ยาแก้แพ้ที่ใช้กันทั่วไปอย่างดีเฟนไฮดรามีน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อการค้า “Benadryl” กำลังตกเป็นเป้าการจับตาครั้งใหม่จากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในสหรัฐอเมริกา ที่ต่างเห็นพ้องกันว่าข้อเสียของยานี้มีมากกว่าข้อดี โดยเฉพาะเมื่อปัจจุบันมียาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย การวิเคราะห์ล่าสุดจากคณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ยิ่งตอกย้ำข้อเรียกร้องให้ถอดดีเฟนไฮดรามีนออกจากตลาด ทั้งชนิดที่จำหน่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ (OTC) และชนิดที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ในสหรัฐฯ ซึ่งความกังวลนี้ขยายวงไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีผลิตภัณฑ์ยาในกลุ่มเดียวกันจำหน่ายอยู่เป็นจำนวนมาก

ดีเฟนไฮดรามีนขึ้นชื่อว่าเป็นยาประจำบ้านมาช้านาน ไม่ว่าจะใช้บรรเทาอาการแพ้ตามฤดูกาล บรรเทาอาการจากการถูกแมลงกัดต่อย ช่วยให้นอนหลับ หรือบรรเทาอาการหวัด ยาชนิดนี้เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) และกลายเป็นยาที่ขายดีเป็นพิเศษในสหรัฐฯ โดยมียอดสั่งจ่ายกว่า 1.5 ล้านครั้งต่อปี และจำหน่ายแบบไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC) ได้ในปริมาณมหาศาล สำหรับในไทยเอง ผลิตภัณฑ์ที่มีดีเฟนไฮดรามีนเป็นส่วนผสมก็หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา และเป็นที่นิยมใช้ในครัวเรือนเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้หรือช่วยในการนอนหลับ ซึ่งลักษณะการใช้คล้ายกับที่พบในครอบครัวชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก (CNN)

สำหรับประชาชนคนไทย เสียงเตือนล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐฯ ควรเป็นเครื่องกระตุกให้ฉุกคิดถึงอันตรายที่อาจเกิดจากการใช้ดีเฟนไฮดรามีน รายงานของ CNN อ้างอิงจากบทวิเคราะห์และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลายราย ระบุว่ายานี้ “อันตรายเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ” เมื่อเปรียบเทียบกับยาแก้แพ้รุ่นใหม่ เช่น โลราทาดีน (Claritin), เซทิริซีน (Zyrtec) และเฟกโซเฟนาดีน (Allegra) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐแมสซาชูเซตส์ ย้ำว่าเคยพบกรณีผู้ป่วยพยายามใช้ดีเฟนไฮดรามีนแก้แพ้อาหารเฉียบพลัน ทั้งที่ตามมาตรฐานสากลแนะนำให้ใช้เอพิเนฟรีนโดยทันที ผู้เชี่ยวชาญรายดังกล่าวยังกล่าวเสริมว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเลิกใช้ยาตัวนี้อย่างจริงจัง เพราะทุกข้อบ่งใช้ของดีเฟนไฮดรามีนนั้น มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยและได้ผลมากกว่าอย่างแน่นอน”

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่สถานะของดีเฟนไฮดรามีนในฐานะยาแก้แพ้รุ่นแรก ตัวยาจะออกฤทธิ์ไปบล็อกตัวรับ H1 ซึ่งเป็นกลไกตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการจาม คัน หรือมีน้ำมูก อย่างไรก็ตาม ยารุ่นเก่านี้มีผลต่อสมองด้วย ทำให้เกิดอาการง่วงซึม และส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติจนขาดสมาธิ ผู้ใช้จำนวนมากอาจง่วงมากจนไม่ทันสังเกตอาการอันตรายจากภาวะแพ้รุนแรง และอาจมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหรือประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตลดลง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยานี้ตกค้างในร่างกายนานถึง 18 ชั่วโมง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม ความสับสน และอาการหลงลืม (American Pharmacists Association) อีกทั้งยังคงมีรายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับโรคสมองเสื่อมที่ยังคงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง

สำหรับเด็ก ยานี้ยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปอีก มีรายงานว่าทำให้เด็กบางรายแสดงอาการในทางตรงกันข้ามกับที่คาดไว้ เช่น กระสับกระส่าย ง่วงนอนมากผิดปกติ หรือรุนแรงถึงขั้นโคม่าและเสียชีวิตได้ เคยพบผู้เสียชีวิตจากการได้รับยาเกินขนาดหรือใช้ผิดวิธีในช่วงที่อินเทอร์เน็ตเคยมีการทำ “Benadryl Challenge” ผ่าน TikTok ผู้อำนวยการแพทย์เด็กทั่วไปและห้องฉุกเฉินแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัสย้ำว่า “ควรใช้ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และใช้เฉพาะกรณีแพ้หรือเมารถเท่านั้น” เธอยังเสริมอีกว่ายานี้ไม่เหมาะกับการรักษาอาการหวัด และไม่ควรนำมาใช้เพื่อเป็นยานอนหลับสำหรับเด็กโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงอย่างกะทันหันในเด็กที่มีแนวโน้มพิเศษ

กุมารแพทย์ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ในรัฐเท็กซัสรายหนึ่ง พบการใช้ยาดีเฟนไฮดรามีนรักษาอาการหวัดและคัดจมูกในเด็กบ่อยครั้ง เธอยังแนะนำให้ใช้เซทิริซีนเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและออกฤทธิ์นานกว่า โดยโอกาสเกิดอาการง่วงซึมค่อนข้างต่ำและเหมาะกับโรคลมพิษ ภูมิแพ้ตามฤดูกาล หรือผื่นคันในเด็ก กุมารแพทย์และผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์รายดังกล่าวแนะนำให้ใช้โลราทาดีนหรือเซทิริซีนกับเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ส่วนทารกควรใช้เพียงแค่ยาหยอดน้ำเกลือและเครื่องดูดน้ำมูก

ขณะที่ตัวแทนสมาคมผู้ผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพผู้บริโภค ซึ่งเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมยากลุ่ม OTC ยังคงยืนกรานว่า “หากใช้ตามคำแนะนำ ยานี้ก็ยังคงมีประโยชน์สำหรับการดูแลปัญหาสุขภาพทั่วไป” สมาคมฯ แนะนำให้ผู้บริโภคตรวจสอบฉลากและปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์หากมีข้อกังวล (CHPA) โดยผู้ผลิต Benadryl ก็สนับสนุนการใช้ยาอย่างรับผิดชอบเช่นกัน

อย่างไรก็ดี คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เสนอคำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถึงเวลาบอกลาอย่างจริงจังกับดีเฟนไฮดรามีน เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพสาธารณะ” พร้อมเสนอให้นำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมนี้ออกจากชั้นวางสินค้าไปไว้หลังเคาน์เตอร์ร้านยา คล้ายกับแนวปฏิบัติของยาซูโดอีเฟดรีน เพื่อให้เภสัชกรช่วยให้คำแนะนำกับลูกค้าอย่างรอบคอบ สมาคมเภสัชกรอเมริกันยังเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังเป็นพิเศษต่อยาแก้ไอแก้หวัดแบบรวมที่มักผสมดีเฟนไฮดรามีน ซึ่งพบมากทั้งในตลาดอเมริกันและไทย

สำหรับประเทศไทย บทเรียนนี้ควรนำมาเป็นเหตุผลเพิ่มเติมในการพิจารณา เพราะในไทยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ยังเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะตามร้านขายยาขนาดเล็กหรือคลินิกในชนบทที่การควบคุมดูแลอาจยังไม่เข้มงวดนัก อาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบายว่าปัจจุบันยังคงมีการสั่งจ่ายดีเฟนไฮดรามีนในบางกรณี เช่น แก้ปัญหานอนไม่หลับ หรืออาการเมารถ “หลายครอบครัวยังเชื่อในประสิทธิภาพจากประสบการณ์ตรงที่ส่งต่อกันมาหลายสิบปี” แต่ข้อมูลวิจัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศชี้ว่าเราต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับการใช้ยาในเด็กและผู้สูงอายุ

พระราชบัญญัติยาของไทยเปิดช่องให้มีการทบทวนความปลอดภัยและประสิทธิผลของยา OTC ได้เป็นระยะ แต่ในทางปฏิบัติอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ช่วงหลังๆ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำแนะนำแก้ไขยาบางกลุ่ม และส่งเสริมความรู้ประชาชนถึงอันตรายของการใช้ยาโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แต่ในส่วนของดีเฟนไฮดรามีนยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวที่สำคัญ แม้บางโรงพยาบาลรัฐจะเริ่มเปลี่ยนไปใช้ยาทางเลือกที่ปลอดภัยในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุแล้วก็ตาม

ปัจจัยด้านวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญ ครอบครัวไทยจำนวนมากนิยมปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาใกล้บ้านเป็นทางเลือกแรกของการดูแลสุขภาพ และเชื่อมั่นในคำแนะนำของเภสัชกรประจำชุมชน ซึ่งข้อดีคือแต่ละร้านสามารถให้ข้อมูลที่เหมาะสมกับแต่ละคนได้โดยตรง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นความท้าทายในการอัปเดตความรู้ให้ทันตามมาตรฐานสากล ในบริบทสังคมไทยที่ค่านิยม “ไม่ทำร้าย” ผู้ป่วย หยั่งรากลึกในระบบสุขภาพ การให้ข้อมูลที่อิงบนหลักฐานวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ จึงสอดคล้องกับแนวคิดพื้นฐานของชุมชนไทย

ในภาพรวมระดับนานาชาติ ปัญหาที่ถูกหยิบยกในสหรัฐฯ มักจะส่งอิทธิพลต่อตลาดและแนวปฏิบัติในประเทศอื่นอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการกำกับดูแล งานวิชาการ และสื่อมวลชน ตัวอย่างเช่น ออสเตรเลียเคยเพิ่มคำเตือนเกี่ยวกับยาแก้แพ้รุ่นแรกมาก่อนหน้านี้ และสหภาพยุโรปก็แนะนำให้ใช้ด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะกับเด็กเล็กและผู้สูงวัย (EMA guidance) ทิศทางเหล่านี้จึงเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะได้พิจารณาและเรียนรู้จากบทเรียนของนานาชาติ

ในอนาคต หน่วยงานด้านสาธารณสุขและวิชาชีพของไทยอาจต้องเร่งพิจารณาการทบทวนสถานะการเป็นยา OTC ของดีเฟนไฮดรามีน ออกคำแนะนำอัปเดตให้เภสัชกรและบุคลากรสุขภาพมีความรู้ความเข้าใจอย่างรอบด้าน จัดรายการรณรงค์ให้ข้อมูลประชาชน และสนับสนุนให้คนไทยเลือกใช้ยารุ่นใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเมื่อมีทางเลือก นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายยังสามารถนำบทเรียนจากกลยุทธ์การควบคุมยาสามัญอื่นๆ ที่ประสบผลสำเร็จมาปรับใช้ได้

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญที่ประชาชนพึงปฏิบัติคือ ทุกครั้งที่ต้องการใช้ยาแก้แพ้หรือยาแก้หวัด ควรสังเกตชื่อส่วนผสมหลัก หากพบคำว่า “ดีเฟนไฮดรามีน” หรือชื่อภาษาไทยที่เกี่ยวข้อง ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน โดยเฉพาะเมื่อต้องให้เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยาหรือมีอาการข้างเคียง ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เกี่ยวกับยาทางเลือกใหม่ เช่น โลราทาดีน เซทิริซีน หรือเฟกโซเฟนาดีน ที่ให้ผลใกล้เคียงหรือดีกว่าโดยมีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองหรือคนในบ้านแพ้อาหารรุนแรง สิ่งที่คุณต้องการคือเอพิเนฟรีน ไม่ใช่ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน ดีเฟนไฮดรามีนไม่สามารถใช้ทดแทนยาฉุกเฉินดังกล่าวได้โดยเด็ดขาด

จากข้อสรุปของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ประเทศไทยมีโอกาสยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านยาให้สูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบสุขภาพโดยยึดหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ โรงพยาบาล เภสัชกร และหน่วยงานสาธารณสุข ควรช่วยกันสื่อสารข้อเท็จจริงนี้ให้สังคมเข้าใจว่า “วิถีปฏิบัติเก่าๆ ไม่ได้เท่ากับความปลอดภัยเสมอไป” ในโลกการแพทย์ยุคใหม่

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม สามารถอ่านบทสรุปการศึกษาในสหรัฐฯ ได้ที่ Yahoo News/CNN สำหรับคำแนะนำเฉพาะในประเทศไทย ควรสอบถามเภสัชกรที่อัปเดตความรู้สม่ำเสมอ หรือติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันการแพทย์ต่างๆ