ผลสำรวจล่าสุดได้เผยให้เห็นมิติที่ซับซ้อนของความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ เมื่อกว่า 55% ของผู้ที่แต่งงานแล้วในต่างประเทศยอมรับว่าเคยจินตนาการหรือคิดถึงแฟนเก่าในห้วงเวลาส่วนตัว นักจิตวิทยาด้านเพศสัมพันธ์และความสัมพันธ์ได้ออกโรงเตือนว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกในชีวิตสมรส หากไม่ได้รับการใส่ใจหรือพูดคุยแก้ไขอย่างจริงจัง แม้การหวนรำลึกถึงคนรักเก่าจะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างแนะให้พิจารณาถึงรากเหง้าทางจิตวิทยาและผลกระทบที่อาจตามมา หากเรื่องนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อความสุขในชีวิตคู่

สำหรับสังคมไทย ข่าวนี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงอารมณ์และความปรารถนาในใจคนทั่วโลก ทั้งความอยากรู้อยากเห็น ความทรงจำในอดีต หรือการแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มชีวิต ในสังคมไทยซึ่งให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์ในชีวิตสมรส โดยเฉพาะในกรอบของครอบครัวแบบดั้งเดิม การที่กว่าครึ่งของคู่แต่งงานออกมายอมรับว่ามีจินตนาการถึงแฟนเก่า จึงถือเป็นประเด็นที่ท้าทายและชวนให้คิดต่อ ซึ่งทำให้ต้องกลับมาพิจารณาเส้นแบ่งอันละเอียดอ่อนระหว่างจินตนาการส่วนตัวและความซื่อสัตย์ในชีวิตคู่ ตลอดจนทัศนคติของคนไทยในปัจจุบันที่เริ่มเปิดกว้างกับประเด็นความสัมพันธ์ ความเชื่อใจ และเรื่องเพศมากขึ้น

ผลสำรวจชี้เกินครึ่งจินตนาการถึงแฟนเก่า

จากผลสำรวจของ Illicit Encounters แพลตฟอร์มหาคู่นอกสมรสชื่อดัง พบว่า 55% ของคู่แต่งงานยอมรับว่ามีจินตนาการถึงอดีตแฟนขณะมีความสัมพันธ์กับคู่ของตนเอง นักบำบัดปัญหาทางเพศชั้นนำของบริษัทผลิตอุปกรณ์สำหรับผู้ใหญ่ ให้ความเห็นว่า แม้เรื่องนี้จะเป็นสิ่งปกติและอาจช่วยเติมสีสันในชีวิตรัก บางครั้งก็อาจสะท้อนถึง “ปัญหาในชีวิตสมรสที่หยั่งรากลึก” ได้ ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้อธิบายว่า “ความรู้สึกผิดเกี่ยวกับการจินตนาการถึงอดีตแฟนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสมองของเราทำงานกับความทรงจำและความปรารถนาโดยไม่มีขอบเขตเวลาที่ชัดเจน” พร้อมเสริมว่า ความทรงจำทางเพศที่ทรงพลังมักฝังลึกในจิตใจและสามารถผุดขึ้นมาในห้วงเวลาใกล้ชิดได้เสมอ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศและจิตวิทยาหลายรายอธิบายว่า “จินตนาการทางเพศ” มีบทบาทสำคัญทางด้านจิตใจ จากข้อมูลใน สารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดียเรื่อง “จินตนาการทางเพศ” ระบุว่าจินตนาการเหล่านี้พบได้ในทุกเพศทุกวัย และสามารถเกิดได้จากทั้งจินตนาการ ประสบการณ์เดิม หรือสิ่งเร้าจากสภาพแวดล้อม เช่น เสียง กลิ่น หรือสิ่งที่รับรู้ผ่านการอ่าน ที่สำคัญ การจินตนาการถึงอดีตคนรักไม่ได้หมายความว่ายังคงผูกพันอยู่กับอดีตเสมอไป แต่อาจเป็นเพียงการแสวงหาความรู้สึกบางอย่าง เช่น ความมั่นใจ ความแปลกใหม่ หรือความรู้สึกว่าตนเป็นที่รักและเป็นที่ต้องการ

จินตนาการช่วยเติมเต็ม หรือซ่อนความขาด?

งานวิจัยของนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ และบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่โดย สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น ระบุว่า “ความรู้สึกถูกรักและเป็นที่ต้องการ” คือหนึ่งในจินตนาการทางเพศที่พบบ่อยในทั้งผู้ชายและผู้หญิง นักจิตวิทยาอีกท่านให้ความเห็นว่า “เสน่ห์ทางเพศที่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน มักมีองค์ประกอบทั้งทางกายภาพและทางอารมณ์ที่เชื่อมโยงความตื่นเต้นและความใกล้ชิดในความสัมพันธ์” โดยประเด็นสำคัญคือ การจินตนาการถึงอดีตคนรักจะกลายเป็นปัญหา ก็ต่อเมื่อมันกลายเป็นทางออกเพียงอย่างเดียว หรือกลายเป็นสิ่งที่บดบังความสัมพันธ์ในปัจจุบัน เช่น การหมกมุ่น การนำไปเปรียบเทียบ หรือการไม่สามารถมีความสุขกับคนรักที่อยู่ตรงหน้า

หากถึงขั้นที่จำเป็นต้องพึ่งพิงการจินตนาการในลักษณะนี้ทุกครั้งเพื่อไปถึงจุดสุดยอด หรือเอาแต่เปรียบเทียบคนรักในปัจจุบันกับอดีต ก็อาจต้องหันมาทบทวนและแก้ไขความสัมพันธ์ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว UNILAD กล่าวว่า “ถ้านี่กลายเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ถึงจุดสุดยอด หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงทางอารมณ์กับคนรักคนใหม่ได้ ควรกลับไปมองว่าแท้จริงกำลังขาดอะไรในความสัมพันธ์ปัจจุบัน”

งานวิจัยจากสถาบันคินซีย์ พบว่า กว่า 90% ของผู้ใหญ่เคยมีจินตนาการถึงความรู้สึกที่ตนเป็นที่รัก มากกว่าการนึกถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนมักไม่ได้คิดถึงแฟนเก่าโดยตรง แต่เป็นการโหยหาความรู้สึกมั่นใจหรือได้รับการชื่นชมที่เคยมีในห้วงเวลานั้น

มุมมองในสังคมไทย : จินตนาการ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นหน้าต่างสู่ใจ

ในบริบทของสังคมไทย ซึ่งการพูดคุยเรื่องความต้องการทางเพศหรือจินตนาการยังคงถูกมองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องห้าม การหันไปพึ่งพาความทรงจำหรือจินตนาการส่วนตัวจึงอาจเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากขึ้น หลายคู่แทบไม่กล้าพูดคุยถึงความไม่ลงรอยหรือความต้องการที่แตกต่างกัน และแนวคิดเรื่อง “การรักษาหน้า” มักเป็นอุปสรรคต่อการสนทนาอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองและภายใต้อิทธิพลของสื่อสากล หลายคนก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความขัดแย้งระหว่างค่านิยมดั้งเดิมและความต้องการส่วนตัวที่หลากหลายมากขึ้น

นักบำบัดความสัมพันธ์ของไทย (ที่สื่อมักนำแนวคิดมานำเสนอบนสื่อสุขภาพและออนไลน์อย่างไม่ระบุตัวบุคคล) มักแนะนำให้คู่รักลองเปิดใจพูดคุยเรื่องความต้องการกันให้มากขึ้น แม้จะยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายเนื่องจากข้อจำกัดทางวัฒนธรรม

วิธีรับมือ: สะท้อนตัวเองและพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

การรับมือกับประเด็นนี้อาจเริ่มต้นด้วยการสำรวจตนเองและกล้าที่จะสื่อสารกับคู่ครอง โดยอาจลองจินตนาการถึงฉากหรือสถานการณ์ทั่วไป หรือใช้ตัวละครสมมติแทนการระบุถึงบุคคลในอดีต การฝึกการมีสติอยู่กับปัจจุบัน (mindfulness) โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางกายและอารมณ์ในห้วงเวลานั้น อาจช่วยลดการวนเวียนอยู่กับอดีต อีกหนึ่งแนวคิดคือการ “ใช้จินตนาการเป็นข้อมูล” เพื่อทำความเข้าใจว่าเราชื่นชอบหรือแสวงหาสิ่งใด จากนั้นจึงสื่อสารความต้องการเหล่านั้นกับคู่ของตนอย่างสุภาพและจริงใจ

สำหรับคู่รักในสังคมไทย อาจลองเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับประสบการณ์ใหม่ๆ หรือสิ่งที่ทำให้แต่ละฝ่ายรู้สึกเป็นที่รักและเติมเต็มความสุขมากขึ้น ไม่ว่าจะพูดคุยกันในพื้นที่ส่วนตัว หรือขอคำแนะนำจากนักบำบัดชีวิตคู่

ในวัฒนธรรมไทย แม้จะเคร่งครัดเรื่องมารยาทและความเหมาะสมมายาวนาน เช่นในวรรณคดี “ขุนช้างขุนแผน” ที่สะท้อนอารมณ์รักใคร่ โหยหา หรือแม้แต่การช่วงชิงทางกามารมณ์ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ทางออกมักมุ่งไปที่การอดทนและหน้าที่ความรับผิดชอบ มากกว่าความปรารถนาส่วนตัว อย่างไรก็ดี สังคมไทยในปัจจุบันเริ่มเปิดรับแนวคิดเรื่องการเติมเต็มความสุขในชีวิตคู่มากขึ้นเรื่อยๆ

อนาคตของความสัมพันธ์และจินตนาการ

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ากระแสการพูดคุยเรื่องจินตนาการทางเพศและความหลากหลายของความสุขในชีวิตคู่จะเปิดกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครหรือเชียงใหม่ งานวิจัยทั่วโลกยังคงสรุปตรงกันว่า การเข้าใจรากเหง้าของจินตนาการและการกล้าสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้คู่รักในไทยเปลี่ยนจินตนาการส่วนตัวให้เป็นโอกาสในการเติบโตและสร้างความใกล้ชิดกันมากขึ้น แทนที่จะกลายเป็นบ่อเกิดของความกังวลหรือความลับที่เก็บงำ

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลตนเองในประเด็นนี้ นักบำบัดแนะให้ลองมองชีวิตจินตนาการว่าเป็น “หน้าต่าง” ที่นำไปสู่ความต้องการภายในที่แท้จริง พยายามตั้งคำถามกับตนเองว่าแท้จริงแล้วกำลังโหยหาความรู้สึกใด เช่น ความมั่นใจ ความกล้าหาญ ความรู้สึกเป็นที่รัก หรืออื่นๆ เมื่อเข้าใจแล้ว ก็สามารถค่อยๆ สื่อสารให้คู่ของตนรับรู้ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เช่นกัน

สุดท้าย การจินตนาการถึงอดีตคนรักไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของการนอกใจหรือความล้มเหลวในชีวิตสมรส แต่คือกระบวนการทางธรรมชาติของจิตใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือการพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลดีหรือร้ายต่อความสุขในชีวิตคู่อย่างไร การทำความเข้าใจและเปิดใจพูดคุยกัน จะช่วยเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นพลังที่ช่วยเติมเต็มมากกว่าจะก่อให้เกิดปัญหา

> “จินตนาการควรเป็นที่พาเราเติบโต ไม่ใช่ดึงเราให้ติดอยู่กับอดีต”

อ้างอิง: