งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ จุดประกายความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยพาร์กินสัน ด้วยการค้นพบที่เผยให้เห็นว่า นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้แล้ว ยังอาจช่วยฟื้นฟูการเชื่อมต่อของเซลล์สมองที่เสียหายให้กลับคืนมาได้อีกด้วย (Medical Xpress) สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันชาวไทยกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน งานวิจัยนี้ถือเป็นดั่งแสงสว่าง ท่ามกลางการต่อสู้กับอาการสั่นเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุก และการเคลื่อนไหวที่ติดขัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและคนในครอบครัวมาอย่างยาวนาน

แม้บุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยจะแนะนำและส่งเสริมให้ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทว่ายังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าการออกกำลังกายนั้นส่งผลต่อการฟื้นฟูสมองได้อย่างไรในระดับที่จับต้องได้ แม้มีงานวิจัยเดิมที่ยืนยันว่ากิจกรรมกลุ่ม เช่น การเต้นรำแบบไทยอย่างรำวง หรือการฝึกไทเก๊ก รวมถึงการปั่นจักรยาน ช่วยให้สภาพร่างกายโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Wikipedia: Exercise and Parkinson’s Disease) แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์โดยตรงที่แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวร่างกายสามารถ “ซ่อมแซมวงจรประสาทในสมอง” ได้อย่างแท้จริง

เทคโนโลยี “จักรยานปรับแรงต้านอัตโนมัติ” ช่วยขับเคลื่อนสมอง

ทีมวิจัยจากสถาบันชั้นนำในสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและวิศวกรชีวการแพทย์จากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลทหารผ่านศึกแห่งหนึ่งในคลีฟแลนด์ ได้พลิกโฉมมุมมองดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยพาร์กินสันที่ได้รับการฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากับที่มีใช้ในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทยในหลายพื้นที่ อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต (ConsumerAffairs) ผู้ป่วยเหล่านั้นเข้าร่วมโปรแกรมฝึกปั่นจักรยานแบบไดนามิกทั้งหมด ๑๒ ครั้ง ตลอดระยะเวลา ๔ สัปดาห์ พร้อมทั้งมีการบันทึกลายคลื่นสมองทั้งก่อนและหลังการฝึกในแต่ละครั้ง ผ่านอุปกรณ์ DBS ดังกล่าว

หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้คือ “จักรยานปรับแรงต้านอัตโนมัติ” ซึ่งมีความอัจฉริยะกว่าจักรยานออกกำลังกายทั่วไป ด้วยความสามารถในการปรับแรงต้านอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ปั่นรักษาระดับความเร็วที่ ๘๐ รอบต่อนาที พร้อมทั้งแสดงผลการปั่นผ่านหน้าจอ เช่น รูปบอลลูนที่ลอยขึ้นลงตามความพยายามในการปั่น เพื่อช่วยให้ผู้ปั่นสามารถควบคุมระดับการออกแรงให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม กลไกนี้มีส่วนช่วยกระตุ้นวงจรการเคลื่อนไหวในสมองได้ดีกว่าการออกกำลังกายแบบทั่วไปที่ต้องควบคุมด้วยตัวผู้ฝึกเอง

ผลลัพธ์ยืนยัน: “ความต่อเนื่องสำคัญกว่าความพยายามระยะสั้น”

จากการสังเกต ทีมวิจัยพบว่า การฝึกเพียงครั้งเดียวไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองในผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับสุภาษิตไทยที่ว่า “ใจเดียวยังสร้างบ้านไม่ได้” อันหมายถึง ความพยายามเพียงระยะสั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทว่าเมื่อฝึกต่อเนื่องครบ ๑ เดือน กลับพบว่าสัญญาณสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงการฟื้นฟูหรือเพิ่มความยืดหยุ่นของการเชื่อมต่อระบบประสาทภายในสมอง ผู้ร่วมวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์กล่าวสรุปว่า “มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีวงจรในสมองที่ใหญ่กว่าที่เราเคยเข้าใจ และการออกกำลังกายอาจเข้าไปกระตุ้นเส้นทางส่งสัญญาณทั้งต้นทางและปลายทาง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเครือข่ายที่ช่วยลดปัญหาการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยได้” (Medical Xpress)

สะท้อนงานวิจัยไทย: “ชุมชนและวัฒนธรรมร่วมขับเคลื่อน”

หลักฐานชิ้นใหม่นี้ตอกย้ำและต่อยอดจากงานวิจัยในประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องในบริบทชุมชนมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมและรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี (Wikipedia: Exercise and Parkinson’s Disease) บุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ นักฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลภาครัฐหลายแห่ง อาทิ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ต่างแนะนำให้ผู้สูงอายุฝึกไทเก๊กหรือเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มแบบไทยที่เน้นความผ่อนคลาย เช่น “ไทสบายสบาย” สำหรับเทคโนโลยีใหม่ อย่างโมเดล “จักรยานปรับแรงต้านอัตโนมัติ” ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบรับที่ดี หากมีการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนำเทคโนโลยีด้านฟิตเนสและบริการสุขภาพเหล่านี้ให้เข้าถึงชุมชนได้มากยิ่งขึ้น

แม้ว่างานวิจัยนี้จะเน้นไปที่กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการฝังเครื่อง DBS ซึ่งในประเทศไทยยังมีจำนวนไม่มาก แต่หลักการสำคัญที่ว่า “สมองมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้” นั้น เป็นสัจธรรมที่ใช้ได้กับทุกคน นักกายภาพบำบัดอาวุโสจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ความสามารถของสมองในการสร้างวงจรประสาทใหม่นั้นไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ หรือแม้แต่อุปกรณ์ไฮเทคฯ ผู้ป่วยคนไทยในต่างจังหวัดที่อาจยังเข้าไม่ถึงเครื่องมือเหล่านี้ ก็ยังคงได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องเช่นกัน”

แนวทางปฏิบัติสำหรับคนไทย: “ออกกำลังกายคือยา”

สิ่งที่ครอบครัวผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้ดูแลควรตระหนักเป็นอย่างยิ่งคือ หลักฐานที่ยืนยันว่าการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยาน เดิน เต้นรำ หรือแม้แต่กิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการทำสวน ล้วนถือเป็น “ยาที่มีความปลอดภัย ราคาถูก และให้ผลลัพธ์ที่ดี” ในการชะลออาการและตัดวงจรความเสื่อมของโรค ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยที่มีความคุ้นเคยกับการออกกำลังกายแบบกลุ่ม หรือการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกับแนวทางเวชศาสตร์ยุคใหม่

เทคโนโลยีเพื่อการออกกำลังกายที่ทันสมัย เช่น จักรยานปรับแรงต้าน หรือคลาสออกกำลังกายที่มีระบบฟีดแบ็กภาพและเสียงผ่านวิดีโอ เริ่มมีการนำไปใช้ในโรงพยาบาลเอกชนแล้ว และมีแนวโน้มที่จะขยายผลไปสู่โรงพยาบาลภาครัฐหรือคลินิกชุมชนในอนาคต หากได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่ยังคงมีอยู่คือ ผู้ป่วยชาวไทยจำนวนมากยังคงไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์อันทันสมัย หรือเครื่องกระตุ้นสมองดังกล่าวได้ ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรและช่องว่างระหว่างการเข้าถึงบริการในเขตเมืองกับชนบท จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐจำเป็นต้องจัดสรรนโยบายและงบประมาณให้ครอบคลุมและทั่วถึง นักประสาทวิทยาผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เน้นย้ำว่า “เราไม่ควรปล่อยให้ช่องว่างทางเทคโนโลยีมาเป็นอุปสรรคในการให้คำแนะนำด้านการออกกำลังกาย เพราะกิจกรรมกลุ่ม วัฒนธรรมที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวภายในครอบครัว และนักกายภาพบำบัดผู้มีทักษะ ล้วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน”

“พลังชุมชน-ศาสนา” จุดแข็งเวชศาสตร์ไทย

แนวทางการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เน้นการพึ่งพาพลังชุมชน ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่เน้นสติกับการเคลื่อนไหวในรำไทย อันมีรากฐานจากสติปัฏฐาน หรือการฝึกชี่กงแบบ “ชิงกง” ที่สามารถปรับให้เข้ากับกิจกรรมประจำท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างยั่งยืน ดังนั้น นโยบายด้านสาธารณสุขจึงจำเป็นต้องจัดทำแผนสนับสนุนทั้งในส่วนของเครื่องมือที่ทันสมัย และการให้ความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยควบคู่กันไป

ความหวังใหม่: เคลื่อนไหวยาวนาน สมองฟื้นตัวจริง

แนวคิดที่ว่าการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและยาวนานสามารถ “เชื่อมต่อวงจรประสาทในสมองขึ้นใหม่” ได้ กำลังสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ป่วยพาร์กินสันทั่วประเทศ เมื่อมีการผสมผสานความก้าวหน้าทางการแพทย์เข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมด้านกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ผู้ป่วยพาร์กินสันจำนวนมากก็จะสามารถตั้งเป้าหมายในการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงและมีคุณค่าตามวิถีของตนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น จากงานวิจัยล่าสุด บุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการในประเทศไทย จึงขอเชิญชวนผู้ป่วยและครอบครัว ให้เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ประสาทวิทยาและนักฟื้นฟู เพื่อวางแผนแนวทางการเริ่มหรือรักษากิจกรรมการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะฝึกที่บ้าน ศูนย์ชุมชน หรือผ่านโค้ชดิจิทัล ขณะเดียวกัน ฝ่ายนโยบายควรเร่งหาแนวทางสนับสนุนบุคลากรด้านสาธารณสุข งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการออกกำลังกายและสื่อการสอนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด

ข้อเสนอแนะสำหรับครอบครัวและชุมชนไทย

  • ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการออกกำลังกายประจำวันในผู้ป่วยพาร์กินสัน อาทิ การเดิน รำวง หรือไทเก๊ก เพื่อให้เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ปรึกษาหารือกับนักกายภาพบำบัดและผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อร่วมกันวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและสภาพแวดล้อม
  • สนับสนุนการเข้าถึงอุปกรณ์หรือคลาสออกกำลังกายที่ใช้เทคโนโลยีในระดับชุมชน พร้อมทั้งร่วมกันเรียกร้องให้ภาครัฐมีการพัฒนาและปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้อง
  • ศึกษาและเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนออนไลน์ หรือเข้าถึงแหล่งข้อมูลจากสมาคมพาร์กินสันแห่งประเทศไทย เพื่อรับคำแนะนำและกำลังใจที่จำเป็น

แม้ว่างานวิจัยทั้งในและต่างประเทศจะยังคงเดินหน้าค้นหาคำตอบเพิ่มเติมว่าประเภทและระดับของการออกกำลังกายแต่ละแบบจะส่งผลต่อผู้ป่วยพาร์กินสันชาวไทยอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่ชัดเจนแล้วคือ “หากปราศจากการออกกำลังกาย ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ไม่ได้รดน้ำ” วิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทยกำลังร่วมกันโอบอุ้มผู้ป่วยพาร์กินสันให้ก้าวสู่ชีวิตใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวังอีกครั้ง

แหล่งข้อมูล: Medical Xpress, ConsumerAffairs, GeneOnline, Wikipedia: Exercise and Parkinson’s Disease