ผลการศึกษาล่าสุดเผยว่า ประชากรเกือบ 1 ใน 3 อาจเผชิญกับอารมณ์ด้านลบอย่างรุนแรง เพียงแค่เห็นผู้อื่นขยับตัวเล็กน้อยซ้ำๆ ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “มิซอกิเนเซีย” (Misokinesia) เป็นอาการที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในสังคม ทั้งที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ การทำงาน และสุขภาพจิตมากกว่าที่หลายคนคิด (ScienceAlert; MSN)
สำหรับคนไทยหลายคน คงคุ้นเคยกับการต้องทนอยู่ท่ามกลางการเคลื่อนไหวซ้ำๆ ของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการเขย่าขาบนรถไฟฟ้า BTS หรือเสียงคลิกปากกาในห้องเรียน ปัญหาเหล่านี้มักพบเจอเป็นประจำในพื้นที่แคบ หรือในสภาพแวดล้อมที่มีผู้คนหนาแน่น แต่ครั้งนี้นับเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ครั้งแรก ที่นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยในแคนาดา ได้ลงลึกถึงความชุกและผลกระทบของอาการนี้ และพบว่ามีผู้คนจำนวนมากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ต้องเผชิญกับภาวะมิซอกิเนเซียโดยไม่รู้ตัว
มิซอกิเนเซีย คืออะไร?
ทีมนักวิจัยได้บัญญัติศัพท์ “มิซอกิเนเซีย” ขึ้นมา โดยหมายถึง “อารมณ์ด้านลบหรือความรู้สึกรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการเห็นผู้อื่นเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ซ้ำๆ เช่น การขยับนิ้วหรือเท้าโดยไม่รู้ตัว” ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจกับ “มิซโซโฟเนีย” (Misophonia) ซึ่งเป็นภาวะที่บุคคลรู้สึกอึดอัดหรือโกรธกับเสียงบางอย่าง เช่น เสียงเคี้ยว หรือเสียงปากกากระทบโต๊ะ แต่สำหรับภาวะที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นอย่างมิซอกิเนเซียนั้น เพิ่งจะเริ่มได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ (ScienceAlert)
1 ใน 3 คนอาจเป็น
การวิจัยครั้งนี้ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,100 คน ครอบคลุมตั้งแต่นิสิตนักศึกษาไปจนถึงประชาชนทั่วไป และพบว่าประมาณ 33% เคยมีอาการมิซอกิเนเซียในระดับต่างๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นปัญหาสังคมที่พบได้บ่อยและอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
นักจิตวิทยาผู้เป็นสมาชิกของทีมวิจัยอธิบายว่า “กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะเกิดอารมณ์ด้านลบ เช่น ความโกรธ ความวิตกกังวล หรือความหงุดหงิดได้อย่างง่ายดาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทั้งในแง่ของสังคม การเรียน และการทำงาน บางคนถึงกับหลีกเลี่ยงงานสังคม หรือลดการเข้าสังคมลง เพราะไม่ต้องการเผชิญกับสิ่งกระตุ้น” ลักษณะเช่นนี้สะท้อนสถานการณ์ของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนักเรียนที่กำลังเตรียมสอบในห้องเรียนที่แออัด หรือพนักงานออฟฟิศที่ต้องใช้พื้นที่ร่วมกับเพื่อนร่วมงานหลายคน
อาการมีหลากหลายและแยกจากมิซโซโฟเนีย
ภาวะมิซอกิเนเซียสามารถพบได้ในหลายระดับ บางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลยขณะเห็นผู้อื่นขยับตัวเล็กๆ น้อยๆ ในขณะที่บางคนกลับมีอาการรุนแรงมาก จนถึงขั้นไม่อยากเข้าสังคม หรือขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง ทีมวิจัยยังค้นพบว่า ภาวะมิซอกิเนเซียมีความแตกต่างจากภาวะมิซโซโฟเนีย แม้จะมีบางบุคคลที่มีทั้งสองอาการนี้ร่วมกันก็ตาม (Medical Xpress; EurekAlert!)
กลไกเบื้องหลังยังไม่แน่ชัด
ในช่วงแรก นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ผู้ที่มีภาวะมิซอกิเนเซียอาจมีความไวต่อสิ่งเร้าที่เป็นภาพเคลื่อนไหวมากกว่าคนทั่วไป หรืออาจมีปัญหาในการยับยั้งสัญญาณภาพที่รบกวน แต่การทดลองแบบ emotional oddball task ไม่สามารถยืนยันสมมติฐานดังกล่าวได้ กลไกของภาวะมิซอกิเนเซียจึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของสายตาเพียงอย่างเดียว แต่มีความซับซ้อนมากกว่านั้น (PubMed Study: ERP Evidence)
ทฤษฎีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจคือเรื่องของ “เซลล์ประสาทสะท้อน” (mirror neurons) ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทในสมองมนุษย์ที่ถูกกระตุ้นเมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเมื่อเห็นผู้อื่นกระทำสิ่งนั้น ทีมวิจัยอธิบายว่า “เมื่อเราเห็นบุคคลที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยความวิตกกังวล เราเองก็อาจรู้สึกกังวลตามไปราวกับว่าสมองกำลังสะท้อนอารมณ์นั้นโดยอัตโนมัติ”
อิทธิพลในบริบทไทย
ผลการศึกษาต่อเนื่องที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2567 พบว่าผู้ที่มีอาการมิซอกิเนเซียจำนวนไม่น้อย ต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด บางคนรู้สึกอึดอัดหรือละอายใจที่จะบอกคนรอบข้างถึงสาเหตุของความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานเป็นกลุ่มและการอยู่ร่วมในสังคม โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความกลมกลืนและการรักษาหน้า (PLOS ONE)
ในห้องเรียนและสำนักงานยุคใหม่ที่เน้นพื้นที่เปิดโล่งและการทำงานร่วมกัน ผู้ที่เผชิญกับภาวะมิซอกิเนเซียอาจรู้สึกเครียดหรือไม่สบายใจ โดยไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอห้องที่เงียบสงบ หรือพื้นที่ส่วนตัว
การรับรู้และแนวทางช่วยเหลือ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเริ่มเล็งเห็นความสำคัญว่า การยอมรับว่าภาวะนี้เป็นปัญหาที่มีอยู่จริงนั้น เป็นสิ่งสำคัญต่อการดูแลสุขภาวะของคนไทย “สำหรับผู้ที่รู้สึกเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าตนเองแปลกแยก หรืออ่อนแอ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว และสิ่งนี้เป็นปัญหาที่สามารถพบได้จริง” นักจิตวิทยาผู้เป็นสมาชิกของทีมวิจัยได้กล่าวไว้ การเปิดเผยข้อมูลนี้อาจนำไปสู่การออกแบบห้องเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถานที่ทำงาน ให้มีมุมที่สงบเงียบ หรือเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถทำงานหรือเรียนรู้คนเดียวได้เมื่อจำเป็น
แม้ในปัจจุบัน ภาวะมิซอกิเนเซียยังไม่เป็นศัพท์วิชาการ หรือคำที่ใช้กันทั่วไปในภาษาไทย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการที่สังคมเพิ่งเริ่มพูดถึง “ภาวะหมดไฟ” หรือ “ความเครียดจากการทำงาน” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มว่าสังคมไทยจะสามารถปรับตัวและทำความเข้าใจได้ หากมีการเผยแพร่ข้อมูลและรณรงค์ในเชิงนโยบาย
ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่า ภาวะมิซอกิเนเซียไม่ได้เกิดจากความบกพร่องส่วนบุคคล และไม่ใช่เพียงแค่ “อาการขี้รำคาญ” อย่างที่มักเข้าใจกันผิดๆ แต่เป็นผลมาจากการผสมผสานกันระหว่างความเห็นอกเห็นใจ ความวิตกกังวล และการทำงานของสมอง ซึ่งยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต (PubMed: Qualitative Study) ปัจจุบันเริ่มมีการทดลองนำวิธีการบำบัดที่เคยใช้กับภาวะมิซโซโฟเนีย เช่น การรักษาทางความคิดและพฤติกรรม หรือการใช้ยา มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีอาการกลุ่มนี้ (PubMed: Treatment Options)
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมักมีพื้นที่ส่วนตัวจำกัด และให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ผลกระทบของภาวะมิซอกิเนเซียจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ในห้องเรียน ผู้สอนอาจเข้าใจผิดว่านักเรียนที่เสียสมาธิหรือแสดงอาการหงุดหงิดนั้นเป็นเพราะไม่ตั้งใจเรียน ในขณะที่ผู้จัดการในสำนักงานก็ควรตระหนักถึงอาการนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ภายในทีม อาจมีสาเหตุที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น
เข้าใจและอยู่ร่วมกันอย่างเห็นใจ
การพูดคุยเปิดใจถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ สามารถอธิบายกับเพื่อนร่วมงานหรือผู้สอนได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อขอความร่วมมือในการจัดโต๊ะนั่ง เวลาพัก หรือการจัดหามุมที่สงบเงียบสำหรับผู้ที่ต้องการ สถานศึกษาและสถานที่ทำงานอาจเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับภาวะมิซอกิเนเซียในโครงการดูแลสุขภาพจิต เพื่อสร้างสังคมที่เข้าใจและเอื้อเฟื้อต่อกัน
ในภาพรวม การยกระดับความรู้และความเข้าใจ ตลอดจนการยอมรับว่าภาวะมิซอกิเนเซียเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง คือก้าวแรกสู่การอยู่ร่วมกันอย่างเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน “ผู้ที่ประสบปัญหานี้ ไม่ได้แตกต่างหรือผิดปกติแต่อย่างใด อาการนี้สามารถพบได้บ่อยและเป็นเรื่องจริงที่ควรได้รับการสนับสนุน” ข้อคิดจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้ (ScienceAlert) อาจสะท้อนถึงแนวทางที่สังคมไทยควรก้าวเดิน เพื่อให้คนทุกกลุ่มได้รับการทำความเข้าใจและดูแลอย่างเท่าเทียม
มองไปข้างหน้า
ในขณะนี้นักวิชาการทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย เริ่มให้ความสนใจที่จะสำรวจว่าภาวะนี้จะเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับยุคดิจิทัลและการทำงานแบบหลายอย่างพร้อมกันหรือไม่ (ScienceAlert) อีกทั้งยังมีการตั้งคำถามว่า การฝึกสติตัวเอง (mindfulness) การอบรมการควบคุมอารมณ์ หรือการออกแบบสภาพแวดล้อมการศึกษาที่เหมาะสม จะสามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้หรือไม่
สาระสำคัญที่อยากสื่อสารไปยังผู้อ่านชาวไทยคือ หากคุณ บุตรหลานในวัยเรียน หรือเพื่อนร่วมงานรู้สึกมีอารมณ์รุนแรงเกินกว่าเหตุเมื่อต้องเห็นใครบางคนขยับร่างกายซ้ำๆ ขอให้มั่นใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่ความผิดของคุณแต่อย่างใด การพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาคือกุญแจสำคัญ ลองแจ้งเพื่อน ผู้สอน หรือผู้บังคับบัญชา เพื่อหาทางจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการจัดที่นั่ง การแบ่งเวลาพัก หรือการใช้แผงกั้นบริเวณโต๊ะทำงาน ฝ่ายบริหารและสถานศึกษาก็สามารถให้ความรู้เรื่องนี้ในโครงการสุขภาวะโดยรวม เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้าใจกันและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น
เมื่อการดูแลสุขภาพ การศึกษา และการสนับสนุนในสถานที่ทำงานสามารถปรับตัวให้รับรู้และช่วยเหลือผู้ที่มีอาการกลุ่มนี้ได้อย่างเหมาะสม ภาวะมิซอกิเนเซียก็จะไม่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพชีวิตและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอีกต่อไป ในอนาคต สังคมไทยจะสามารถเรียนรู้และอยู่ร่วมกับภาวะมิซอกิเนเซียได้อย่างเข้าใจยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน