ล่าสุด ผลสำรวจระดับโลกจากบริษัทวิจัย Ipsos เผยข้อมูลน่าสนใจว่า ประเทศไทยผงาดติดอันดับ ๗ ในฐานะประเทศที่ประชากรมีความสุขมากที่สุดในโลก โดยเกือบ ๘ ใน ๑๐ ของคนไทยระบุว่าตนเอง “มีความสุข” หรือ “มีความสุขมาก” ซึ่งเป็นข้อมูลที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับการจัดอันดับดัชนีความสุขโลกของสหประชาชาติที่ไทยอยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำ ผลสำรวจนี้จึงจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงเกณฑ์การวัด “ความสุข” และตอกย้ำให้เห็นถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างลึกซึ้ง

การที่คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนเองมีความสุข ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพสังคมในแง่มุมที่ต่างไป แต่ยังท้าทายกรอบการวัดความเป็นอยู่ที่ดีตามมาตรฐานสากลแบบเดิม ต่างจากการจัดอันดับของสหประชาชาติที่ไทยอยู่ในอันดับ ๔๙ ซึ่งให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงโครงสร้างและตัวเลขทางเศรษฐกิจ Ipsos กลับมุ่งเน้นการสอบถามความรู้สึกส่วนตัวโดยตรง ผลสำรวจของ Ipsos เมื่อปี ๒๕๖๘ ชี้ชัดว่าคนไทยถึงร้อยละ ๗๙ รู้สึก “มีความสุข” หรือ “มีความสุขมาก” โดยมีเพียงร้อยละ ๒ เท่านั้นที่ระบุว่า “ไม่มีความสุขเลย” (Thai Examiner) ข้อมูลนี้จุดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับแนวคิดการวัด “ความสุข” ว่าควรยึดจากประสบการณ์ตรงของบุคคล หรือมาตรฐานที่องค์กรระดับโลกวางไว้

รายงานของ Ipsos ซึ่งเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้คน ๒๓,๗๖๕ คน ใน ๓๐ ประเทศ ระหว่างเดือนธันวาคม ๒๕๖๗ ถึงมกราคม ๒๕๖๘ ได้เปิดเผยแง่มุมเฉพาะของสังคมไทยที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดคนไทยจึงมีความสุขสูงถึงเพียงนี้ ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย สภาพอากาศที่มีแดดออกตลอดปี ค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนัก และโครงสร้างภาษีที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน โดยสัดส่วนภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอยู่ที่ ๑๕.๕% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปที่สูงถึง ๔๐% นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในไทยยังถูกกว่าหลายประเทศอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้คนไทยมีอิสระทางการเงินมากขึ้น ซึ่ง Ipsos ชี้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งเสริมความสุข

แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่ผลสำรวจนี้ยังสะท้อนความซับซ้อนและข้อขัดแย้งเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสายสัมพันธ์ทางสังคมและการพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน ซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยหนุนให้คนไทยมีความสุขสูงขึ้น ประเทศไทยติดอันดับ ๘ ของโลกด้านการได้รับการสนับสนุนทางสังคม แม้จะมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) เพียงอันดับที่ ๘๑ ก็ตาม ผลการศึกษาทางจิตวิทยาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ตอกย้ำว่าความผูกพันในครอบครัวที่แน่นแฟ้นและชุมชนที่เข้มแข็งมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงคนที่มีรายได้น้อยให้ผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจผันผวนไปได้ (PubMed)

แต่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขที่แผ่ไปทั่วประเทศ ยังมีปัญหาร้ายแรงที่ยังแก้ไม่ตก คือประเทศไทยยังคงมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ในปี ๒๕๖๔ มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ๑๖.๕๙ ต่อประชากรแสนคน ก่อนที่จะถูกปรับลดเหลือ ๗.๙๗ ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านสุขภาพจิต (Thai Examiner) ในช่วงปี ๒๕๖๐-๒๕๖๕ อัตราการฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นถึง ๓๒% ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก ปัญหาความลำบากทางการเงินถูกชี้ว่าเป็นสาเหตุหลักที่อยู่เบื้องหลังความจริงอันน่าหดหู่นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในคุณภาพชีวิตของคนไทยแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน

ความขัดแย้งระหว่างวิธีการวัดความสุขของสหประชาชาติและ Ipsos ได้กลายเป็นประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาออกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ดัชนีของสหประชาชาติมักให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ระบบราชการ และมาตรการต่อต้านการทุจริต ทำให้ประเทศในกลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย มักขึ้นเป็นผู้นำในอันดับต้น ๆ ทว่าประเทศเหล่านั้นกลับมีสัดส่วนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ฟินแลนด์ที่ถูกจัดอันดับให้อยู่หัวตารางมานาน ๘ ปี ก็ยังพบผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง ๗% และมีอัตราการฆ่าตัวตายที่ไม่ต่างจากประเทศไทยมากนัก

บุคลากรภาครัฐและนักวิชาการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาสังคมและสุขภาพจิต ต่างรับรู้ถึงความย้อนแย้งนี้เป็นอย่างดี ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อหลัก ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่ดูแลด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวย้ำถึงความจำเป็นในการวางนโยบายที่ครอบคลุม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มผู้เปราะบางทางเศรษฐกิจและกลุ่มวัยแรงงาน

ผลสำรวจที่ลงลึกในรายละเอียดของแต่ละช่วงวัยและเพศ พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปมีคะแนนความสุขสูงที่สุด ขณะที่ในกลุ่ม Gen Z กลับพบว่าเพศชายแสดงออกถึงความสุขมากกว่าเพศหญิง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยจากหลายสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ที่บ่งชี้ว่าผู้หญิงวัยรุ่นต้องเผชิญกับความกดดันทางอารมณ์ ทั้งจากเรื่องการเรียนและอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่น

ในมิติทางวัฒนธรรม แนวคิดเรื่อง “ความสนุก” หรือการแสวงหาความสุขจากสิ่งเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ยังคงหยั่งรากลึกในสังคมไทย งานบุญ ประเพณีท้องถิ่น และกิจกรรมชุมชนต่าง ๆ ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คนไทยมองโลกในแง่ดี แม้ต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิต ผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาและปราชญ์มักอ้างถึงหลักธรรมเรื่องอนิจจังและการยอมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันทางใจจากภาวะขาดแคลนทางวัตถุ (Wikipedia: วัฒนธรรมไทย)

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญยิ่ง เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงและก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากประเทศรายได้สูงที่มีกลไกสนับสนุนทั้งผู้สูงวัยและวัยรุ่นที่แข็งแกร่งกว่า ประเทศไทยจึงต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อรับมือกับความต้องการของทั้งสองกลุ่มไปพร้อมกัน (World Bank) ผลสำรวจของ Ipsos เมื่อพิจารณาในบริบทเหล่านี้ จึงชี้ให้เห็นว่าความสุขไม่ใช่สิ่งที่คงที่ แต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายและสถานการณ์รอบด้าน

เมื่อเผชิญโจทย์ยากเหล่านี้ นักวิชาการและภาคประชาสังคมเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • เพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเยาวชน
  • ส่งเสริมเครือข่ายชุมชนเพื่อกระชับความสัมพันธ์และการพึ่งพาอาศัยกัน
  • ขยายขอบเขตระบบความคุ้มครองทางเศรษฐกิจ พร้อมจัดการอบรมทักษะอาชีพใหม่ให้แก่ผู้ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง
  • บูรณาการข้อมูล “ความสุข” ทั้งจากการประเมินความรู้สึกส่วนตัวและตัวชี้วัดเชิงโครงสร้าง เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับคนไทย ข้อสรุปสำคัญคือ แม้ภาพรวมคะแนน “ความสุข” ของประเทศจะดูดี แต่ความสุขนั้นกลับไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันทั่วถึง ปัจจุบัน คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และค่านิยมที่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งเล็กน้อยในชีวิต การปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีกลุ่มคนเปราะบางถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

ส่วนในระดับบุคคล การมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน การไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหาทางการเงินหรือทางอารมณ์ รวมถึงการฝึกฝนสติเพื่อดูแลสภาพจิตใจของตนเอง ล้วนเป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความสุขในชีวิตประจำวันได้

อ่านรายงานฉบับเต็มของ Ipsos เพิ่มเติมได้ที่ ipsos.com และดูข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจ-สังคมของไทยโดยละเอียดที่ โปรไฟล์ประเทศไทยของ World Bank