ผมไปฟังการอภิปรายในโครงการราชบัณฑิตสัญจร เรื่อง ครูกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ กสศ. วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ได้ฟังเรื่อง การเรียนรู้ทรงพลัง (Ultra Learning) ที่นำเสนอโดยท่านราชบัณฑิต รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี อย่างตื่นตาตื่นใจ
ผมจึงถามห้าสหายเอไอ ว่า “Scott H. Young เล่าเรื่อง Ultra Learning ของตนเองไว้อย่างไรบ้าง นำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาไทยได้อย่างไรบ้าง” และขอนำคำตอบของ Gemini มาเสนอ
Gemini
“Scott H. Young นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง "Ultra-learning"ซึ่งเป็นกลยุทธ์การเรียนรู้แบบเข้มข้นและเน้นการพึ่งพาตนเอง เพื่อให้สามารถเรียนรู้ทักษะที่ยากหรือข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเขามักจะยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัว เช่น การเรียนจบหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ของ MIT ภายในหนึ่งปี หรือการเรียนรู้สี่ภาษาใหม่ในหนึ่งปี
ประเด็นสำคัญในเรื่อง Ultra-learning ของ Scott H. Young
Scott H. Young ได้สรุปหลักการ 9 ข้อของ Ultra-learning ไว้ในหนังสือและงานเขียนของเขา ดังนี้:
-
Meta-learning (การเรียนรู้การเรียนรู้): "วาดแผนที่ก่อนเริ่มเดินทาง" ก่อนที่จะดำดิ่งลงไปในเนื้อหา ให้ใช้เวลาทำความเข้าใจภาพรวมของสิ่งที่จะเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับหัวข้อนั้นๆ อ้างอิงจากผู้ที่เคยเรียนรู้มาก่อน และระบุทักษะหรือความรู้สำคัญที่ต้องเรียนรู้ให้ได้
- ทำไมต้องเรียน? (แรงจูงใจ)
- เรียนอะไร? (แนวคิด ข้อเท็จจริง ขั้นตอน)
- เรียนอย่างไร? (แหล่งข้อมูล วิธีการ)
- Focus (การจดจ่อ): "ลับมีดให้คม" พัฒนาความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่เรียนรู้โดยปราศจากสิ่งรบกวน จัดเวลาสำหรับช่วงการเรียนรู้ที่เน้นความลึก (Deep Work) และกำจัดสิ่งรบกวนต่างๆ
- Directness (ความตรงไปตรงมา): "มุ่งตรงไปข้างหน้า" เรียนรู้โดยการลงมือทำสิ่งที่คุณต้องการจะเก่งจริงๆ อย่าเสียเวลาไปกับการเรียนรู้ทฤษฎีมากเกินไปโดยไม่นำไปประยุกต์ใช้ ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ต้องออกไปพูด ไม่ใช่แค่อ่านไวยากรณ์
- Drill (การฝึกซ้อมเจาะลึก): "โจมตีจุดอ่อนของคุณ" แยกทักษะที่ซับซ้อนออกเป็นส่วนย่อยๆ และฝึกฝนจุดอ่อนเหล่านั้นอย่างเข้มข้นและสม่ำเสมอ เพื่อให้เชี่ยวชาญในแต่ละส่วนก่อนจะนำกลับมารวมกัน
- Retrieval (การดึงความรู้): "ทดสอบเพื่อเรียนรู้" ใช้การทดสอบตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การพยายามดึงข้อมูลจากความจำ (Active Recall) มีประสิทธิภาพมากกว่าการอ่านทบทวนเฉยๆ (Passive Review)
- Feedback (การตอบรับ): "อย่าหลบหมัด" เปิดรับความคิดเห็นและคำวิจารณ์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นจากผู้เชี่ยวชาญหรือการประเมินตนเอง เรียนรู้ที่จะแยกแยะคำแนะนำที่เป็นประโยชน์และนำมาปรับปรุง
- Retention (การคงอยู่ของความรู้): "อย่าเติมน้ำใส่ถังรั่ว" ทำความเข้าใจว่าสิ่งใดที่คุณมักจะลืม และหาวิธีการรักษาความรู้ให้อยู่กับตัวในระยะยาว เช่น การทบทวนแบบเว้นระยะ (Spaced Repetition) หรือการฝึกฝนเกินพอดี (Overlearning)
- Intuition (สัญชาตญาณ): "ขุดลึกก่อนสร้างขึ้น" พัฒนาความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเนื้อหา ไม่ใช่แค่การท่องจำ ลองเล่นและสำรวจแนวคิดต่างๆ เพื่อสร้างสัญชาตญาณและความเข้าใจที่แท้จริง
- Experimentation (การทดลอง): "สำรวจนอกเขตสบายๆ ของคุณ" เมื่อเชี่ยวชาญในระดับหนึ่งแล้ว ให้เริ่มทดลองสิ่งใหม่ๆ คิดค้นวิธีการของตัวเอง และผสมผสานทักษะต่างๆ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างความเชี่ยวชาญที่เป็นเอกลักษณ์
การประยุกต์ใช้ Ultra-learning ในระบบการศึกษาไทย
แนวคิด Ultra-learning มีศักยภาพอย่างมากในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปและยกระดับการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ต้องการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต:
-
ปรับเปลี่ยนหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอน:
- ส่งเสริม Meta-learning: ครูควรสอนให้นักเรียนรู้จัก "เรียนรู้ว่าต้องเรียนอย่างไร" ในแต่ละวิชาหรือทักษะ ตั้งแต่การค้นหาแหล่งข้อมูลที่ดี การวางแผนการเรียนรู้ ไปจนถึงการระบุทักษะย่อยที่สำคัญ
- เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำ (Directness): ลดการบรรยาย เน้นการทำโครงงาน (Project-based Learning) หรือการจำลองสถานการณ์จริง เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้ไปใช้จริงและพัฒนาทักษะได้เร็วขึ้น
- สร้างวัฒนธรรมการทดสอบตนเอง (Retrieval Practice): สนับสนุนให้นักเรียนทดสอบความรู้ความเข้าใจของตนเองอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่รอสอบอย่างเดียว เช่น การทำแบบฝึกหัด การทายคำศัพท์ การอธิบายสิ่งที่เรียนให้ผู้อื่นฟัง
- ส่งเสริมการฝึกซ้อมเจาะลึก (Drill): ครูสามารถออกแบบแบบฝึกหัดที่มุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคน หรือสร้างสถานการณ์จำลองที่ให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะเฉพาะด้านที่ยังไม่เชี่ยวชาญ
-
บทบาทของครู:
- เป็นผู้อำนวยความสะดวกและโค้ช: ครูไม่ควรมองว่าตนเองเป็นผู้ให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ชี้แนะ กระตุ้น และจัดหาทรัพยากรให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
- ให้ Feedback ที่มีประสิทธิภาพ: ครูควรให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจง ทันเวลา และสร้างสรรค์ เพื่อให้นักเรียนรู้ว่าควรปรับปรุงตรงไหน
- ส่งเสริม Growth Mindset: ปลูกฝังแนวคิดที่ว่าความสามารถสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายามและความมุ่งมั่น
-
การปรับปรุงระบบการประเมิน:
- เน้นการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning): ใช้การประเมินที่หลากหลายและต่อเนื่อง เพื่อให้ Feedback แก่นักเรียนและครู เพื่อปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้
- ลดการสอบแบบท่องจำ: เพิ่มการประเมินที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ เช่น โครงงาน การนำเสนอ การแก้โจทย์ปัญหาที่ซับซ้อน
- ประเมินทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง: อาจมีการประเมินว่านักเรียนสามารถวางแผนการเรียนรู้ ค้นคว้าข้อมูล หรือแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้ดีเพียงใด
-
การใช้เทคโนโลยีและทรัพยากร:
- ใช้ AI และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ: AI สามารถช่วยในการสร้างแบบทดสอบเฉพาะบุคคล (Personalized Quizzes) การให้ Feedback อัตโนมัติ หรือแนะนำแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน
- เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย: ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด (OER) คอร์สออนไลน์ (MOOCs) และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ที่มีคุณภาพ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
- สร้างชุมชนการเรียนรู้: ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ และให้ Feedback ซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Ultralearning
-
การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต:
- เน้นความสำคัญของการปรับตัวและการเรียนรู้สิ่งใหม่: การศึกษาไทยควรปลูกฝังให้เยาวชนเห็นว่าการเรียนรู้ไม่ได้สิ้นสุดที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่เป็นการเดินทางตลอดชีวิต
- สร้างแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation): ช่วยให้นักเรียนค้นพบความสนใจและความหลงใหลในการเรียนรู้ด้วยตนเอง แทนที่จะเรียนรู้เพียงเพื่อคะแนนหรือใบรับรอง
การนำหลักการ Ultra-learning มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาไทยจะช่วยสร้างนักเรียนที่มีทักษะการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการปรับตัว และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ”
ผมตีความว่า เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่หนุนให้มนุษย์ปลดปล่อยพลังซ่อนเร้นในการเรียนรู้ออกมากระทำการ
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ค. ๖๘
ห้องประชุม กสศ.
From Pathuma-LLM [ https://aiforthai.in.th/pathumma-llm/text/ : ]หนังสือ Future Skills เขียนโดย Bernard Marr เป็นหนังสือที่เสนอแนะเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การอ่านหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะต่างๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดงานและสังคมในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นสำคัญในหนังสือ Future Skills มีดังนี้