ในวันที่ครอบครัวไทยต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทาย ทั้งการรักษาอัตลักษณ์ประเพณี การรับมือกับโลกสมัยใหม่ และแรงกดดันจากความเร่งรีบของสังคมเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานวิจัยและเรื่องเล่าจากหลากหลายประเทศก็กำลังเข้ามาท้าทายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูก หนังสือเล่มใหม่ของนักเขียนชาวต่างชาติชื่อดังอย่าง “Please Yell at My Kids: What Cultures Around the World Can Teach You About Parenting in Community, Raising Independent Kids, and Not Losing Your Mind” ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ เพราะนำเสนอภาพรวมของการเลี้ยงลูกแบบ “ชุมชน” ซึ่งมีหน้าตาแตกต่างกันไปในหลายวัฒนธรรม แม้บริบทหลักจะอ้างอิงสังคมอเมริกัน แต่แนวคิดสำคัญที่ว่า “พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ลำพัง” กลับสะท้อนตรงกับหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงไทย ที่ในอดีตนั้นเครือญาติและชุมชนเคยเป็นกำลังสำคัญในการอบรมเลี้ยงดูเด็กๆ
เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ถอดมาจากบทเรียน ๕ ข้อ ที่ผู้เขียนได้จากการใช้ชีวิต สังเกตการณ์ และรวบรวมข้อมูลจากครอบครัวในประเทศต่างๆ เช่น โมซัมบิก เนเธอร์แลนด์ บราซิล มาเลเซีย สิงคโปร์ สวีเดน เดนมาร์ก และจีน สังคมเหล่านี้ล้วนมีแนวทางและเคล็ดลับที่ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถ “ค้นพบหมู่บ้าน” ของตนเองขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่เคยเป็นรากฐานสำคัญของการเลี้ยงลูกในสังคมไทยอดีต ที่ทุกคนในชุมชนมีบทบาทในการดูแลเด็กๆ แต่กลับถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อยๆ ด้วยวิถีชีวิตแบบครอบครัวเดี่ยวในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร
แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนในช่วงวิกฤตโควิด-๑๙ โดยเธอและกลุ่มเพื่อนผู้ปกครองที่สิงคโปร์ได้รวมตัวกันสร้าง “หมู่บ้านพ่อแม่ยุคใหม่” ขึ้นมา และพบว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่ง ทั้งสุขภาพจิตและบรรยากาศภายในครอบครัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่า ความโดดเดี่ยวที่ครอบครัวในสังคมอุตสาหกรรมเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนได้
หนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญที่ผู้เขียนนำเสนอคือวิถีชุมชนในโมซัมบิก ที่คำว่า “แม่” ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ผู้ให้กำเนิด แต่ยังรวมถึงผู้ใหญ่ทุกคนในชุมชนที่มีส่วนร่วมในการอบรมดูแลเด็กๆ การดูแลเด็กแบบข้ามรุ่น ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้มาก และยังสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมให้กับทุกคน ซึ่งคล้ายคลึงกับอดีตของสังคมไทยในชนบทที่ป้า ลุง และผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนผลัดเปลี่ยนกันดูแลเด็กๆ ยามที่พ่อแม่ออกไปทำนา ทำไร่ หรือค้าขาย แม้ในปัจจุบันวิถีแบบนี้ยังพอพบเห็นได้ตามต่างจังหวัด แต่ด้วยปัจจัยการย้ายถิ่นฐานและความเปลี่ยนแปลงในสังคมเมือง ทำให้เครือข่ายความร่วมมือเช่นนี้เริ่มเลือนหายไป จนเหลือเพียงครอบครัวที่ต้องพยายามดิ้นรนหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อสร้างความร่วมมือกันขึ้นมา
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “บ้านยาว” ของชาวอีบันในมาเลเซีย ที่ผู้ใหญ่หลายคนมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ทุกคน ผิดกับแนวคิดแบบตะวันตกที่มักจำกัดการเลี้ยงลูกไว้เฉพาะภายในครอบครัวเดี่ยว ผู้เขียนชี้ว่า “การรวมตัวกันของพ่อแม่ที่เหนื่อยล้านั้น ก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล” สำหรับครอบครัวไทยที่มีหลายช่วงวัยอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะในชนบท ยังคงเห็นประโยชน์จากจุดนี้ได้ชัดเจน ปู่ย่าตายายมักทำหน้าที่ดูแลหลานเป็นหลักในแต่ละวัน แม้บางครั้งอาจมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องแนวทางการเลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่กับผู้สูงอายุบ้าง แต่ความช่วยเหลือทั้งด้านจิตใจและสังคมเหล่านี้ก็ยังเป็นเสาหลักที่สำคัญและขาดไม่ได้
ที่เนเธอร์แลนด์ มีกิจกรรมที่เรียกว่า “ปล่อยป่า” (forest dropping) เพื่อฝึกความกล้าหาญและการพึ่งพาตนเอง โดยเด็กๆ จะถูกปล่อยทิ้งไว้ในป่าพร้อมกับไฟฉายและขนมเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเลี้ยงดูแบบ “พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์” ที่มักจะตามดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ แม้ครอบครัวไทยจะให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และมักระมัดระวังไม่ให้ลูกลองผิดลองถูกมากนัก แต่ผลการวิจัยกลับชี้ว่า การเลี้ยงดูที่ปกป้องมากเกินไป อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็น นักวิชาการด้านการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศ ก็ให้คำแนะนำว่า ควรสร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้ทางวิชาการและการเปิดโอกาสให้เด็กได้เผชิญปัญหาในชีวิตจริงด้วยตนเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เขียนย้ำเตือนอยู่เสมอเช่นกัน
ส่วนในบราซิล มีประเพณีที่การคลอดลูกและการดูแลเด็กอ่อนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของครอบครัวเดี่ยวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงเวลาที่ชุมชนและญาติมิตรจะหลั่งไหลมาให้กำลังใจกันอย่างคับคั่ง ถึงขั้นห้องคลอดเต็มไปด้วยผู้คน ในวิถีไทยดั้งเดิมเองก็มีพิธีกรรมและการรวมญาติในช่วงคลอดบุตรเช่นกัน แม้ว่าแนวปฏิบัติเหล่านี้จะเริ่มเลือนหายไปจากอิทธิพลของค่านิยมตะวันตกและวิถีชีวิตคนทำงานยุคใหม่
ประสบการณ์ในสิงคโปร์ยิ่งมีความคล้ายคลึงกับไทยอย่างมาก ปู่ย่าตายายยังคงเป็นกำลังสำคัญในการดูแลหลานๆ ผู้เขียนเล่าว่า เมื่อไปรับส่งเด็กๆ ที่โรงเรียน มักจะเห็นผู้สูงอายุมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันทั้งในด้านวิชาการและกิจกรรมพิเศษของหลานๆ ในขณะที่สังคมตะวันตก (รวมถึงครอบครัวไทยในเมือง) เริ่มมีแนวโน้มที่จะแบ่งแยกบทบาทอย่างเข้มงวดมากขึ้น ผู้เขียนให้ข้อคิดว่า “เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยในทุกเรื่องระหว่างช่วงวัย แต่หากทุกคนได้มีส่วนร่วม ครอบครัวก็จะยิ่งเข้มแข็งและผูกพันกันมากขึ้น”
งานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติอย่าง Child Development และ Asian Journal of Social Psychology ยืนยันว่า การเลี้ยงลูกแบบข้ามรุ่นและในรูปแบบชุมชนนั้น ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของทั้งเด็กและผู้ปกครอง ทำให้วัยรุ่นมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์มากขึ้น พ่อแม่มีความสุขมากขึ้น และครอบครัวสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ดียิ่งขึ้น (อ่านรายละเอียด)
ผู้เขียนได้สรุปประสบการณ์ไว้ว่า “แม้เทคนิคการดูแลลูกจากแต่ละประเทศจะต่างกัน แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหน ทั้งในแอฟริกาเหนือหรือยุโรปเหนือ ผู้เขียนก็พบว่าการเป็นพ่อแม่นั้นยากลำบากเหมือนกันทั่วโลก แต่ไม่มีที่ไหนที่โดดเดี่ยวเท่ากับอเมริกา” สำหรับประเทศไทย ข้อคิดที่ได้คือ สังคมไม่ควรละเลยหรือตัดขาดครอบครัวออกจากภูมิปัญญาและแรงสนับสนุนรอบข้าง
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ของสังคมไทยก็มีความท้าทายไม่แพ้กัน ด้วยอัตราการขยายตัวของเมือง การแข่งขันทางการศึกษาที่สูงขึ้น และแนวโน้มของครอบครัวเดี่ยวขนาดเล็ก ทำให้ระบบการช่วยเหลือดูแลกันแบบดั้งเดิมเริ่มถดถอยลง จากรายงานของหน่วยงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ พบว่า เด็กไทยช่วงอายุ ๖-๑๒ ปี ถึงร้อยละ ๔๓ ใช้เวลาอยู่คนเดียวหรืออยู่กับผู้ดูแลที่ไม่ใช่ญาติมากกว่า ๔ ชั่วโมงต่อวัน (ดูรายงาน) สถานการณ์เช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะเครียด ซึมเศร้า และความเหนื่อยล้าทั้งในตัวเด็กและผู้ปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ด้านสุขภาพจิตเด็กในโรงพยาบาลของรัฐ
นอกจากนี้ กระแสการเลี้ยงลูกแบบใหม่จากต่างประเทศ เช่น “การเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจและอ่อนโยน” (gentle parenting) ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ผู้ปกครองหลายคนอาจรู้สึกเหนื่อยล้าและเผชิญกับข้อจำกัดของวิถีชีวิตที่ไม่เอื้อให้สามารถปฏิบัติตามแนวทางนี้ได้อย่างเต็มที่ ผู้เขียนไม่ได้นำเสนอแนวทางที่ “ดีที่สุด” เพียงแนวทางเดียวสำหรับทุกครอบครัว แต่กลับเน้นย้ำว่า “การมองหา ‘ชุมชน’ ไม่ว่าจะจากคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนสนิท อาจไม่ได้แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่จะช่วยแบ่งเบาภาระ สร้างความสุข และคืนความหวังให้กับครอบครัวได้อย่างแท้จริง” การเลี้ยงลูกจะมีความยั่งยืนมากกว่า หากไม่ถูกจำกัดให้อยู่ใน “กรอบ” ที่แคบของครอบครัวเดี่ยวเพียงลำพัง
แล้วสังคมไทยควรเดินหน้าต่อไปอย่างไร? งานวิจัยและงานเปรียบเทียบวัฒนธรรมจากสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศ ชี้ว่าพ่อแม่ควรมองหาวิธีสร้าง “หมู่บ้านเล็กๆ” ขึ้นมา แม้จะอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง อาทิ การจัดตั้งกลุ่มดูแลเด็กร่วมกันหลังเลิกเรียน การช่วยกันเตรียมอาหาร หรือการวางแผนกิจกรรมวันหยุดร่วมกับเพื่อนบ้านและกลุ่มผู้ปกครองด้วยกัน นอกจากนี้ การเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากผู้สูงอายุในครอบครัว แม้บางครั้งอาจมีความเห็นต่าง ก็ยังคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างช่วงวัย ท้ายที่สุด ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกพึ่งพาตนเอง เช่น การให้ช่วยหยิบของเล็กๆ น้อยๆ การเดินไปซื้อของหน้าปากซอย หรือการมอบหมายหน้าที่งานบ้านที่เหมาะสมกับวัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับเด็ก
แนวคิดเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมที่ผู้เขียนนำเสนอ สอดคล้องกับ “น้ำใจ” ซึ่งเป็นจิตวิญญาณสำคัญของชุมชนไทยที่เคยเห็นในอดีต ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงและปัญหาสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น การปลุกพลังของน้ำใจและการดูแลกันแบบชุมชน อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน
ในอนาคต นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย อาจนำตัวอย่างจากหนังสือเล่มนี้ไปต่อยอด เพื่อออกแบบโครงการนำร่อง เช่น ศูนย์ดูแลเด็กแบบข้ามรุ่น การสนับสนุนการรวมกลุ่มดูแลเด็กในชุมชนเมือง หรือการส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับโรงเรียนและกิจกรรมชุมชนมากขึ้น ตามแนวทางที่เคยประสบความสำเร็จในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและเอเชียตะวันออก
สำหรับผู้ปกครองแต่ละคน ทั้งจากหนังสือเล่มนี้และบทเรียนจากงานวิจัย ต่างสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า ความโดดเดี่ยวในการเลี้ยงลูกในโลกยุคใหม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกกลับไปสู่รูปแบบที่สร้างสมดุล ลดความกังวล และเพิ่มพูนความสุขในแบบฉบับของสังคมไทยได้อีกครั้ง อาจเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่ชวนเพื่อนบ้านมาร่วมรับประทานอาหาร ชวนญาติสนิทมาช่วยดูแล หรือแม้แต่การให้เพื่อนช่วย “ตักเตือน” ลูกของเรา (ด้วยความรักและหวังดี) ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ได้ที่คอนเทนต์จาก theguardian.com และข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเชิงชุมชนในบริบทเอเชีย (Wiley Online Library, NSO).