อัตราการฉีดวัคซีนในเด็กอนุบาลของสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จำนวนผู้ปกครองที่ขอผ่อนผันการฉีดวัคซีนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความกังวลว่าโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนบางชนิดอาจกลับมาระบาดอีกครั้ง กระแสความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสหรัฐฯ แต่ยังอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
ข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐ (CDC) เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๘ ชี้ให้เห็นว่า อัตราความครอบคลุมวัคซีนหลักในกลุ่มเด็กเล็กของสหรัฐฯ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนเด็กที่ได้รับการร้องขอการยกเว้นการฉีดวัคซีนทะยานสู่สถิติใหม่ ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงต่อภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโรคอย่างหัดที่เริ่มกลับมาระบาดอีกครั้งในระดับที่ไม่เคยพบมานานกว่า ๓๐ ปี นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนถึงทั้งความเสี่ยงโดยตรงต่อสุขภาพ และนำไปสู่ความท้าทายเชิงสังคมและนโยบายในวงกว้าง เมื่อปัญหาความลังเลใจต่อวัคซีนกำลังขยายตัวไปทั่วโลก
สถานการณ์ในสหรัฐฯ สำคัญต่อไทยอย่างไร?
เหตุใดประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา? วัคซีนถือเป็นรากฐานสำคัญของการสาธารณสุขทั่วโลก ซึ่งมีส่วนช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนจากโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น หัด คอตีบ โปลิโอ และหัดเยอรมัน ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สหรัฐอเมริกามีอัตราการรับวัคซีน DTaP (คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน) อยู่ที่ร้อยละ ๙๒.๑ ขณะที่วัคซีน MMR (หัด คางทูม หัดเยอรมัน) และโปลิโออยู่ที่ร้อยละ ๙๒ ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ระดับความครอบคลุมดังกล่าวต่ำกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยที่ร้อยละ ๙๕ ซึ่งถือเป็นระดับที่จำเป็นสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่แข็งแกร่งต่อโรคติดต่อได้ง่ายอย่างหัด ในขณะเดียวกัน อัตราการขอผ่อนผันการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๓.๖ ทั่วประเทศ โดยบางรัฐมีสัดส่วนเกินร้อยละ ๕ ตามที่ CDC รายงาน (CBS News)
ผลกระทบด้านสาธารณสุขที่ปรากฏชัด
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขให้เห็นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ในปี ๒๕๖๗ สหรัฐฯ พบผู้ป่วยโรคหัดสูงที่สุดในรอบกว่า ๓๐ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดในพื้นที่ทางตะวันตกของรัฐเท็กซัส กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้รับวัคซีน สถานการณ์เช่นนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน เมื่ออัตราการฉีดวัคซีนลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานศึกษาที่เด็กอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคติดต่อยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และหากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพต่างเตือนว่าจำนวนและขนาดของการระบาดจะเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพไม่เพียงแต่ในกลุ่มเด็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ใหญ่และผู้ที่มีข้อจำกัดทางการแพทย์ในการรับวัคซีนด้วย
ต้นตอจากสังคม-ความเชื่อ และผลกระทบที่ตามมา
เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาชี้ว่า เหตุผลส่วนใหญ่ที่ผู้ปกครองเลือกขอผ่อนผันการฉีดวัคซีนนั้นไม่ได้มีพื้นฐานมาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ แต่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนและความกังวลเกินกว่าเหตุ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพท่านหนึ่งระบุกับสื่อสหรัฐฯ ว่า “ความกังวลเกี่ยวกับวัคซีนไม่ใช่สิ่งที่สมเหตุสมผล เพราะวัคซีน MMR สามารถช่วยป้องกันโรคหัดซึ่งติดต่อกันง่ายมากได้ตลอดชีวิต” ข้อมูลจากการวิจัยระดับนานาชาติหลายทศวรรษ และสถิติจากการฉีดวัคซีนจำนวนหลายล้านโดสทั่วโลก ล้วนยืนยันถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนในเด็ก ผลข้างเคียงมักเป็นเพียงอาการเล็กน้อย แต่ผลจากตัวโรคกลับรุนแรง อาจถึงขั้นเสียชีวิต สมองอักเสบ หรือพิการในระยะยาวได้ (Wikipedia)
สถานการณ์ในประเทศไทย: ความสำเร็จที่ต้องระวัง
หากเปรียบเทียบกับประเทศไทย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟระบุว่า ไทยมีอัตราความครอบคลุมวัคซีนในเด็กสูงอย่างต่อเนื่อง ในปี ๒๕๖๗ ภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย มีสถิติการฉีดวัคซีนเด็กสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (WHO Thailand) ส่วนข้อมูลภายในประเทศ ไทยมีอัตราความครอบคลุมวัคซีน DPT ในเด็กอายุ ๑๒-๒๓ เดือนอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๙๒ ในปี ๒๕๖๖ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับสหรัฐฯ แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายร้อยละ ๙๕ ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้แข็งแรงที่สุดเช่นเดียวกับกรณีโรคหัด แม้โดยรวมจะประสบความสำเร็จสูง แต่ก็ยังพบปัญหาความลังเลใจต่อวัคซีนและความครอบคลุมที่ไม่สม่ำเสมอในบางจังหวัดหรือกลุ่มชาติพันธุ์ คล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ
สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ เหตุผลที่ประเทศไทยมีผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขที่ดีเยี่ยม ส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายวัคซีนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ในอดีต ก่อนที่วัคซีน MMR จะวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดทั่วโลกราว ๒.๖ ล้านคนต่อปี การฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมในวงกว้างช่วยให้ยอดผู้เสียชีวิตจากโรคหัดทั่วโลกลดลงกว่าร้อยละ ๗๓ ระหว่างปี ๒๐๐๐ ถึง ๒๐๑๘ (Wikipedia) สำหรับประเทศไทย การขับเคลื่อนโครงการขยายภูมิคุ้มกันโรค (EPI) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้โรคโปลิโอหมดไปจากประเทศ และโรคคอตีบ หัดเยอรมันลดลงเกือบหมด อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า หากประเทศใดขาดความระมัดระวัง ความสำเร็จที่สร้างสมมานานอาจกลับตาลปัตรได้ในเวลาอันรวดเร็ว
บทเรียนสำคัญสำหรับไทย
แนวโน้มการขอผ่อนผันที่เพิ่มขึ้นและการลดลงของอัตราความครอบคลุมวัคซีนในสหรัฐฯ นับเป็นบทเรียนสำคัญ ความร่วมมือและความไว้วางใจในวัคซีนคือหัวใจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของชุมชน หากกระแสความไม่เชื่อมั่นในวัคซีนขยายตัวในประเทศไทย ไม่ว่าจะจากข่าวลวงออนไลน์หรือความประมาทหลังความสำเร็จที่ผ่านมา ไทยเองก็อาจเผชิญกับการระบาดของโรคที่เคยควบคุมได้เช่นเดียวกับในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คนไทยเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น และประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวปีละหลายล้านคน ช่องว่างของภูมิคุ้มกันอาจเปิดโอกาสให้โรคข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น
ภารกิจสำคัญสำหรับประเทศไทยคือการรักษาและเร่งสร้างความเชื่อมั่นในวัคซีน หน่วยงานสาธารณสุข ครู และผู้นำท้องถิ่น ควรสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความจำเป็นของวัคซีนอย่างต่อเนื่อง แนวทางที่ควรเน้นย้ำ เช่น การเผยแพร่ความรู้เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด การลงพื้นที่เจาะจงกลุ่มที่มีอัตราการรับวัคซีนต่ำ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองสามารถซักถามข้อกังวลกับบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างใกล้ชิด โชคดีที่ประเทศไทยยังคงได้รับความไว้วางใจสูงจากประชาชนต่อบุคลากรสาธารณสุข แต่ก็ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องที่คงอยู่ตลอดไปโดยไม่ดูแลรักษา
ทางเลือกของไทย: ป้องกันไว้ดีกว่าแก้
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องเลือกว่าจะสานต่อความสำเร็จด้วยการเน้นความสำคัญของวัคซีน หรือจะปล่อยให้โรคที่เคยกำราบได้กลับมาระบาดอีกครั้ง ทุกครอบครัว ทุกโรงเรียน และทุกชุมชน มีส่วนร่วมได้ด้วยการอัปเดตข้อมูล ตรวจสอบกำหนดการฉีดวัคซีน และป้องกันข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีน การลงมือป้องกันตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้เด็กไทยรุ่นต่อไปปลอดภัยจากโรคที่เคยคร่าชีวิตผู้คนในอดีต
แหล่งอ้างอิง: