ยามที่ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า และระบบดูแลเด็กของภาครัฐหรือเอกชนยังมีข้อจำกัด งานวิจัยล่าสุดรวมถึงประสบการณ์จริงจากหลายพื้นที่ ได้เผยให้เห็นถึง “พลังเงียบ” ที่คอยโอบอุ้มครอบครัวให้ก้าวผ่านความท้าทายมาหลายชั่วอายุคน นั่นคือ ปู่ย่าตายายผู้รับบทบาทดูแลหลานโดยไม่หวังผลตอบแทน บทสัมภาษณ์จากสื่อดังอย่าง The Guardian สะท้อนชัดว่าทั้งความรักอันเปี่ยมล้นและความจำเป็นที่บีบคั้น คือแรงผลักดันให้ปู่ย่าตายายเข้ามามีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแค่เติมเต็มชีวิตหลาน แต่ยังเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่ช่วยให้ลูกหลานวัยทำงานสามารถรับมือกับภาระงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

สำหรับสังคมไทย ประเด็นนี้ยิ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและคุ้นเคยอย่างยิ่ง เพราะโครงสร้างครอบครัวขยายและวัฒนธรรมที่ปู่ย่าตายายเลี้ยงดูหลานนั้นหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตมายาวนาน ทั้งในแง่ของหน้าที่และความคาดหวังทางสังคม แต่ถึงกระนั้น งานวิจัยจากต่างประเทศก็ชี้ให้เห็นว่า ธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้กลับกำลังเผชิญกับความตึงเครียดมากขึ้นในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากการขาดแคลนนโยบายดูแลเด็กที่ครอบคลุม ผู้สูงวัยมีอายุยืนยาวขึ้น และโครงสร้างครอบครัวที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม

ในบริบทของสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลจากการศึกษาในประเทศพบว่า ปู่ย่าตายายจำนวนมากต้องมารับบทเป็นผู้ดูแลหลักให้กับหลาน โดยเฉพาะในครัวเรือนแบบ “ครอบครัวข้ามรุ่น” ซึ่งเป็นกรณีที่พ่อแม่ย้ายถิ่นฐานไปทำงาน หรือครอบครัวกำลังเผชิญปัญหาจากปัจจัยต่างๆ รายงานในวารสาร Ageing and Society ชี้ชัดว่า การที่ผู้สูงวัยเข้ามามีส่วนร่วมดูแลเด็กในบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีปฏิบัติในวัฒนธรรมไทย

แม้การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในครอบครัวจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยอุดช่องว่างด้านการดูแลเด็กที่ทั้งภาครัฐและตลาดแรงงานยังเข้าไม่ถึง แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความท้าทายสำคัญขึ้นมาด้วยเช่นกัน ผลวิเคราะห์ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Social Science & Medicine ระบุว่า การดูแลหลานอย่างสม่ำเสมอส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงวัย โดยระดับผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามสภาพของครัวเรือนและบุคคลแต่ละราย ScienceDirect โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ดูแลแบบเต็มเวลา มักพบปัญหาความเหนื่อยล้า ภาวะซึมเศร้า รวมถึงการต้องเสียสละโอกาสทางเศรษฐกิจและชีวิตส่วนตัว

ปรากฏการณ์ “ปู่ย่าตายายผู้ดูแล” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ยังขยายตัวไปสู่โลกตะวันตก ดังที่งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ชี้ให้เห็นจากบทความใน HuffPost นักวิเคราะห์มองว่า เมื่อประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น ครอบครัวต่างๆ ก็หันมาพึ่งพาปู่ย่าตายายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กนั้นสูงลิบ และงานประจำก็ขาดความยืดหยุ่น ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มจำนวนเด็กในครอบครัวที่ลดลง การเพิ่มขึ้นของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และการย้ายถิ่นฐานเพื่อหางาน ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาระการดูแลบุตรหลานตกอยู่กับผู้สูงอายุมากขึ้น

ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PubMed ยังได้ระบุอีกว่า การดูแลเอาใจใส่ด้วยความรักจากสมาชิกในครอบครัว ถือเป็น “เกราะป้องกันสำคัญ” ที่ช่วยให้เด็กๆ รับมือกับปัจจัยภายนอกที่คุกคาม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสังคม และความยากจนได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ปู่ย่าตายายจึงกลายเป็นเสาหลักด่านแรกที่มอบทั้งความมั่นคงและความต่อเนื่องทางอารมณ์ในยามที่ระบบสนับสนุนอื่นๆ ล้มเหลว อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้เตือนว่า หากไม่มีนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ระบบการดูแลแบบนี้อาจถึงจุดล่มสลาย ส่งผลเสียระยะยาวต่อทั้งเด็กและผู้ดูแลเอง

ในกรณีของประเทศไทย การมี “ครอบครัวข้ามรุ่น” สะท้อนให้เห็นทั้งความแข็งแกร่งและจุดเปราะบางในเวลาเดียวกัน รายงานจากหลายพื้นที่ในชนบทบันทึกถึงผลกระทบด้านจิตใจและอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งปู่ย่าตายายและหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังที่ปรากฏในงานวิจัยจาก Wiley, 2024 ขณะที่ผลการศึกษาความเป็นไปได้ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ก็ชี้ให้เห็นว่าโครงการสนับสนุนปู่ย่าตายายนั้นมีแนวโน้มที่จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และจะได้รับการตอบรับที่ดี PMC (2024)

ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระดับครอบครัวเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายไปสู่ระดับชุมชนด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดจากประเทศอังกฤษเคยกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “การดูแลเอาใจใส่คือเนื้อเยื่อที่เชื่อมโยงชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน หากเราไม่เห็นคุณค่าและไม่ให้การสนับสนุน ระบบสังคมขนาดใหญ่ทั้งหลายก็จะอ่อนแอลง จนยากที่จะรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้” ความรู้สึกเหนื่อยล้า การต้องสละกิจกรรมในวัยเกษียณ หรือความรู้สึก “พลาดโอกาสที่จะได้เป็นปู่ย่าตายายอย่างแท้จริง” เป็นเรื่องที่ผู้ดูแลแบบเต็มเวลามักเผชิญอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงสูงวัย

แม้บริบทของสังคมไทยจะผูกพันกับเรื่องนี้มายาวนาน แต่ความท้าทายใหม่ๆ กำลังเข้ามาแทนที่ จากเดิมที่ครอบครัวขยายและการพึ่งพาอาศัยกันในการดูแลสมาชิกเสมือนเป็นหลักประกันทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับบุคคล ทว่าเมื่อสังคมไทยก้าวสู่ความเป็นเมือง ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น อัตราการเกิดลดลง และตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป รูปแบบการดูแลเหล่านี้จึงเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล บรรดานักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายบางส่วน ได้เสนอว่าภาครัฐควรให้การยอมรับรูปแบบการดูแลเด็กโดยญาติ พร้อมทั้งสนับสนุนทางการเงินและพัฒนาโครงการดูแลเด็กในชุมชน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สูงอายุ ดังที่ปรากฏในบทความจาก IJMRAP

ทว่า ปัญหาที่ยังคงเป็นอุปสรรคคือ นโยบายของภาครัฐยังขาดความต่อเนื่องและขาดความครอบคลุม แม้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลแบบครอบครัว แต่การช่วยเหลือปู่ย่าตายายที่รับภาระดูแลหลานนั้นยังไม่เพียงพอต่อความจำเป็นที่แท้จริง โครงการสนับสนุนขนาดเล็กบางแห่งมีอยู่จริง แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ การที่ประเทศยังขาดกลยุทธ์ด้านการดูแลเด็กและผู้สูงวัยที่ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวต้องเผชิญและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไปในแต่ละวัน

เมื่อมองไปยังเวทีนโยบายในโลกตะวันตก นักการเมืองบางคนในสหรัฐอเมริกาได้นำเสนอแนวคิดที่ว่า “ปู่ย่าตายายสามารถเป็นทางออกของปัญหาวิกฤตการดูแลเด็กได้” อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิชาการต่างชี้ว่านี่เป็นมุมมองที่ “มองโลกในแง่ดีเกินไป ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และในบางแง่ก็อาจเป็นการเอาเปรียบผู้สูงอายุ” พร้อมทั้งเสนอแนะให้ภาครัฐและองค์กรนายจ้างควรเข้ามามีบทบาทในการจัดหาและสนับสนุนระบบดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ง่ายและมีมาตรฐานที่เหมาะสมแทน ดังที่ Salon ได้รายงานไว้

บทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทยคือ เราต้องยอมรับข้อจำกัดของการดูแลแบบครอบครัว เมื่อผู้สูงวัยจำนวนมากต้องทุ่มเทช่วงชีวิตหลังเกษียณไปกับภาระการดูแลนี้ ทั้งสุขภาพกาย ใจ โอกาสทางสังคม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล้วนได้รับผลกระทบ งานศึกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ยังได้เตือนว่าทางเลือกด้านการดูแลเด็กในปัจจุบันยังคง “มีข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อโอกาสในชีวิตของหลาน” และภาระที่ปู่ย่าตายายต้องแบกรับ จึงเป็นทั้งสัญญาณและสาเหตุของความเปราะบางในสังคม ดังที่ปรากฏใน Ageing and Society

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างปู่ย่าตายายกับหลานก็มีมากมายไม่แพ้กัน หลายงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าความใกล้ชิดสนิทสนมนี้ส่งผลดีต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ และความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ครอบครัวเผชิญกับวิกฤต ดังที่รายงานโดย AOL ในมิติทางวัฒนธรรม ปู่ย่าตายายยังเป็นผู้สืบสานความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างคนหลายรุ่น ช่วยรักษาความร่วมมือในครอบครัว และถ่ายทอดภาษา ค่านิยม รวมถึงอัตลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของบรรพบุรุษให้คงอยู่

เมื่อครอบครัวไทยกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทั้งด้านโครงสร้างอายุ ขนาดครัวเรือน และตลาดแรงงาน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญได้แก่:

  • ขยายการสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับผู้ดูแลเด็กในครอบครัวให้ครอบคลุมและหลากหลายยิ่งขึ้น เช่น เงินช่วยเหลือ บริการช่วยแบ่งเบาภาระเพื่อให้ผู้ดูแลได้พักผ่อน และการดูแลด้านสุขภาพ
  • พัฒนาศูนย์ดูแลเด็กในชุมชนให้สามารถทำงานประสานกับครอบครัวได้อย่างใกล้ชิด
  • จัดบริการสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับผู้ดูแลสูงวัยโดยเฉพาะ
  • ดึงเสียงและความต้องการจากผู้ดูแลตัวจริงเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายที่อาจเหมารวมและไม่ตอบโจทย์

ในระดับครอบครัว แต่ละบ้านควรสื่อสารและร่วมกันแบ่งเบาภาระ ปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือหมุนเวียนบทบาทในการดูแลหลานเมื่อทำได้ รวมถึงให้คุณค่าและแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของปู่ย่าตายาย ขณะที่องค์กรนายจ้างเองก็ควรส่งเสริมนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว และเปิดโอกาสให้พนักงานในวัยทำงานมีส่วนร่วมในงานดูแลบุตรหลานได้อย่างเหมาะสม

ท้ายที่สุดแล้ว สังคมไทยควรตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของ “งานดูแล” ซึ่งไม่ใช่เพียงคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ แต่หมายถึงพลังใจและแรงกายที่เชื่อมโยงสังคมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเงียบเชียบ ดังที่ประสบการณ์ที่ปรากฏใน The Guardian ได้กล่าวไว้ว่า “คนที่ได้พ่อแม่ช่วยเลี้ยงหลานคือคนที่โชคดีที่สุด —หวังว่าทุกคนจะตระหนักถึงสิ่งนี้”

การศึกษาวิจัยและสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างคนต่างรุ่น จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากขาดซึ่งการตระหนักรู้เช่นนี้ ปู่ย่าตายายและหลานอาจถูกทิ้งให้แบกรับภาระตามลำพัง ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความเปราะบางของครอบครัวและชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อความที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างรุ่นให้แข็งแกร่ง ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการดูแล และตระหนักว่าทั้งความรักและความจำเป็นที่ผลักดันให้ปู่ย่าตายายเข้ามามีบทบาทดูแลนั้น ไม่ควรได้รับเพียงแค่คำชื่นชม แต่ควรได้รับการตอบสนองด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

แหล่งอ้างอิง: