เคยไหม…จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนสมองหยุดทำงานไปเฉยๆ ทั้งที่ยังตื่นเต็มตา? อาการแบบนี้ไม่ใช่แค่การหลงลืมหรือเหม่อลอยไปวันๆ แต่เป็นสิ่งที่นักประสาทวิทยาเรียกว่า “ภาวะสมองว่างเปล่า” (Mind Blanking) ล่าสุดมีงานวิจัยใหม่จากวารสาร Trends in Cognitive Sciences ฉบับเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยการสแกนสมอง เผยว่าในช่วงเวลาที่รู้สึก “ว่างเปล่า” เช่นนี้ แท้จริงแล้วคลื่นสมองกลับทำงานในลักษณะที่คล้ายกับการหลับลึกอย่างน่าตกใจ ทั้งที่เรายังคงตื่นอยู่ (Live Science)

ภาวะสมองว่างเปล่านี้เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวและอาจกินเวลาถึง 20% ของช่วงเวลาตื่นในแต่ละวัน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับคนไทยในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับตารางงานอันหนักหน่วง และการเชื่อมต่อทางดิจิทัลที่แทบจะตลอดเวลา การทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การดูแลสุขภาพสมองและสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เพราะในยุคที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับศักยภาพทางปัญญา การรู้เท่าทันกลไกการทำงานของสมองตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงานและสุขภาวะโดยรวมของทุกคน

คณะนักวิจัยเริ่มจากการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า จริงๆ แล้วสมองของมนุษย์มีการคิดประมวลผลอยู่ตลอดเวลาหรือไม่? ผลลัพธ์ที่ได้กลับบ่งชี้ไปในทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน พบว่าภาวะสมองว่างเปล่านั้นเป็นช่วงที่ความคิดและความรู้สึกหยุดนิ่งไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากการใจลอยหรือการฟุ้งซ่าน โดยนักประสาทวิทยาจากสถาบันวิจัยสุขภาพและการแพทย์แห่งชาติในฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์ว่า “จู่ๆ มันก็ไม่มีอะไรเลย แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเราลืมอะไรบางอย่างไป”

สำหรับการทดลองครั้งนี้ อาสาสมัครถูกขอให้ใส่อุปกรณ์ EEG เพื่อวัดคลื่นสมอง พร้อมกับให้ดูตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีคำสั่งให้กดปุ่มทุกครั้งที่เห็นตัวเลข ยกเว้นเมื่อเป็นเลข 3 หลังจากนั้น จะมีการหยุดการทดลองแบบไม่แจ้งล่วงหน้า และสอบถามอาสาสมัครว่า ณ ขณะนั้นพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ คำตอบที่ได้รับแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ มีสมาธิอยู่กับงาน, ใจลอย หรือว่างเปล่าไม่มีความคิดใดๆ ในหัวเลย

ผลการทดลองชี้ว่า ในช่วงที่สมองอยู่ในภาวะว่างเปล่า อาสาสมัครจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลคลื่นสมองที่ได้จาก EEG ยังบ่งชี้ว่าสมองมีความเงียบสงบมากกว่าปกติ คล้ายกับ “เครื่องจักรในสมองที่หยุดทำงานลงชั่วขณะ” อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของ EEG ที่สามารถเก็บข้อมูลได้เฉพาะคลื่นสมองบนพื้นผิว จึงยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ส่วนใดในสมองที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นี้โดยตรง

เพื่อศึกษาลงลึกในรายละเอียด คณะวิจัยจึงได้ใช้อุปกรณ์ fMRI ซึ่งสามารถตรวจสอบการไหลเวียนเลือดในสมอง โดยให้อาสาสมัครนอนพักผ่อนในเครื่องสแกน และรายงานเป็นระยะว่าตนเองอยู่ในภาวะสมอง “ว่างเปล่า”, “ใจลอย” หรือ “ตั้งใจ” เมื่ออาสาสมัครรายงานว่าสมองอยู่ในภาวะว่างเปล่า ภาพ fMRI กลับเผยให้เห็นถึงรูปแบบการเชื่อมโยงกันของสมองที่สูงเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่า hyperconnectivity ซึ่งคล้ายคลึงกับช่วงคลื่นสมองของการนอนหลับลึกอย่างน่าประหลาดใจ

นักประสาทวิทยาชาวเบลเยียมได้อธิบายว่า “ดูเหมือนสมองเราเหมือนไปฝั่งที่ทำให้กิจกรรมภายในเชื่อมโยงกันมากขึ้น จนไปกวนจุดที่ทำให้เราตระหนักรู้ กลายเป็นช่วงที่สมองว่าง” กล่าวโดยสรุปคือ ในช่วงที่สมองอยู่ในภาวะว่างเปล่า วงจรในสมองจะมีการเชื่อมประสานกันในระดับที่สูงมาก ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่สมองอยู่ในภาวะพักฟื้นเต็มที่ขณะนอนหลับ

เหตุผลที่ควรให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์นี้ เนื่องจากมันอาจเป็นกลไกที่คล้ายกับการ “รีเซ็ตสมอง” ย่อมๆ ในขณะที่เรายังคงตื่นอยู่ ซึ่งอาจช่วยประหยัดพลังงาน ช่วยในการกำจัดของเสียในสมอง และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตในระยะยาว “เหมือนหยุดพักสักห้านาทีเพื่อปล่อยใจให้สบาย” นักวิจัยชาวเบลเยียมกล่าวเสริม นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า ผู้ที่อดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ จะมีแนวโน้มที่จะประสบภาวะสมองว่างเปล่าได้บ่อยขึ้นในช่วงกลางวัน

สำหรับผลกระทบต่อสังคมไทย ถือเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงาน นักเรียน หรือเยาวชนไทยจำนวนมากที่ต้องจดจ่ออยู่กับการงานหรือการเรียนอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยขาดช่วงพักผ่อนที่มีคุณภาพ ในสภาพแวดล้อมอย่างห้องเรียนหรือที่ทำงานในประเทศไทยที่มักคาดหวังประสิทธิภาพสูง ภาวะสมองว่างเปล่าที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวนี้อาจนำไปสู่ปัญหาการขาดสมาธิ, ความผิดพลาดเล็กน้อย หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ แม้ว่าภาวะนี้จะช่วยให้สมองได้ฟื้นตัว แต่ก็อาจไม่เหมาะกับช่วงเวลาที่จำเป็นต้องใช้สมาธิอย่างสูง เพราะหาก “สมองหยุดทำงาน” ในขณะนั้น ก็อาจพลาดการรับรู้คำสั่งหรือรายละเอียดสำคัญไปได้

จากข้อมูลงานวิจัยในระดับนานาชาติ พบว่ามีผู้คนอยู่ในภาวะนี้มากถึง 5-20% ของช่วงเวลาตื่น ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1-4 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว ในสังคมที่มีความกดดันสูงเช่นประเทศไทย อาการนี้อาจพบได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีอาการอ่อนล้าเรื้อรัง (PubMed) ซึ่งสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์จากบุคลากรทางการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยที่ระบุว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มที่นักเรียนหรือคนทำงานจะมีอาการสมาธิสั้น หรือหลุดจากสมาธิกลางคันมากขึ้น ซึ่งมักจะแปรผันตรงกับอาการเหนื่อยล้าและการใช้สื่อดิจิทัลอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนสู่การเรียนหรือทำงานออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา

งานวิจัยนี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับคำสอนของพระภิกษุผู้ปฏิบัติวิปัสสนาในประเทศไทย ซึ่งได้มีการสังเกตมาอย่างยาวนานว่า สภาวะ “ใจว่าง” นั้นสามารถเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเจตนาทำให้เกิดขึ้นเสมอไป แม้ว่าเป้าหมายของการฝึกสมาธิคือการมีสติรับรู้ ไม่ใช่การปล่อยให้จิตใจว่างเปล่าไปทั้งหมด แต่ผลการวิจัยนี้ก็บ่งชี้ว่าการหยุดคิดโดยไม่รู้ตัวเหล่านี้ อาจเป็นรากฐานทางชีวภาพที่สำคัญสำหรับการเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบ หรือความใสกระจ่างที่ผู้ฝึกสมาธิพยายามเข้าถึง (Wikipedia: Mindfulness)

สำหรับทิศทางในอนาคต คณะนักวิจัยนานาชาติยอมรับว่า ปรากฏการณ์สมองว่างเปล่ายังคงเป็นขอบเขตใหม่ที่น่าสนใจในแวดวงวิทยาศาสตร์สมอง และหวังว่างานวิจัยนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การออกแบบวิธีจัดการความสนใจและความอ่อนล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมาธิสั้น, การนอนไม่หลับ, ภาวะซึมเศร้า หรือแม้แต่ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บทางสมอง

สำหรับประชาชนชาวไทยที่อาจกังวลเกี่ยวกับปัญหาความจำ หรือมีอาการสมองว่างเปล่าในระหว่างการทำงาน ข้อเสนอแนะจากข้อค้นพบนี้มีดังต่อไปนี้

  • ทำความเข้าใจและยอมรับว่าภาวะสมองว่างเปล่าเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งช่วยให้สมองได้ “รีเซ็ต” ตัวเองเมื่อต้องจดจ่ออยู่กับงานอย่างต่อเนื่อง
  • จัดสรรช่วงเวลาพักสั้นๆ เป็นประจำในระหว่างการทำงานหนักหรือการประชุม ซึ่งในปัจจุบัน โรงเรียนและองค์กรชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทยก็เริ่มนำวิธีการนี้มาปรับใช้แล้ว
  • หากพบว่ามีอาการสมองว่างเปล่าหรือขาดสมาธิบ่อยครั้งผิดปกติ ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือความเครียดเรื้อรังได้ (Bangkok Post)

เมื่อวิทยาศาสตร์ด้านสมองเริ่มเปิดเผยความลับของจิตสำนึก การค้นพบว่าสมองของเราสามารถ “ออฟไลน์” ได้แม้ในขณะที่ยังตื่นอยู่ อาจทำให้เราต้องหันมาทบทวนความหมายของการมีสติตื่นรู้อีกครั้ง และเรียนรู้ที่จะรับฟังจังหวะการทำงานตามธรรมชาติของสมองตนเองให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยสิ่งเร้ารบกวนมากมายเช่นนี้