กระแสความนิยมมัทฉะลาเต้ที่พุ่งทะยานทั้งในไทยและต่างแดน ล่าสุด มีผลวิจัยและเสียงเตือนจากนักโภชนาการที่เริ่มชี้ให้เห็นถึงข้อเสียที่หลายคนอาจมองข้ามของเครื่องดื่มชาเขียวยอดฮิตนี้ นั่นคือความเสี่ยงภาวะขาดธาตุเหล็ก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติหรือเน้นพืชเป็นหลัก นักโภชนาการที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Independent ให้ข้อมูลว่า แม้มัทฉะจะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและมีประโยชน์กับการเผาผลาญในร่างกาย แต่การบริโภคในปริมาณมากเกินไป หรือดื่มร่วมกับอาหารบางชนิด อาจส่งผลให้ระดับธาตุเหล็กลดลงในกลุ่มผู้บริโภคบางราย ประเด็นนี้จึงน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับคนไทย เมื่อมองถึงแนวโน้มสุขภาพวิถีใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม รวมถึงกระแสชาเขียวจากญี่ปุ่นที่เข้ามาตีตลาดในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

ในประเทศไทย กระแสมัทฉะที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็กำลังมาแรงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จากคาเฟ่ทั่วทุกมุมเมือง ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ต่างนำเสนอเมนูมัทฉะทั้งเครื่องดื่มและของหวาน พร้อมชูจุดเด่นเรื่องคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระและสีเขียวสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้รักสุขภาพหลายคนต่างเชื่อมั่นในสรรพคุณของมัทฉะว่าช่วยกระตุ้นสมอง ลดการอักเสบ และป้องกันโรคเรื้อรัง ซึ่งนักโภชนาการจากสหราชอาณาจักรท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลยืนยันว่า “มัทฉะอุดมด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ร่างกายจากการถูกทำลายจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน” นอกจากนี้ สารแอล-ธีอะนีน (L-theanine) ในมัทฉะยังช่วยลดผลกระทบจากคาเฟอีน ทำให้ผู้ดื่มได้รับพลังงานอย่างสมดุลและมีสมาธิจดจ่อ The Independent

ทว่า สารกลุ่มโพลีฟีนอล อย่างแคทีชินและแทนนิน ซึ่งมีปริมาณมากในมัทฉะ กลับเป็นตัวการสำคัญที่ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกาย ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์อาหารจากมหาวิทยาลัยเรดดิ้งในอังกฤษ อธิบายเพิ่มเติมว่า โดยโพลีฟีนอลจะเข้าจับกับธาตุเหล็กชนิดที่ไม่ใช่ฮีม (non-haem) ซึ่งพบมากในถั่ว ผักใบเขียว เต้าหู้ และอาหารที่มาจากพืช ทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เมื่อเกิดการจับตัวกัน ธาตุเหล็กเหล่านั้นก็จะถูกขับออกจากร่างกายไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ลดลงถึง 50%” ทว่าผลกระทบนี้จะไม่รุนแรงนักกับธาตุเหล็กชนิดฮีม (haem iron) ที่พบในเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อแดง เนื่องจากโพลีฟีนอลไม่สามารถจับกับธาตุเหล็กชนิดนี้ได้ง่าย

ประเด็นนี้จึงน่าเป็นห่วงเป็นพิเศษสำหรับคนไทยที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ อาหารเจ หรือกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่มักมีภาวะขาดธาตุเหล็กอยู่ก่อนแล้ว มีการอ้างอิงงานวิจัยในประเทศสวีเดนผ่านสำนักข่าว The Independent ที่ชี้ให้เห็นว่า เกือบ 40% ของเด็กหญิงวัยรุ่น และสูงถึง 70% ของผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชเป็นหลัก มีปัญหาขาดธาตุเหล็ก The Independent ขณะที่หน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) ได้ระบุอาการสำคัญของโรคโลหิตจางจากการขาดเหล็กไว้ว่า ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ผิวซีด หายใจถี่ และมีอาการใจสั่น NHS ดังนั้น สำหรับคนไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีกระแสอาหารแพลนต์เบสและมัทฉะเป็นที่นิยม จึงควรตระหนักและติดตามข้อมูลเหล่านี้เป็นพิเศษ

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารไทยตามปกติ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งเนื้อปลา เนื้อไก่ หรือแม้แต่เครื่องในที่พบได้ในอาหารไทยดั้งเดิม โอกาสที่จะเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กจากการดื่มมัทฉะนั้นมีน้อยมาก หากไม่มีอาการผิดปกติใดๆ และได้รับสารอาหารครบถ้วนจากอาหารหลากหลาย ก็ยังคงสามารถดื่มมัทฉะในปริมาณปานกลางได้อย่างสบายใจ ทว่า นักโภชนาการได้ย้ำเตือนว่า ผู้ที่เน้นการได้รับธาตุเหล็กจากแหล่งพืช ควรหลีกเลี่ยงการดื่มมัทฉะหรือชาเขียวพร้อมกับมื้ออาหารหลัก รวมถึงผู้ที่รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กหรือยาเม็ดธาตุเหล็ก โดยระบุว่า “ไม่ควรรับประทานยาเสริมธาตุเหล็กพร้อมกับมัทฉะ ชาเขียว หรือแม้แต่ชาแดง” เนื่องจากสารโพลีฟีนอลจะขัดขวางการดูดซึมของยาเสริมเหล็กได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนไทยที่มักนิยมดื่มน้ำร้อนหรือชาพร้อมมื้ออาหาร ก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน นักโภชนาการสาธารณสุขจากสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศไทยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “เมื่อคนไทยในเขตเมืองและกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสนใจอาหารแพลนต์เบสและเครื่องดื่มสไตล์สากลอย่างมัทฉะ ก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับช่วงเวลาในการดื่ม เนื่องจากมีผลต่อการดูดซึมสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการ” แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันคือ ควรดื่มมัทฉะในช่วงระหว่างมื้ออาหารกลางวัน หรือระหว่างมื้อเย็น แทนการดื่มคู่กับอาหารมื้อหลัก ข้อแนะนำนี้ยังสอดคล้องกับผลการวิจัยในระดับนานาชาติหลายฉบับ PubMed

ในแง่ของวัฒนธรรมอาหารไทย เครื่องดื่มสมุนไพรอย่างน้ำใบบัวบก น้ำกระเจี๊ยบ หรือขนมหวานอย่างขนมถ้วยที่ใช้น้ำกะทิเป็นส่วนประกอบหลัก ล้วนไม่ใช่แหล่งของธาตุเหล็กที่ดีนัก ขณะที่กระแสความนิยมกาแฟและชาที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น ที่ผ่านมาคนไทยได้รับธาตุเหล็กเป็นประจำจากเครื่องในสัตว์และอาหารทะเล ทว่าเมื่อได้รับอิทธิพลจากอาหารตะวันตกและญี่ปุ่นมากขึ้น รูปแบบการบริโภคอาหารจึงเปลี่ยนไป ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสารอาหารรองต่างๆ ให้มากขึ้น

ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าความนิยมในมัทฉะและชาเฉพาะกลุ่มจะยังคงดำเนินต่อไป แต่จะมีความพยายามในการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติม โดยอาจมีการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานสาธารณสุขในประเทศ เพื่อให้กลุ่มวัยรุ่นและผู้หญิงได้ตระหนักถึงการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มชา รวมถึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มมัทฉะที่ปรุงแต่งด้วยน้ำเชื่อมหรือครีม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ

ข้อสรุปล่าสุดจากวงการแพทย์และโภชนาการแนะนำว่า คนไทยยังคงสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติของมัทฉะได้อย่างพอดี และควรเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่ม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชเป็นหลัก ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ หากเริ่มมีอาการที่บ่งบอกถึงภาวะขาดธาตุเหล็ก ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ และเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับเฟอร์ริตินและฮีโมโกลบิน สำหรับแนวทางที่เหมาะสมในการดื่มมัทฉะในเวลานี้คือ ควรดื่มในช่วงระหว่างมื้ออาหาร เพื่อให้ได้รับทั้งรสชาติและสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเต็มที่ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบทความต้นฉบับใน The Independent เว็บไซต์ NHS และงานวิจัยต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง The Independent; ข้อมูลภาวะขาดธาตุเหล็กจาก NHS; งานวิจัยเรื่องชากับการดูดซึมเหล็กจาก PubMed