ผลการศึกษาจากงานวิจัยระดับนานาชาติเผยให้เห็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่ายีนของมนุษย์ รวมถึงปัจจัยทางเพศ มีอิทธิพลต่อความสามารถในการรับรู้กลิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจครั้งใหม่เกี่ยวกับสุขภาพสมองและแนวทางการแพทย์แบบจำเพาะบุคคลได้ในอนาคต ผลวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘ โดยมหาวิทยาลัยไลพ์ซิก (University of Leipzig) ซึ่งระบุตำแหน่ง ๑๐ แห่งบนจีโนมมนุษย์ ที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการตรวจจับกลิ่นเฉพาะเจาะจง ในจำนวนนี้ ๗ ตำแหน่งเป็นการค้นพบใหม่ที่ไม่เคยมีการรายงานมาก่อน ขณะที่อีก ๓ ตำแหน่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเพศ เช่น ฮอร์โมน ซึ่งช่วยอธิบายว่าเหตุใดการรับกลิ่นของบางคนจึงเปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่มีประจำเดือนหรือขณะตั้งครรภ์

สำหรับคนไทยที่คุ้นชินกับการใช้ชีวิตท่ามกลางกลิ่นนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นจากตลาดอาหารริมทาง หรือกลิ่นในศาสตร์สมุนไพร งานวิจัยนี้ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ให้เราเข้าใจว่าทำไมแต่ละคนจึงตอบสนองต่อกลิ่นต่างๆ ได้ไม่เท่ากัน บางกลิ่นอาจกระตุ้นความทรงจำ หรือบางกลิ่นอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ข้อมูลเหล่านี้ยังส่งผลต่อแนวทางการตรวจสุขภาพที่ใช้การดมกลิ่น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของโรคทางสมองอย่างอัลไซเมอร์ โดยปัจจุบันมีการใช้แนวทางนี้ในการคัดกรองเบื้องต้นในวงการแพทย์ไทยบางส่วนแล้ว

ความโดดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้อยู่ที่ขนาดและรายละเอียดเชิงลึก คณะนักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากชาวยุโรปกว่า ๒๑,๐๐๐ คน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดีเอ็นเอกับความสามารถในการรับกลิ่น ซึ่งพบว่ามียีน ๑๐ ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการรับกลิ่น โดย ๗ ตำแหน่งในจำนวนนี้ไม่เคยมีรายงานมาก่อน ผู้เข้าร่วมการวิจัยถูกทดสอบให้ดมกลิ่นคุ้นเคย ๑๒ ชนิด โดยใช้ปากกาแสดงกลิ่น (scent pen) ก่อนจะนำผลมาเปรียบเทียบกับข้อมูลพันธุกรรมอย่างละเอียด ทีมวิจัยจากสถาบันสารสนเทศการแพทย์ สถิติ และระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยไลพ์ซิก เปิดเผยว่า “เราพบพื้นที่ทางพันธุกรรม ๑๐ จุด ที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้กลิ่น โดย ๗ จุดเป็นการค้นพบใหม่ และ ๓ จุดมีความแตกต่างตามปัจจัยทางเพศ” โดยพื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกลุ่มยีนที่ถูกกระตุ้นเป็นพิเศษจากฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งมีปริมาณแตกต่างกันระหว่างเพศ และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามรอบชีวิตสืบพันธุ์

นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมคนไทยบางคนถึงมีปฏิกิริยาต่อกลิ่นทุเรียนหรือสมุนไพรต่างๆ ได้ไม่เท่ากัน คณะผู้ทำงานวิจัยจากสายแพทยศาสตร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ในผู้หญิง การรับกลิ่นมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบเดือนหรือช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์เฉพาะด้านให้สอดคล้องกับเพศผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น” ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการสูญเสียหรือการเปลี่ยนแปลงการรับกลิ่นถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง ซึ่งการค้นพบครั้งนี้จึงสอดคล้องกับองค์ความรู้พื้นบ้านที่มีมา เพียงแต่มีหลักฐานทางพันธุกรรมที่ชัดเจนมารองรับมากขึ้น

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกลิ่นที่มีต่อโรคความเสื่อมของระบบประสาท โดยคณะนักวิจัยพบว่าการรับกลิ่นบางชนิดมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งตอกย้ำข้อมูลเดิมที่ว่าการสูญเสียการรับกลิ่นอาจเป็นสัญญาณเตือนในระยะเริ่มต้นได้ “มีความเชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์กับการตรวจจับกลิ่น นี่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประสาทสัมผัส ฮอร์โมนเพศ และโรคทางระบบประสาท” นักวิทยาศาสตร์จากคณะแพทยศาสตร์กล่าว ซึ่งหมายความว่า ในบริบทของประเทศไทย การพัฒนาเครื่องมือทดสอบกลิ่นสำหรับกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีประวัติโรคสมองเสื่อม อาจนำไปสู่การตรวจสุขภาพที่แม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง

ที่น่าสนใจคือ ผลการวิจัยชี้ว่าความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมนี้มีความจำเพาะเจาะจงกับกลิ่นบางชนิดเท่านั้น ไม่ได้มี “ยีนการดมกลิ่นสากล” ที่ใช้ได้กับทุกกลิ่น นั่นหมายความว่าแต่ละบุคคลจะมีรูปแบบการรับกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของตนเอง ในสังคมไทยที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมอาหารและสมุนไพรที่หลากหลาย งานวิจัยนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอธิบายความเห็นต่างที่ว่า กลิ่นใดเป็นกลิ่นหอม หรือกลิ่นใดทำให้รู้สึกไม่สบายใจในแต่ละกลุ่มบุคคล

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างหลักเป็นชาวยุโรป จึงยังคงมีคำถามเกี่ยวกับลักษณะทางพันธุกรรมของการรับกลิ่นในประชากรเอเชีย รวมถึงคนไทย เนื่องจากข้อมูลพันธุกรรมในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ทำให้ยีนที่ค้นพบในยุโรปอาจมีความสำคัญในบริบทนั้น แต่อาจมีลักษณะที่แตกต่างไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่า รูปแบบงานวิจัยที่ผสานการทดสอบพันธุกรรมกับการทดสอบกลิ่นอย่างละเอียดเช่นนี้ ถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการศึกษาในประเทศไทยต่อไป ซึ่งความหลากหลายของกลิ่นในสิ่งแวดล้อมและอาหาร น่าจะส่งผลต่อวิวัฒนาการของยีนที่ควบคุมการรับกลิ่นด้วยเช่นกัน ความรู้ที่ได้จึงอาจเป็นประโยชน์ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นแพทยศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์อาหาร ด้วยการติดตามรอยวิวัฒนาการของรสนิยมด้านกลิ่นที่ข้ามผ่านวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยขนาดใหญ่ในประเทศเยอรมนี ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยีน ฮอร์โมน และระบบการรับกลิ่นอย่างลึกซึ้ง หากมีโครงการลักษณะนี้ในประเทศไทย ก็อาจช่วยเปิดเผยรากฐานทางพันธุกรรมของกลิ่นที่คนไทยคุ้นเคยและนิยม เช่น มะกรูด ตะไคร้ หรือกะเพรา และหากเกิดความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ ห้องปฏิบัติการกลิ่น และสถาบันด้านอาหาร ย่อมจะนำไปสู่งานวิจัยใหม่ๆ ที่บูรณาการศาสตร์พันธุกรรมกลิ่นเข้ากับการท่องเที่ยว การศึกษา และการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในอนาคต ความรู้ด้านพันธุกรรมกลิ่นอาจถูกนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติได้หลากหลาย เช่น หน่วยงานสาธารณสุขของไทยอาจพิจารณาบรรจุแบบทดสอบกลิ่นแบบง่าย เข้ากับการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เพื่อช่วยให้การดูแลผู้ที่มีแนวโน้มสมองเสื่อมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการด้านน้ำหอมและอาหารก็อาจนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการออกแบบกลิ่นหรือรสชาติให้สอดคล้องกับลักษณะพันธุกรรมของผู้บริโภคได้ รวมถึงการดูแลสุขภาพสตรีในมิติใหม่ โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับกลิ่น

ในขณะนี้ ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจสามารถพิจารณาเข้าร่วมงานวิจัยด้านกลิ่นและสุขภาพที่จัดโดยสถาบันการศึกษาในประเทศ แจ้งประวัติครอบครัวที่มีปัญหาการรับกลิ่นให้แก่แพทย์ประจำตัว หรือใช้ประสาทสัมผัสกลิ่นเป็นเครื่องบ่งชี้สุขภาพเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในสตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงการรับกลิ่นอย่างฉับพลันระหว่างรอบเดือน การตั้งครรภ์ หรือในวัยหมดประจำเดือน ควรแจ้งข้อมูลนี้ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประกอบการดูแลรักษา ทั้งบุคคลทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย ควรติดตามผลการศึกษาที่เกี่ยวกับความแตกต่างของเพศและพันธุกรรมด้านกลิ่นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อโครงการวิจัยขยายวงกว้างไปสู่ภูมิภาคอาเซียนและประชากรที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูข้อมูลจากต้นฉบับงานวิจัยใน Neuroscience News และงานวิจัยฉบับเต็มใน Nature Communications รวมถึงอ่านบริบทในประเทศได้ที่ ข่าวประชาสัมพันธ์จากมหาวิทยาลัยไลพ์ซิก