผสานศาสตร์:** ในฐานะที่เป็นศาสตราจารย์ดุษฎีบัณฑิต (ศ. ดร.) ผู้เขียนน่าจะใช้ทั้งระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์และความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ในการร้อยเรียงเรื่องราว ทำให้หนังสือมีทั้งความน่าเชื่อถือทางวิชาการและความซาบซึ้งใจ
สรุป หนังสือ **Poh Nai: The Father Who Never Returned** ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลและสังคมของล้านนาและสงครามโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นงานที่สะท้อนถึงความพยายามของลูกหลานในการทำความเข้าใจและเชื่อมต่อกับอดีตของครอบครัว ซึ่งทำให้ประวัติศาสตร์ที่ดูห่างไกลกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง
สรุปว่า เป็นหนังสือแนวที่หาอ่านยาก เขียนโดยปราชญ์คนหนึ่งของแผ่นดิน
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ค. ๖๘